ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 10

พัฒนาการของลูกน้อย

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้ทารกในครรภ์มีขนาดเท่ากับผลแครนเบอร์รี่แล้ว โดยมีน้ำหนักประมาณ 7 กรัม ความยาวจากศีรษะถึงปลายเท้าประมาณ  2.54 เซนติเมตร ในสัปดาห์ที่ 10 อวัยวะทุกส่วนของทารกจะเป็นรูปร่างขึ้น แต่ยังต้องการเวลาในการพัฒนาให้โตเต็มที่ก่อนคลอด

กระดูกและกระดูกอ่อนต่างๆ กำลังก่อร่างขึ้นเป็นขา เพื่อพัฒนาเป็นหัวเข่าและข้อเท้า ในขณะเดียวกันแขนก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและมีความแข็งแรงขึ้น และในขณะที่กระดูกเริ่มแข็งแรงขึ้นนั้น ฟันก็เริ่มก่อร่างขึ้นมาใต้เหงือก แต่ยังจะไม่โผล่พ้นเหงือกจนกว่าจะมีอายุ 6 เดือน ระบบต่างๆ ก็กำลังรีบเร่งพัฒนากันใหญ่ อย่างเช่นระบบย่อยอาการก็กำลังผลิตน้ำย่อย ในขณะที่ไตก็ผลิตปัสสาวะที่ถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะของคุณ หากคุณได้ลูกชาย อัณฑะของเขาก็เริ่มผลิตฮอร์โมนเพศชายที่เรียกว่าเทสโทสเทอโรนขึ้นมาแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ในช่วงก่อนที่คุณจะตั้งครรภ์นั้น มดลูกของคุณจะมีขนาดเท่าลูกแพร์ลูกเล็กๆ แต่มาถึงสัปดาห์นี้ มดลูกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าผลเกรฟฟรุตแล้ว ท้องของคุณจึงเริ่มยื่นออกมาให้เห็นแล้ว คุณอาจต้องหาชุดคลุมท้องมาใส่ได้แล้วล่ะ ถึงแม้ว่าคุณจะยังไม่จำเป็นต้องใส่ชุดคลุมท้องในตอนนี้ แต่ชุดปกติของคุณจะใส่ไม่สบายแล้ว และมีความคับบริเวณหน้าอก ท้องที่ใหญ่ขึ้นก็อาจเกิดจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอาการท้องอืดด้วย หากคุณเลือกไม่ถูกระหว่างชุดคลุมท้องและเสื้อผ้าปกติ คุณอาจเริ่มจากกางเกงและกระโปรงที่ทำจากวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ (หรือเป็นแบบเอวต่ำใต้พุง)

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

คุณอาจกังวลเรื่องน้ำหนักขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรต้องรู้ว่าน้ำหนักขึ้นมาขนาดไหนถึงจะเหมาะสม โดยทั่วไปแล้วคุณควรมีน้ำหนักขึ้นประมาณ 11 – 16 กิโลกรัม ซึ่งพบได้ในผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกายในเกณฑ์ปกติ ถ้าคุณคิดว่าน้ำหนักตัวยังต่ำกว่าเกณฑ์ คุณก็สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ แต่ถ้าคุณมีน้ำหนักเกิน คุณก็ควรควบคุมน้ำหนัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแทรกซ้อนทางสุขภาพ

น้ำหนักมากมายพวกนี้ไปกองอยู่ตรงไหนเหรอ? คุณอาจคิดว่าน้ำหนักพวกนั้นคงไปกองอยู่ที่หน้าท้อง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ น้ำหนักกระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกายคุณ เพื่อช่วยโอบอุ้มร่างกายของคุณ และช่วยทะนุบำรุงให้ทารกมีสุขภาพดี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีน้ำหนักขึ้นมาประมาณ 15 กิโลกรัมในระหว่างการตั้งครรภ์ ก็สามารถแจกแจงน้ำหนักต่างๆ ได้ดังนี้

  • ทารก: 3.75 กก.
  • รก 0.75 กก.
  • น้ำคร่ำ 1 กก.
  • มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้น 1 กก.
  • เนื้อเยื่อบริเวณเต้านม 1 กก.
  • ปริมาณเลือด 2 กก.
  • ของเหลวที่อยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ 2 กก.
  • การสะสมของไขมัน 3.5 กก.

พยายามอย่าเครียดเรื่องน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ตราบใดที่คุณทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยทานผักและผลไม้เยอะๆ ลูกน้อยของคุณก็จะดูดซึมสารอาหารที่จำเป็นต้องการพัฒนาร่างกายเข้าไปอย่างเหมาะสม

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 10

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

คุณรู้สึกเหนื่อนล้าหรืออ่อนเพลียมากขึ้นหรือเปล่า? นี่นับเป็นเรื่องปกติในช่วงไตรมาสแรก คุณควรบอกคุณหมอถ้าความอ่อนเพลียนั้นส่งผลกระทบต่อการทำงาน หรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยอ่อนมากขึ้น แต่หลักๆ ก็คือร่างกายต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือการเติบโตของทารกในครรภ์ ฮอร์โมนการตั้งครรภ์คือต้นเหตุที่ทำให้มีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้ร่างกายเปลี่ยนรูปร่างไป จึงนับเป็นเรื่องปกติที่คุณจะต้องรู้สึกหมดแรง อธิบายความรู้สึกของคุณรวมทั้งการนอนหลับพักผ่อนของคุณให้คุณหมอฟังซะ คุณหมออาจช่วยคุณหาวิธีจัดการกับความอ่อนเพลียนั้นได้

การทดสอบใดที่ควรรู้

คุณหมออาจทำการทดสอบตามรายการต่อไปนี้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณด้วย

  • ชั่งน้ำหนักของคุณและความดันเลือด
  • ตรวจปัสสาวะเพื่อหากลูโคสและโปรตีน
  • ตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของทารก
  • วัดขนาดของมดลูกโดยการคลำจากภายนอก เพื่อดูความสัมพันธ์ของขนาดจนกระทั่งถึงวันที่คุณคลอดบุตร
  • ความสูงของครรภ์ส่วนล่าง (ส่วนบนของมดลูก)
  • ตรวจสอบการบวมของมือและเท้า ตรวจเส้นเลือดขอดที่ขา

ถ้าคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการตรวจ คุณก็ควรปรึกหารือกับคุณหมอซะ

สุขภาพและความปลอดภัย

ควรทำอย่างไรเพื่อให้สุขภาพดีและปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

คุณอาจจะสงสัยว่าการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงตั้งครรภ์นั้นจะมีความปลอดภัยมั้ย สำหรับการตั้งครรภ์ตามปกติแล้ว การมีเพศสัมพันธ์นับว่ามีความปลอดภัยมาก ถ้าคุณมีเรี่ยวแรงและความต้องการ ก็ไม่เห็นจะต้องลังเลในการมีเพศสัมพันธ์กับคนรัก ความอ่อนเพลียและอาการคลื่นไส้อาจทำให้คุณไม่ค่อยมีความต้องการทางเพศ แต่สำหรับผู้หญิงบางคนแล้ว เลือดที่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยังอวัยวะเพศและเต้านมมากขึ้น ก็อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามได้

นับเป็นเรื่องสำคัญมากที่ต้องตรวจสอบกับคุณหมอ เพื่อให้แน่ใจว่าการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีความปลอดภัย และนี่คือเหตุผลบางประการที่คุณหมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้

  • คุณมีความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด
  • คุณมีการตกเลือดที่ช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คุณมีน้ำคร่ำรั่วไหล
  • คุณมีประวัติคลอดก่อนกำหนดในอดีต
  • คุณมีทารกในครรภ์หลายคน
  • ปากมดลูกเริ่มเปิดก่อนกำหนด (ภาวะปากมดลูกหลวม)
  • ภาวะที่รกปิดขวางหรือคลุมปากมดลูกเพียงบางส่วนหรือปกคลุมทั้งหมด (รกเกาะต่ำ)

ถ้าคุณไม่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้น คุณก็อาจมีเพศสัมพันธ์ุได้อย่างปลอดภัย

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย