โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date เมษายน 23, 2020
Share now

โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหลักที่ลำเลียงเลือด ออกซิเจน และสารอาหาร ไปยังหัวใจ (หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ) เกิดความเสียหายหรือเกิดโรคขึ้น

คำจำกัดความ

โรคหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease: CAD) เกิดขึ้นจากการที่หลอดเลือดหลักที่ลำเลียงเลือด ออกซิเจน และสารอาหาร ไปยังหัวใจ (หลอดเลือดแดงที่กล้ามเนื้อหัวใจ) เกิดความเสียหาย มีคราบพลัคจากคอเลสเตอรอลสะสมในหลอดเลือด หรือเกิดจากอาการอักเสบในหลอดเลือดหัวใจ

เมื่อคราบพลัคก่อตัวขึ้น จะทำให้หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบลง และส่งผลให้เลือดที่ลำเลียงไปยังหัวใจนั้นน้อยลง และอาจทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรืออาจจะเกิดสิ่งบ่งชี้และอาการอื่น ๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจ การตีบตันของเส้นเลือดอย่างสมบูรณ์ สามารถส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวายได้

เนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจมักจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยใช้เวลานานกว่าสิบปี คุณอาจจะไม่ได้สังเกตอาการ จนกระทั่งหลอดเลือดมีการตีบตันพอสมควร หรือมีภาวะหัวใจวาย แต่วิธีการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นมีอยู่มากมาย การปฏิบัติตนที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมีผลเป็นอย่างยิ่งกับโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจพบได้บ่อยเพียงใด

โรคหลอดเลือดหัวใจมักจะพบได้บ่อย โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการโรคหลอดเลือดหัวใจมีอะไรบ้าง

อาการที่มักพบได้มากที่สุดคืออาการปวดเค้นในหน้าอก (Angina) หรือเจ็บหน้าอก โดยอาการปวดเค้นในหน้าอกนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็น

  • อาการหน่วง
  • แรงกด
  • อาการปวด
  • อาการแสบร้อน
  • อาการชา
  • อาการแน่น
  • อาการบีบคั้น

อาการเหล่านี้อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นอาการของอาการอาหารไม่ย่อยและภาวะกรดไหลย้อนได้

อาการปวดเค้นในหน้าอกมักรู้สึกที่หน้าอก แต่ยังอาจรู้สึกได้ในบริเวณ

  • ไหล่ข้างซ้าย
  • แขน
  • คอ
  • หลัง
  • กระดูกขากรรไกร

อาการดังกล่าวมักจะไม่ค่อยรุนแรงในผู้หญิง นอกจากนี้อาการคลื่นไส้ เหงื่อออก อ่อนเพลีย หรือหายใจไม่อิ่ม อาจเป็นอาการร่วมของอาการเจ็บหน้าอกแบบคล้ายมีแรงกดที่พบได้ทั่วไป อาการอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณสงสัยว่ากำลังเป็นโรคหัวใจวาย ให้โทรแจ้งที่หมายเลขฉุกเฉินทันที หากคุณไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ ให้คนในครอบครัวขับรถพาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด การขับรถไปโรงพยาบาลเองควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน หรือครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือโรคอ้วนอย่างรุนแรง ให้ปรึกษาแพทย์ แพทย์อาจทดสอบอาการของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีสิ่งบ่งชี้และอาการหลอดเลือดแดงตีบ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากความเสียหาย หรือบาดแผลในผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ ในบางครั้งพบได้เร็วตั้งแต่ในวัยเด็ก ความเสียหายดังกล่าวอาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • ความดันเลือดสูง
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • โรคเบาหวานหรือภาวะต้านอินซูลิน (insulin resistance)
  • การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน

เมื่อเกิดความเสียหายที่ผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ สิ่งสะสมจำพวกไขมัน (คราบพลัค) ที่เกิดจากคอเลสเตอรอลและของเสียในเซลล์อื่น ๆ อาจสะสมตัวในบริเวณที่เกิดความเสียหายในกระบวนการที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) หาพื้นผิวของคราบพลัคแตกหรือแยกออก เซลล์เม็ดเลือดที่เรียกว่า เกล็ดเลือด (platelets) จะจับตัวกันในบริเวณดังกล่าว เพื่อพยายามซ่อมแซมหลอดเลือดแดง การจับตัวกันของเกล็ดเลือดนี้ สามารถอุดตันหลอดเลือด ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจหลายประการ เช่น

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงสำหรับภาวะหลอดเลือดแดงเสียหายและตีบ
  • ผู้ชายมักมีความเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน
  • ประวัติครอบครัว ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคหัวใจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากญาติสนิทเป็นโรคหัวใจตั้งแต่ยังเด็ก มีความเสี่ยงสูงสุด หากบิดาหรือพี่ชายหรือน้องชายได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 55 ปี หรือหากมารดาหรือพี่สาวหรือน้องสาว มีอาการของโรคก่อนอายุ 65 ปี
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการเป็นโรคหัวใจ การทำให้คนรอบข้างได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ของคุณยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยเช่นกัน
  • ความดันเลือดสูง ภาวะความดันเลือดสูงที่ไม่ได้รับการรักษา สามารถส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวและหนาขึ้น ซึ่งอุดตันช่องทางที่เลือดลำเลียงผ่าน
  • ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดคราบพลัคและโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ระดับคอเลสเตอรอลสูงมีสาเหตุมาจากระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein: LDL) ที่เรียกว่า คอเลสเตอรอล “ไม่ดี” ในเลือดสูง ระดับไขมันความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein: HDL) ที่เรียกว่า คอเลสเตอรอล “ดี” ในเลือดต่ำ อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
  • โรคเบาหวาน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานประเภท 2 และโรคหลอดเลือดหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โรคอ้วนและความดันเลือดสูง
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน น้ำหนักส่วนเกินมักส่งผลให้ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ แย่ลง
  • การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย การขาดการออกกำลังกายยังมีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจัยเสี่ยงบางประการด้วยเช่นกัน
  • ภาวะความเครียดสูง ความเครียดที่ไม่ได้รับการบรรเทาในชีวิตอาจทำให้หลอดเลือดแดงเสียหาย พร้อมทั้งทำให้ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจแย่ลง

ปัจจัยเสี่ยงมักเกิดขึ้นพร้อมกัน และอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยหนึ่งๆ เช่น โรคอ้วนก่อให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2 และความดันเลือดสูง เมื่อถูกจัดกลุ่มเข้าด้วยกัน ปัจจัยเสี่ยงบางประการก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น โรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่รวมถึงภาวะความดันเลือดสูง ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ระดับอินซูลินสูง และไขมันร่างกายส่วนเกินบริเวณรอบเอว เพิ่มความเสียงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในบางครั้ง โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้น โดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่พบได้ทั่วไป นักวิจัยได้ทำการศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่เป็นไปได้อื่นๆ ได้แก่

  • ภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep apnea) อาการผิดปกติดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุให้คุณเริ่มและหยุดหายใจอย่างซ้ำๆ ในระหว่างที่นอนหลับ การลดลงกะทันหันของระดับออกซิเจนในเลือด ที่เกิดขึ้นในระหว่างภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ จะเพิ่มความดันเลือด และทำให้ระบบหัวใจใจและหลอดเลือดทำงานหนัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โปรตีนซี-รีแอ็คทีฟในระดับสูง (High sensitivity C-reactive protein: hs-CRP) เป็นโปรตีนที่เกิดขึ้นในปริมาณสูงขึ้น เมื่อมีอาการอักเสบที่บางบริเวณในร่างกาย ระดับโปรตีนซี-รีแอ็คทีฟที่สูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งสำหรับโรคหัวใจ เป็นที่สันนิษฐานว่าเมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบลง คุณจะมีปริมาณโปรตีนซีรีแอ็คีฟในเลือดเพิ่มมากขึ้น
  • ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันในเลือดประเภทหนึ่ง ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง
  • โฮโมซีสทีน (Homocysteine) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของคุณใช้เพื่อสร้างโปรตีนและสร้างและรักษาเนื้อเยื่อ แต่โฮโมซีสทีนในระดับสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • แพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้ว่าคุณเป็นโรคนี้ หากได้รับรู้เกี่ยวกับอาการ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยง
  • การทดสอบร่างกาย
  • การทดสอบเชิงวินิจฉัย ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram: ECG หรือ EKG) การตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง (echocardiogram) การตรวจด้วยการออกกำลัง (exercise stress tests) การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยใช้ลำแสงอิเล็กตรอน (electron beam (ultrafast) CT scans) การสวนหัวใจและหลอดเลือด (cardiac catheterization) และอื่นๆ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับขอบเขตของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผลต่อหัวใจ และการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

ยาประเภทต่างๆ สามารถใช้เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ได้แก่

  • ยาลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol-modifying medications) ด้วยการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein: LDL) หรือคอเลสเตอรอล “ไม่ดี” ยานี้จะช่วยลดสารเบื้องต้นที่สะสมตัวในหลอดเลือดหัวใจ แพทย์สามารถเลือกใช้ยาจากยาจำพวกหนึ่งได้ เช่น ยาสเตติน (statins) ยาไนอาซิน (niacin) ยาไฟเบรต (fibrates) และยาไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ (bile acid sequestrants)
  • แพทย์อาจแนะนำการใช้ยาแอสไพรินประจำวัน หรือยาเจือจางเลือด (blood thinner) สามารถช่วยลดแนวโน้มการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ หากคุณเคยมีภาวะหัวใจวาย ยาแอสไพรินสามารถช่วยป้องกันภาวะดังกล่าวในอนาคตได้ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาแอสไพริน เช่น หากมีอาการเลือดออกผิดปกติ หรือกำลังใช้ยาเจือจางเลือดตัวอื่น ดังนั้น ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแอสไพริน
  • ยาเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta blockers) ยาชนิดนี้ช่วยชะลอการเต้นของหัวใจ และลดความดันเลือด ซึ่งช่วยลดปริมาณความต้องการออกซิเจนของหัวใจ หากคุณเคยมีภาวะหัวใจวาย ยาเบต้าบล็อกเกอร์ช่วยลดความเสี่ยของภาวะดังกล่าวในอนาคตได้
  • ยาเม็ด สเปรย์ และแผ่นยาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) สามารถควบคุมอาการเจ็บหน้าอกได้ โดยการขยายหลอดเลือดหัวใจชั่วคราว และลดปริมาณความต้องการเลือดของหัวใจ
  • ยาต้านเอนไซม์เอซีอี (Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors) และตัวบล็อคตัวรับแอนจีโอเทนซิน (angiotensin II receptor blockers: ARBs) ยาสองประเภทที่คล้ายกันนี้ลดความดันเลือด และอาจช่วยป้องกันการลุกลามของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในบางครั้งจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาที่รุนแรงขึ้น วิธีการดังกล่าวมีดังนี้

  • การผ่าตัดขยายเส้นเลือด (Angioplasty) และการใช้ท่อสังเคราะห์ (stent placement) หรือการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบตันผ่านสายสวน แพทย์จะสอดท่อยาวขนาดเล็ก (สายสวน) เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบตัน สายต่อพร้อมด้วยบอลลูนที่ยังไม่ได้เป่า จะถูกสอดผ่านสายสวนเข้าไปยังบริเวณที่ตีบตัน แล้วจึงเป่าบอลลูน ซึ่งเป็นการขับสารสะสมให้หลุดออกจากผนังหลอดเลือด ท่อสังเคราะห์จะถูกปล่อยไว้ในหลอดเลือดแดง เพื่อให้หลอดเลือดแดงเปิดอยู่เสมอ ท่อสังเคราะห์บางท่อจะปล่อยตัวยาอย่างช้าๆ เพื่อให้หลอดเลือดแดงเปิดอยู่เสมอ
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass surgery) ศัลยแพทย์จะสร้างสิ่งปลูกถ่ายเพื่อทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน โดยใช้เส้นเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย การผ่าตัดดังกล่าว จะช่วยให้เลือดไหลหล่อเลี้ยงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรือตันได้ เนื่องจากการผ่าตัดดังกล่าว จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเพื่อเปิดหัวใจ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบตันหลายแห่ง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดหัวใจ

ไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือกับโรคหลอดเลือดหัวใจได้

  • เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหลักสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ สารนิโคตินจะปิดกั้นหลอดเลือด และบังคับให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และคาร์บอนมอน็อกไซด์จะลดออกซิเจนในเลือด และสร้างความเสียหายต่อแนวหลอดเลือดของคุณ หากคุณสูบบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย
  • ควบคุมความดันเลือด ให้แพทย์วัดความดันเลือดอย่างน้อยทุกสองปี โดยเริ่มจากอายุ 18 ปี หากคุณอายุ 40 ปีหรือมากกว่า หรือมีอายุระหว่าง 18-39 ปี โดยมีความเสี่ยงสูงสำหรับภาวะความดันเลือดสูง ให้ขอให้แพทย์ทำการตรวจวัดความดันเลือดทุกปี แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจถี่ขึ้น หากความดันเลือดของคุณมีค่าสูงกว่าปกติ หรือคุณมีประวัติเคยเป็นโรคหัวใจ โดยทั่วไปแล้ว ความดันเลือดที่เหมาะสมมีค่าต่ำกว่า 120 ซีสโตลิค (systolic) และ 80 ไดแอสโตลิค (diastolic) ตามที่วัดในหน่วยมิลลิเมตรปรอท (mm Hg)
  • ตรวจคอเลสเตอรอล ให้แพทย์ตรวจคอเลสเตอรอลพื้นฐาน เมื่อคุณอยู่ในช่วงอายุ 20 ปี และอย่างน้อยห้าปีต่อจากนั้น หากผลการตรวจของคุณไม่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจถี่ขึ้น คนส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าหมายผลการตรวจสำหรับไขมันความหนาแน่นต่ำหรือคลอเรสเตอรอลไม่ดี (LDL) ไว้ต่ำกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) หรือ 3.4 มิลลิโมลต่อลิตร (mmol/L) หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคหัวใจ ผลการตรวจ LDL อาจต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (2.6 มิลลิโมลต่อลิตร)
  • ควบคุมโรคเบาหวาน หากคุณเป็นโรคเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้
  • เคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกายช่วยให้คุณมีและควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม และช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ระดับคอเลสเตอรอลสูง และความดันเลือดสูงได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยความยินยอมของแพทย์ ให้ตั้งเป้าหมายเป็นเวลา 30 ถึง 60 นาที สำหรับการออกกำลังกายในระดับปานกลาง เป็นเวลาเกือบทุกวันหรือทุกวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ เช่น อาหารประเภทเมดิเตอร์เรเนียนไดเอ็ท ซึ่งเน้นอาหารจำพวกพืชผัก เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว และผลไม้แห้งเปลือกแข็ง และมีไขมันอิ่มตัว คลอเรสเตอรอล และโซเดียม ในปริมาณต่ำ สามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก ความดันเลือด และคอเลสเตอรอลได้ การรับประทานปลาในปริมาณหนึ่งหรือสองหน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ก็มีประโยชน์ด้วยเช่นกัน
  • ควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม ภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การลดน้ำหนักลงเพียงแค่สองสามปอนด์สามารถช่วยลดความดันโลหิต และลดวามเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
  • จัดการความเครียด ให้ลดความเครียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ฝึกฝนเทคนิคที่ดีต่อสุขภาพในการจัดการความเครียด เช่น การคลายกล้ามเนื้อและการหายใจเข้าลึกๆ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

หน้าท้องแบนราบ ในฝันอยู่ไม่ไกล ทำได้ง่ายๆ ด้วยเทคนิคเหล่านี้

การมี หน้าท้องแบนราบ ถือเป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันของบรรดาสาวๆ แต่การทำให้หน้าท้องแบนราบได้นั้นต้องใช้ความอดทน และมีระเบียบวินัยในการออกกำลังกายเป็นอย่างมาก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

หุ่นเฟิร์มสวยในวัย 40 ด้วยเคล็ดลับลดน้ำหนักเหล่านี้

การออกกำลังกาย เพื่อดูแลรูปร่างจึงเป็นเรื่อที่สำคัญ ทั้งยังทำให้สุขภาพดี สำหรับสาววัย 40 ทาง Hello คุณหมอ ก็มีเคล็ดลับ หุ่นเฟิร์มสวยในวัย 40 มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Gastric Sleeve Surgery)

แน่นอนว่าวิธีการลดความอ้วนนั้นมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ศัลยกรรม หรือแม้แต่วิธีทางการแพทย์อย่างการ ผ่าตัดกระเพาะอาหาร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

รวมเคล็ดลับ ลดน้ำหนักในที่ทำงาน สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย

บางคนอาจจะไม่มีเวลาที่จะออกกำลังกาย จนปล่อยให้น้ำหนักขึ้น บทความนี้จะมาแนะนำ เคล็ดลับในการ ลดน้ำหนักในที่ทำงาน สำหรับคนวัยทำงาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

บทความแนะนำ

เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก-เคล็ดลับ

เพิ่มความแข็งแรงให้กระดูก ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 5, 2020
เอวเอส-ท่าออกกำลังกาย-ลดไขมันรอบเอว

เปลี่ยนเอวห่วงยาง ให้เป็น เอวเอส ด้วย 4 ท่าออกกำลังกายที่คุณควรลอง!

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 4, 2020
ออกกำลังกาย-ที่บ้าน-ท่าคาร์ดิโอง่ายๆ

หุ่นดี หุ่นสวย ด้วย ท่าคาร์ดิโอง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 28, 2020
วิธี-ดูแลดวงตาให้แข็งแรง

ดูแลดวงตาให้แข็งแรง ด้วยวิธีแสนง่ายที่คุณเองก็ทำตามได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 28, 2020