home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ทำความรู้จัก เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ทำความรู้จัก เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เบาหวาน (Diabetes) คือสภาวะที่บุคคลมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 โรคนี้พบได้บ่อยมาก แต่คุณก็สามารถจัดการได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ วันนี้ Hello คุณหมอ จึงมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานทั้งสองชนิดมาฝาก คุณจะได้ทำความเข้าใจ และรับมือกับทั้งสองโรคนี้ได้ดีขึ้น

ทำความรู้จักกับโรค เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวาน คืออะไร

เบาหวาน (Diabetes) คือสภาวะที่บุคคลมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง โรคเบาหวานมี 2 ชนิดหลักคือ

  • เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีและทำลายเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน (Insulin) ทำให้ร่างกายมีอินซูลินไม่เพียงพอ จึงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ และส่งผลให้มีน้ำตาลในเลือดสูง
  • เบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายของคุณผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือไม่มีปฏิกิริยาต่ออินซูลิน จึงส่งผลให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ และน้ำตาลในเลือดสูง

ผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมักจะปัสสาวะบ่อย และจะรู้สึกกระหายน้ำและหิวมากยิ่งขึ้น

อาการของ เบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2

อาการของโรคเบาหวานที่พบโดยทั่วไป มีดังนี้

  • ปัสสาวะบ่อย
  • รู้สึกกระหายน้ำมาก
  • รู้สึกหิวมาก
  • เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง
  • มองเห็นไม่ชัด
  • แผลบาด หรือรอยช้ำหายช้า
  • น้ำหนักลด (เบาหวานชนิดที่ 1)
  • รู้สึกเสียวซ่า ปวด หรือชาบริเวณมือและเท้า (เบาหวานชนิดที่ 2)

บางคนที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มักจะมีอาการในระดับเบา และผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น ฉะนั้น หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับอาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 โปรดปรึกษาแพทย์ทันที

ควรไปพบคุณหมอเมื่อไร

คุณควรไปพบคุณหมอ หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกกระหายน้ำมาก
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • รู้สึกเหนื่อยล้ามาก
  • น้ำหนักลด และสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
  • คันบริเวณอวัยวะเพศ หรืออวัยวะเพศติดเชื้อราบ่อย ๆ
  • แผลหายช้าผิดปกติ
  • มองเห็นไม่ชัด

เบาหวานชนิดที่ 1 สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายในสัปดาห์หรือไม่กี่วัน

คนส่วนใหญ่มักจะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หลายปีโดยที่ไม่รู้ตัว เนื่องจากอาการในช่วงแรกนั้น ค่อนข้างเหมือนอาการทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่อาการป่วย

สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2

เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลิน หรือไม่ตอบสนองต่ออินซูลินตามปกติ

โดยปกติแล้ว เมื่อมีอาหารถูกย่อยและเข้าสู่กระแสเลือด ฮอร์โมนที่ชื่อว่าอินซูลิน จะนำเอาน้ำตาลกลูโคสออกไปจากเลือดเข้าสู่เซลล์ เพื่อย่อยสลายกลายเป็นพลังงาน แต่สำหรับบางคน อาจมีอินซูลินไม่พอจะนำกลูโคสออกไป หรือการผลิตอินซูลินทำงานได้อย่างไม่ถูกต้อง ร่างกายจึงไม่สามารถย่อยสลายกลูโคสให้กลายเป็นพลังงานได้ และส่งผลให้มีน้ำตาลสะสมในเลือดมากเกินไป จนเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 ในที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี มักจะเป็นโรคเบาหวานได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย สูบบุหรี่ หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ก็จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าด้วย

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิด

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

แพทย์สามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยมีการเผาผลาญอาหารตามปกติ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือเป็นโรคเบาหวานได้ด้วย 3 วิธี ดังต่อไปนี้

  1. การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (The A1C test)
  2. การวัดระดับกลูโคสในพลาสมา (Fasting plasma glucose test)
  3. การทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล (Oral glucose tolerance test)

การรักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องรับสารอินซูลินเพื่อควบคุมโรคเบาหวาน และทำให้โดยการฉีดยาหลายครั้ง หรือด้วยอินซูลินปั๊ม (Insulin pump) ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดเล็กที่จะส่งสารอินซูลินให้อย่างต่อเนื่องตลอดวัน

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถรักษาและควบคุมโรคได้ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • ออกกำลังกาย
  • รับประทานยาเพื่อควยคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ได้แก่
    • ยาเพิ่มระดับของอินซูลินที่ผลิตในตับอ่อน เช่น คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide) ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride) ไกลพิไซด์ (Glipizide) รีพาไกลไนด์ (Repaglinide)
    • ยาลดระดับการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้ เช่น อะคาร์โบส(Acarbose) ไมกลิทอล (Miglitol)
    • ยาเพิ่มการใช้อินซูลินของร่างกาย เช่น ไพโอกลิตาโซน (Pioglitazone) และโรซิกลิทาโซน (Rosiglitazone)
    • ยาลดการผลิตน้ำตาลในตับและเพิ่มความทนทานต่ออินซูลิน เช่น เมทฟอร์มิน (Metformin)
    • ยาเพิ่มการผลิตอินซูลินในตับอ่อน และลดการผลิตน้ำตาลในตับ เช่น อะบิกลูไทด์ (Albiglutide) อะโลกลิปทิน (Alogliptin) ดูลากลูไทด์ (Dulaglutide) ลินากลิปทิน(Linagliptin) เอกซ์เซนาไทด์ (Exenatide) ลิรากลูไทด์ (Liraglutide)
    • ยายับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสอีกครั้งในไต และเพิ่มการขับกลูโคสในปัสสาวะ เรียกว่า โซเดียม กลูโคส โคทรานสปอร์เตอร์ อินฮิบิเตอร์ (Sodium-glucose cotransporter 2 inhibitors)

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้อาจจะช่วยรักษาอาการของคุณได้

  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ และตรวจเลือดบ่อย ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับสมดุล
  • ตรวจวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เป็นประจำ เพื่อตรวจสอบว่า คุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่
  • สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำไปตลอดชีวิต
  • สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อาจจำเป็นต้องใช้ยาเป็นประจำ
health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Diabetes: Symptoms, Causes and Treatments. http://www.medicalnewstoday.com/info/diabetes. Accessed September 2, 2016.

Diabetes. http://www.nhs.uk/Conditions/Diabetes/Pages/Diabetes.aspx. Accessed September 2, 2016.

Diabetes Health Center. http://www.webmd.com/diabetes/guide/understanding-diabetes-symptoms?page=2. Accessed September 2, 2016.

Diabetes. http://www.yourdiseaserisk.wustl.edu/YDRDefault.aspx?ScreenControl=YDRGeneral&ScreenName=YDRDiabetesFact_Sheet#q2. Accessed September 2, 2016.

Diabetes Symptoms. http://www.diabetes.org/diabetes-basics/symptoms/?referrer=https://www.google.com.vn/.Accessed September 2, 2016.

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย พลอย วงษ์วิไล เมื่อ 11/08/2018
x