ซอร์บิทอล (Sorbitol)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 3 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ซอร์บิทอล ใช้สำหรับ

ซอร์บิทอล (Sorbitol) เป็นยาระบายประเภทดูดน้ำเข้า (Osmotic laxative) โดยทั่วไปมักใช้รักษาอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อย

วิธีใช้ยาซอร์บิทอล

สำหรับชนิดรับประทาน 

  • รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งเรื่องปริมาณและเวลา
  • อ่านเอกสารกำกับยาอย่างละเอียดก่อนรับประทาน
  • ปรึกษาแพทย์หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลที่ระบุบนฉลาก

สำหรับชนิดสวนทวาร

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
  • อ่านเอกสารกำกับยาอย่างละเอียดก่อนใช้ยา
  • ปรึกษาแพทย์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลที่ระบุบนฉลาก

วิธีเก็บรักษายา ซอร์บิทอล

ยาซอร์บิทอลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาซอร์บิทอลบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาซอร์บิทอลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาซอร์บิทอล

ก่อนใช้ยาซอร์บิทอล ควรแจ้งแพทย์ทราบ หากคุณมีอาการหรือภาวะดังนี้

  • แพ้ยาซอร์บิทอล หรือส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ของยาซอร์บิทอล โปรดสอบถามเภสัชกรเกี่ยวกับรายชื่อของส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ของยา
  • แพ้ยาประเภทอื่นๆ แพ้อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์
  • เป็นเด็ก
  • เป็นผู้สูงอายุ
  • เคยมีปัญหาสุขภาพ หรือการใช้ยาตัวอื่น ที่อาจมีความเสี่ยงในการทำปฏิกิริยากับยาซอร์บิทอล

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าที่เพียงพอเกี่ยวกับความเสี่ยงในการใช้ยาซอร์บิทอลในผู้หญิงตั้งครรภ์หรือช่วงให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงที่เป็นไปได้ก่อนการใช้ยา

ยาซอร์บิทอลถูกจัดอยู่ในจำพวกยาที่มีระดับความเสี่ยงในสตรีมีครรภ์ประเภท N อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ได้แก่

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในบางงานวิจัย
  • C = อาจมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

รู้จักผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาซอร์บิทอล

การใช้ยาซอร์บิทอลอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนกับการใช้ยาประเภทอื่น โดยส่วนใหญ่มักไม่มีผลหรืออาการข้างเคียงและไม่จำเป็นต้องมีการรักษาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์หากเกิดปัญหาหลังการใช้ยา

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ท้องร่วง ปวดท้อง หรืออาการแพ้ต่างๆ

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

รู้จักกับปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาซอร์บิทอลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยาต่ออาหารและแอลกอฮอล์

ยาซอร์บิทอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่นๆ

ยาซอร์บิทอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะ

  • ลำไส้อักเสบ และลำไส้อักเสบชนิดเป็นแผล โรคและอาการโครห์นหรืออาการอุดตัน ปวดท้องเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุ
  • โรคทางกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลฟรุกโตส (Fructose Interolence Hereditary) ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมเมตาบอลิกที่พบยาก
  • โรคระบบทางเดินน้ำดี
  • อาการระคายเคืองในทางเดินอาหาร

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่

ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลปริมาณซอร์บิทอล ไฮโดรคลอไรด์ที่ควรใช้ ปริมาณยาที่ควรใช้ในบางกรณีมีดังนี้

  • การรักษาอาการปวดท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย : ควรรับประทาน 1-3 แพคต่อวัน ก่อนอาหารหรือเมื่อเกิดอาการ
  • การรักษาอาการท้องผูก : ควรรับประทาน 1 แพคในช่วงเช้าหรือช่วงท้องว่าง
  • ใช้เป็นยาระบายแบบสวนทวาร : ปริมาณ 120 มิลลิลิตรของสารละลายร้อยละ 20-30

ขนาดยาสำหรับเด็ก

ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลปริมาณซอร์บิทอล ไฮโดรคลอไรด์ที่ควรใช้ ปริมาณยาที่ควรใช้ในบางกรณีมีดังนี้

  • การรักษาอาการท้องผูก : ปริมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ผู้ใหญ่รับประทาน โดยการผสมยากับน้ำและดื่มยา 10 นาทีก่อนอาการ
  • ใช้เป็นยาระบาย แบบสวนทวาร : ปริมาณ 120 มิลลิลิตรของสารละลายร้อยละ 20-30 สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป และ 30-60 มิลลิลิตร สำหรับเด็กอายุ 2-11 ปี

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ชนิดดื่มขนาดบรรจุ 5 กรัม
  • ชนิดรับประทานและชนิดสวนทวาร มีขนาดความเข้มข้น 70%

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ต้นตำแยแมว สมุนไพรที่มีดี มากกว่าแค่ให้แมวฟิน

ต้นตำแยแมวนั้นจะสร้างความสุขให้น้องแมวแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเราอีกด้วย วันนี้ Hello คุณหมอ จะมานำเสนอ ประโยชน์สุขภาพของ ต้นตำแยแมว

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

เปลี่ยนที่ เปลี่ยนชีวิตประจำวัน เดินทาง . . . แล้วเกิดอาการท้องผูก ถ่ายไม่ออกหลายวัน อันตรายกว่าที่คิด

หากมีอาการถ่ายไม่ออกมากกว่า 3 วัน ถ่ายลำบาก ถ่ายแล้วแต่รู้สึกว่ายังไม่ได้ถ่าย ต้องออกแรงเบ่งทุกครั้ง หากมีอาการเช่นนี้ขณะขับถ่าย คุณอาจกำลังมีอาการ ท้องผูก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by Khongrit Somchai

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat Sulfate) หรือ คาพรีโอมัยซิน (Capreomycin) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาการติดเชื้อวัณโรค เป็นกลุ่มของยาปฏิชีวนะ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

ทำความรู้จักกับ อาการลำไส้ขี้เกียจ ที่คุณรู้แล้ว ต้องรีบรักษา

อาการลำไส้ขี้เกียจ (Colonic inertia) เกิดมากจากการสิ่งรบกวนบางอย่างเข้าไปทำให้ลำไส้เกิดการอุดตัน ส่งผลให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการท้องผูก ท้องอืด และท้องเสียได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin