พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 13 ของการตั้งครรภ์

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ถ้าคุณกำลังตั้งครรภ์…แล้วอยากจะรู้ถึงพัฒนาการของทารกในครรรภ์ในแต่ละช่วงเวลา นี่คือสิ่งที่คุณแม่ควรรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 13

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 13

ลูกจะเติบโตอย่างไร

ตอนนี้คุณตั้งครรภ์เป็นเวลา 13 สัปดาห์แล้ว ทารกที่อยู่ในครรภ์มีขนาดเท่ากับลูกแพร์สีเขียว ซึ่งมีความสูงประมาณ 7 เซนติเมตร โดยวัดจากศีรษะถึงปลายเท้า และหนักประมาณ 30 กรัม

ในสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในร่างกายของคุณ รวมทั้งสายสะดือที่เคลื่อนตัวเข้าหากระเพาะอาหารของลูกน้อยด้วย สายสะดือนี้จะติดอยู่กับรกที่กำลังเติบโต เพื่อช่วยลำเลียงสารอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกน้อย รกที่เคยมีน้ำหนักประมาณ 30 กรัม ตอนนี้จะมีน้ำหนักมากขึ้นแล้ว เส้นเสียงของทารกก็กำลังก่อเป็นรูปเป็นร่างขึ้น แต่คุณจะยังไม่ได้ยินเสียงอะไรในช่วงนี้ และเส้นเสียงจะทำงานเมื่อลูกน้อยคลอดออกมา ตอนนี้ลูกของคุณสามารถแหย่นิ้วหัวแม่มือเข้าไปอมในปากได้แล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและรูปแบบการใช้ชีวิต

ร่างกายจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

อาการแพ้ท้องของคุณจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้นแล้ว แต่ถ้าคุณยังรู้สึกคลื่นไส้และอ่อนเพลีย การพักผ่อนอาจช่วยให้อาการดีขึ้น นอกจากนี้คุณอาจมีอาการอื่นๆ ตามมา เช่น มีตกขาวมากขึ้น และตกขาวจะมีลักษณะคล้ายน้ำนมและไม่มีกลิ่น แต่ไม่ต้องตกใจไปนะ นี่เป็นอาการปกติที่มักเกิดขึ้น จากการมีฮอร์โมนเอสโตรเจนในระดับสูง ซึ่งเป็นฮอร์โมนการตั้งครรภ์อีกชนิดหนึ่ง ด้วยความที่มีเลือดสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงแถวๆ กระดูกเชิงกรานมากขึ้น จึงทำให้มีตกขาวมากขึ้น เพื่อช่วยให้ทางผ่านของทารกเมื่อถึงเวลาคลอดไม่เกิดการติดเชื้อ ถ้าตกขาวเริ่มมีกลิ่นหรือเปลี่ยนสี ก็ควรบอกให้คุณหมอทราบทันที เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อก็ได้

พัฒนาการทารกในครรภ์ สัปดาห์ที่ 13

ควรระมัดระวังอะไรบ้าง

คุณอาจมีความกังวลในเรื่องการออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์ นี่คือสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มการออกกำลังกาย รวมทั้งเคล็ดลับต่างๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคุณด้วย

  • คุณควรออกกำลังกายในระดับที่ยังสามารถพูดคุยได้โดยไม่ทำให้เหนื่อยหอบ
  • เลือกออกกำลังกายแบบเบาๆ และหยุดพักทันที ถ้าคุณเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบ เหนื่อยมาก หรือหน้ามืด
  • ปรับรูปแบบการออกกำลังกายของคุณตามระยะเวลาของการตั้งครรภ์ จงจำไว้ว่าลูกน้อยจะเพิ่มน้ำหนักให้กับร่างกายของคุณ ในการป้องกันอาการบาดเจ็บ คุณก็ควรสังเกตุอาการต่างๆ ในร่างกาย และควรรู้ตัวว่าสามารถออกแรงได้มากแค่ไหน
  • คุณควรให้ความสนใจกับกับเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกาย และควรหยุดออกกำลังกายถ้ารู้สึกเหนื่อย หรือเจ็บปวดร่างกาย

การพบหมอ

ควรปรึกษาแพทย์อย่างไรบ้าง

ถ้าคุณมีปัญหาในการหายใจก็ควรบอกให้แพทย์ทราบ อาการนี้อาจเกิดขึ้นเวลาที่คุณเดินขึ้นบันไดในที่ทำงานหรือที่บ้าน แต่จะมีอาการแค่สองสามนาทีเท่านั้น แต่ถ้าปัญหาการหายใจของคุณมีอาการแย่ลง หรือทำให้รู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอก ก็ควรรีบติดต่อแพทย์เพื่อรักษาอาการทันที เวลาที่คุณไม่สามารถหายใจได้ ก็จะทำให้มีออกซิเจนในเลือดน้อยลง ซึ่งนั่นจะทำให้ลูกน้อยขาดออกซิเจนตามไปด้วย

การทดสอบใดที่ควรรู้

ในช่วงที่ไปพบคุณหมอตามปกตินั้น คุณหมอจะทำการตรวจคัดกรองตามปกติ ซึ่งรวมถึง

  • การชั่งน้ำหนักและวัดความดันโลหิต
  • เช็คระดับน้ำตาลและโปรตีนในปัสสาวะ
  • ตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ
  • ตรวจสอบขนาดของมดลูก โดยการตรวจคลำภายนอก
  • วัดความสูงจากมดลูกด้านล่าง
  • ตรวจสอบว่ามือและเท้าของคุณบวมหรือเปล่า หรือมีเส้นเลือดขอดหรือไม่

สุขภาพและความปลอดภัย

เวลาที่คุณออกกำลังกายนั้น ความปลอดภัยนับเป็นเรื่องสำคัญ การทำให้หัวใจเต้นแรงนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ถ้าหัวใจของคุณเต้นมากกว่านาทีละ 140 ครั้ง วิธีที่ดีที่สุดในการวัดความหนักในการออกกำลังกาย ก็คือสังเกตอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ถ้าคุณเริ่มหายใจไม่ทัน หรือไม่สามารถพูดคุยในระหว่างออกกำลังกายได้ ก็หมายความว่าคุณต้องหยุดพักแล้ว เลือกกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ อย่างเช่นการว่ายน้ำหรือการเดิน นอกจากนี้ก็อาจหยุดพักเป็นช่วงสั้นๆ ในระหว่างออกกำลังกาย วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีเวลาพักหายใจ และช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับคุณและลูกน้อย

แล้วในสัปดาห์ต่อไปลูกน้อยจะมีพัฒนาการอย่างไรต่อไปนะ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน