home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

น้ำในหูไม่เท่ากัน ลดการกินเค็มอาจช่วยได้

น้ำในหูไม่เท่ากัน ลดการกินเค็มอาจช่วยได้

น้ำในหูไม่เท่ากัน ไม่ใช่โรคที่ควรมองข้าม เพราะอาการของโรค เช่น เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน คลื่นไส้อาเจียน หูอื้อ ฟังไม่ค่อยได้ยิน ล้วนแต่สร้างปัญหาในการใช้ชีวิตให้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้ทั้งสิ้น แต่รู้หรือไม่ว่า เพียงแค่คุณใส่ใจในการกิน โดยกินอาหารรสเค็มให้น้อยลง เพื่อลดปริมาณโซเดียมในร่างกาย อาการน้ำในหูไม่เท่ากันก็สามารถดีขึ้นได้ Hello คุณหมอ จะพาคุณไปดูกัน

โรค น้ำในหูไม่เท่ากัน คืออะไร

โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Ménière disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน เนื่องจากของเหลวภายในหูชั้นใน ที่คอยกระตุ้นประสาทรับความรู้สึกมีปริมาณมากเกินไป หรือเกิดสภาวะบวมคั่งอยู่ภายในหูชั้นใน จนปิดกั้นอวัยวะสำคัญที่คอยทำหน้าที่ควบคุมระบบการทรงตัวและการได้ยิน ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาด้านการทรงตัวและการได้ยิน โดยอาจมีอาการดังนี้

อาการหลัก

อาการร่วม

ผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย 20-50 ปี โดยเริ่มแรกจะมีอาการที่หูเพียงข้างเดียว อาการแต่ละครั้งจะยาวนานตั้งแต่ 20 นาที ถึง 4 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการจะค่อย ๆ แย่ลง จนอาจถึงขั้นมีเสียงอื้อในหู หรือสูญเสียการได้ยินถาวร

การกินเค็มกับโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

แม้การกินอาหารรสเค็มจะไม่ใช่สาเหตุของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่หากคุณกำลังป่วยเป็นโรคนี้อยู่ การกินอาหารรสเค็มจัด จะทำให้ร่างกายคุณจะได้รับปริมาณโซเดียมมากเกินไป จนอาจส่งผลให้อาการโรคน้ำในหูไม่เท่ากันของคุณแย่ลงได้

เนื่องจากโซเดียมทำให้เกิดภาวะบวมคั่งของของเหลวในหูชั้นใน ซึ่งเกี่ยวข้องระบบการทรงตัวและการได้ยิน เมื่อปริมาณของเหลวดังกล่าวเสียสมดุล จะเกิดแรงดันภายในหู ซึ่งเป็นอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั่นเอง

ลดเค็ม… ลดอาการโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

การลดปริมาณโซเดียมในอาหาร หรือกินเค็มให้น้อยลงสามารถช่วยลดแรงดันในหูชั้นใน ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน คุณควรลดการบริโภคโซเดียมให้เหลือไม่เกินวันละ 1,500-2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือประมาณ ¾ ช้อนชา (4 กรัม) โดยทำตามวิธีดังนี้

  • ก่อนซื้ออาหาร ควรสังเกตปริมาณโซเดียมบนฉลากอาหาร และมองหาคำว่า “โซเดียมต่ำ” “ไร้โซเดียม” “ไม่เติมเกลือ” “ไม่มีเกลือเพิ่ม” เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำผลไม้เข้มข้น อาหารหมักดอง
  • หากทำอาหารกินเอง ควรลดหรืองดใส่เครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูง เช่น เกลือ ผงปรุงรส ผงชูรส น้ำปลา ซอสปรุงรส
  • ไม่วางกระปุกเกลือไว้บนโต๊ะอาหาร เพื่อลดโอกาสที่คุณจะเติมเกลือในอาหารก่อนกิน
  • หากกินอาหารนอกบ้าน ควรแจ้งร้านอาหารให้ลดหรืองดใส่เครื่องปรุง เช่น เกลือ น้ำปลา ผงชูรส
  • หากต้องกินยาลดกรด ควรเลือกยี่ห้อที่ไม่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ

นอกจากลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มแล้ว การกินอาหารและน้ำในปริมาณใกล้เคียงกันทุกวัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยรักษาระดับของเหลวในหูชั้นใน และช่วยไม่ให้อาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันของคุณแย่ลงได้

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Treating Meniere’s Disease: Eating a Low-Salt Diet. https://www.fairview.org/patient-education/83660. Accessed November 29, 2018

Meniere Disease Diet. https://www.healthline.com/health/meniere-disease-diet#diet. Accessed November 29, 2018

Ménière disease – self-care. https://medlineplus.gov/ency/patientinstructions/000709.htm. Accessed November 29, 2018

Meniere’s Disease. https://www.umms.org/ummc/health-services/hearing-balance/services/menieres-disease. Accessed November 29, 2018

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง แก้ไขล่าสุด 14/10/2020
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x