เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลัน (Acute Conjunctivitis)

เขียนบทความโดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

คำจำกัดความ

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันคืออะไร

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลัน (Acute conjunctivitis) หรือ “โรคตาแดง (red eye)” เป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ตาแดงอาจมีสาเหตุมาจากภูมิแพ้ การบาดเจ็บตา หรือ

การใช้ยาหยอดตาบางประเภท ในบทความนี้จะเน้นถึง โรคตาแดงที่เกิดจากไวรัส (adenovirus) ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อสู่ผู้ใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัวสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ โดยมากจะหายได้เองซึ่งแตกต่างจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตามในคนไข้บางรายไวรัสกระจายตัวจากเยื่อบุตา เข้าไปที่กระจกตาทำให้ การมองเห็นลดลง น้ำตาไหล สู้แสงไม่ได้ ระคายเคืองตามากขึ้น แม้ว่าอาการตาแดงและมีขี้ตาลดลงก็ตาม อย่างไรก็ตามโรคไวรัสเยื่อบุตาอักเสบสามารถรักษาให้หายขาดได้ และไม่พบว่ามีการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันพบได้บ่อยแค่ไหน

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสพบได้บ่อย ในหน้าระบาดเช่นในฤดูฝน

เยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรีย พบในเด็กได้บ่อยมากกว่าในผู้ใหญ่

เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มักพบในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ง่าย และเกิดร่วมกับระบบอื่นในร่างกาย เช่นภูมิแพ้เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือได้รับตัวก่อภูมิแพ้ เช่นฝุ่น เกสรดอกไม้ ดอกหญ้าบางชนิดที่ผู้ป่วยแพ้

โปรดปรึกษากับหมอของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันมีอาการอย่างไร

อาการที่พบเห็นบ่อยของเยื่อตาอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • ตาแดง
  • เปลือกตาแดงบวม
  • ระคายเคือง
  • แสบร้อน
  • น้ำตาไหล
  • มีขี้ตามากเป็น มีลักษณะเป็นมูก โดยเฉพาะตอนตื่นนอนตอนเช้าในไวรัสหรือภูมิแพ้ (ถ้าลักษณะขี้ตาเหลืองเขียวจะเกิดจากแบคทีเรีย)
  • มีอาการคล้ายไข้หวัดนำมาก่อน หรืออาจเจ็บบริเวณหน้าหู เนื่องจากอาจมีภาวะต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโตในคนไข้บางรายที่ติดเชื้อไวรัส
  • ขนตาตกสะเก็ด
  • รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตา

อาจมีอาการบางประเภทที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ข้างบน ถ้าคุณมีความกังวลเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาจักษุแพทย์

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบหมอ

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการอะไรก็ตามที่เหมือนอาการตามด้านบน หรือ หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษานัดตรวจตากับจักษุแพทย์

สาเหตุ

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันจากเชื้อแบคทีเรีย เกิดจากอะไร

เยื่อบุตาอักเสบเกิดได้จากแบคทีเรียหลายชนิด โดยแบคทีเรียที่พบบ่อยในการก่อโรคคือ สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) เสตร็ปโทโคคัส นิวโมเนีย (Streptococcus pneumoniae) แฮโมฟิลัส เอสพี (Haemophilus sp) คลามีเดีย (Chlamydia trachomatis เชื้อที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงตา) และไนซ์ซีเรีย โกโนร์เรีย (Neisseria gonorrhoeae) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อหนองใน ซึ่งเป็นผลมาจากการติอต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือทารกที่ผ่านการคลอดโดยวิธีธรรมชาติผ่านช่องคลอดที่มารดามีเชื้อหนองใน ก็จะทำให้ทารกแรกคลอดเกิดเยื่อบุตาอักเสบ (neonatal conjunctivitis) นอกจากเชื้อ Neisseris gonorrhoeae แล้วเชื้อ chlamydia ก็เป็นสาเหตุร่วมได้เช่นกันร้อยละ20-40

ปัจจัยเสี่ยง

อะไรที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดเยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลัน

มีปัจจัยเสี่ยงมากมายของการเป็นเยื่อตาอักเสบ ได้แก่

  • สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
  • การติดเชื้อที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง
  • สภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้
  • การว่ายน้ำในสระที่มีระบบป้องการการติดเชื้อที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ภูมิแพ้ผิวหนัง
  • การใช้คอนแทคเลนส์
  • การใส่ตาเทียม (Ocular prosthesis)
  • การระคายเคืองต่อฝุ่นในระบบอุตสาหกรรมเครื่องจักร

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ กรุณาปรึกษากับหมอของคุณทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพื่อเติม

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันวินิจฉัยได้อย่างไร

โดยมากแพทย์จะวินิจฉัยจาก ประวัติและอาการที่ซักถามจะผู้ป่วย ร่วมกับอาการแสดงที่ได้จากการตรวจตาผ่านกล้อง slit-lamp biomicroscopy ก็จะสามารถแยกได้ว่าเกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย เพราะฉะนั้นการน้ำขี้ตาไปป้ายลงแผ่น slideเพื่อวิเคราะห์ผ่านทางกล้องจุลทรรศน์ และย้อมสีด้วยแกรม (Gram) เพื่อระบุชนิดแบคทีเรีย และ/หรือย้อมสีด้วยเกียมซา (Giemsa) เพื่อระบุลักษณะของเซลล์เยื่อบุผิวของไซโตพลาสซึมของเม็ดเลือดขาว ในกรณีที่แทพย์คากว่าเกิดจากเชื้อคลามีเดีย หรือเพาะเชื้อเพื่อแยกว่าเป็นแบคทีเรียชนิดใดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ยกเว้นในบางกรณีเช่น

    1. ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น
    2. ในรายที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่นในทารกแรกเกิด
    3. ในรายที่มีขี้ตามีสีขุ่นหนองปริมาณมาก ซึ่งอาจเกิดจากเชื้อหนองใน เพราะเชื้อมีความรุนแรง สามารถทำให้กระจกตาทะลุได้ ซึ่งเป็นผลให้สูญเสียการมองเห็น

เยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันรักษาอย่างไร

  • ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สามารถใช้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบยาหยอดตาได้ เช่นยาหยอดตาในกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน (fluoroquinolone) หรือ ไตรเมโทพริม (trimethoprim)/โพลิมิกซิน บี (polymyxin B) แต่ในเชื้อหนองในและคลามีเดียต้องมียารัปประทานหรือยาฉีดเข้าเส้นเลือดร่วมด้วย เพราะเชื้ออยู่ในร่างกายผู้ป่วย ไม่ได้อยู่เฉพาะที่ดวงตา ในกรณีเชื้อหนองในจำเป็นต้องใช้ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เซฟไตรอะโซน (ceftriaxone) ในกรณีติดเชื้อคลามีเดียจะใช้ ยากินอะซิโตรไมซิน (azithromycin) 1 กรัม หรือ ด็อกซิไซคลิน (doxycycline) 100 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 วัน
  • ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่วนมากรักษาตามอาการ เช่นน้ำตาเทียม ยาแก้ระคายเคือง ยกเว้นกรณีที่มีไวรัสกระจายมาที่กระจกตาทำให้ตามัวลง การหยอดยาประเภทสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบเป็นสิ่งที่จำเป็น นอกจากนี้เป็นโรคแพร่สู่คนอื่นได้ การล้างมือให้สะอาด และหลี่กเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้
  • ในกรณีที่เกืดจากภูมิแพ้ แนะนำหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เช่นฝุ่น หรือในบางรายแพ้เกสรดอกไม้บางชนิด สามารถรักษาด้วยยาหยอดแก้แพ้ และน้ำตาเทียม

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองแบบใดที่ช่วยรับมือกับเยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลัน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองต่อไปนี้จะช่วยรับมือกับเยื่อบุตาอักเสบเฉียบพลันได้

  • ใช้เจลทำความสะอาดมือ และ/หรือ ล้างมือให้สะอาด หลังจากสัมผัสดวงตาหรือน้ำมูกของพวกเขา
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสตาข้างที่ไม่ติดเชื้อหลังจากสัมผัสตาที่ติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการใช้หมอนหรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำขณะที่มีอาการเยื่อบุตาอักเสบ

หากมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับหมอของคุณ เพื่อเข้าใจวิธีแก้ปัญหาที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับตัวคุณเอง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงฉันทกา สุปิยพันธุ์

รวมสุดยอดเทคนิคทางการแพทย์เพื่อ รักษาต้อหิน ที่คุณควรรู้

ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่สร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นลดลงหรือแม้แต่ทำให้ตาบอดได้ ปัจจุบัน มีการพัฒนาการ รักษาต้อหิน ในหลายวิธีดังนี้

เขียนบทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงฉันทกา สุปิยพันธุ์
รักษาต้อหิน

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะความดันลูกตาสูง

ภาวะความดันลูกตาสูง เป็นภาวะที่ความดันตาสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งถ้าสูงกว่าปกติมากหรือคงอยู่นาน จะส่งผลให้มีความผิดปกติของเส้นประสาทตา เเละกลายเป็นโรคต้อหินได้

เขียนบทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงฉันทกา สุปิยพันธุ์
ภาวะความดันลูกตาสูง

อาการตาแห้ง บรรเทาอย่างไรให้ได้ผล

อาการตาแห้ง เกิดได้จากหลายสาเหตุ ถึงเเม้ไม่ได้ทำให้สูญเสียการมองเห็น เเต่ก็รบกวนการใช้ชีวิตของผู้ที่มีอาการอย่างมาก และนี่คือวิธีบรรเทาอาการที่ช่วยคุณได้

เขียนบทความโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงฉันทกา สุปิยพันธุ์
อาการตาแห้ง