เคพไซตาบีน (Capecitabine)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 11 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยาเคพไซตาบีนใช้สำหรับ

ยาเคพไซตาบีน (Capecitabine) ใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ทำงานโดยการชะลอหรือยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง

วิธีใช้ยาเคพไซตาบีน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์สั่ง โดยปกติคือ วันละ 2 ครั้ง ครั้งแรกในตอนเช้า และอีกครั้งในตอนเย็น กลืนยาทั้งเม็ดพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์/ 24 มล.) ภายใน 30 นาทีหลังมื้ออาหาร อย่าบดหรือแบ่งเม็ดยา หากคุณมีปัญหาในการกลืนยาทั้งเม็ด ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร แพทย์อาจแนะนำให้คุณใช้ยานี้ตามรอบการรักษา ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ ขนาดตัว และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าเพิ่มขนาดยา ใช้ยาบ่อยหรือนานกว่าที่กำหนด เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้อาการของคุณหายไวขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงด้วย

ยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอด และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ จึงไม่ควรสัมผัส หรือสูดหายใจละอองจากยานี้

การเก็บรักษายาเคพไซตาบีน

ยาเคพไซตาบีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเคพไซตาบีนบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาเคพไซตาบีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเคพไซตาบีน

ก่อนใช้ยาเคพไซตาบีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยานี้ หรือแพ้ยา 5-ฟลูออโรยูราซิล (5-fluorouracil) หรือหากคุณมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษา ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือปัญหาอื่นได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาเภสัชกร

ก่อนใช้ยานี้ โปรดแจ้งประวัติทางการแพทย์ของคุณให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบด้วย โดยเฉพาะโรคหรือภาวะต่อไปนี้

  • ภาวะขาดเอนไซม์บางชนิด เช่น เอนไซม์ไดไฮโดรไพริมิดีนดีไฮโดรจีเนส (dihydropyrimidine dehydrogenase)
  • โรคเลือด เช่น การกดไขกระดูก (Bone marrow suppression)
  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจวาย (heart failure)
  • โรคไต
  • โรคตับ

ยาเคพไซตาบีนสามารถทำให้คุณติดเชื้อ หรือทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลงได้ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่ติดเชื้อซึ่งอาจแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เช่น โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่ หรือหากคุณเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์

อย่าสร้างภูมิคุ้มกัน (immunizations) หรือฉีดวัคซีนโดยไม่ปรึกษาแพทย์และควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เพิ่งผ่านการฉีดวัคซีน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ให้ผ่านทางจมูก

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลบาด รอยช้ำ หรือบาดเจ็บ ควรระมัดระวังในการใช้ของมีคม เช่น ใบมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือกีฬาที่ต้องปะทะกัน

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง จึงควรจำกัดเวลาในการอยู่ได้รับแสงแดด หลีกเลี่ยงการอาบแดด ทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน หากคุณมีแผลพุพอง หรือรอยแดง ควรเข้ารับการรักษาทันที

ยานี้สามารถทำให้คุณรู้สึกมึนงงได้ และหากได้รับแอลกอฮอล์หรือกัญชาก็จะยิ่งทำให้อาการมึนงงแย่ลงได้ ฉะนั้น อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ควรจำกัดปริมาณของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ก่อนการผ่าตัด โปรดแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ ทั้งยาตามใบสั่ง ยาที่หาซื้อได้เอง และสมุนไพร

ผู้สูงอายุอาจไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และกลุ่มอาการมือและเท้าบวมแดง (hand-foot syndrome)

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ คุณไม่ควรตั้งครรภ์ขณะใช้ยานี้ เนื่องจากอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ควรสอบถามแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้

ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ควรใช้วิธีคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ขณะใช้ยานี้ และภายในช่วง 6 เดือนหลังจากใช้ยาครั้งสุดท้าย ผู้ชายที่มีคู่นอนเป็นหญิงสาวในวัยเจริญพันธุ์ควรใช้การคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ขณะใช้ยานี้ และภายในช่วง 3 เดือนหลังจากใช้ยาครั้งสุดท้าย หากคุณหรือคู่ของคุณตั้งครรภ์ ควรปรึกษาเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของยานี้กับแพทย์ทันที

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอด และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ไม่ควรสัมผัส หรือสูดหายใจละอองจากยานี้

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถไหลผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ จึงไม่แนะนำให้คุณแม่ให้นมบุตรระหว่างใช้ยานี้ และภายในช่วง 2 สัปดาห์หลังจากใช้ยาครั้งสุดท้าย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อทารก โปรดปรึกษากับแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนใช้ยานี้ ยาเคพไซตาบีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ยาต้องห้าม
  • N = ไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเคพไซตาบีน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก เหนื่อยล้า อ่อนแรง ปวดหัว มึนงง นอนไม่หลับ หรือการรับรสเปลี่ยน อาการคลื่นไส้และอาเจียนนั้นอาจจะรุนแรง ในบางกรณีแพทย์อาจสั่งยาเพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนให้ การรับประทานอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ ไม่รับประทานอาหารก่อนใช้ยา หรือจำกัดการทำกิจกรรมบางอย่างอาจช่วยให้ผลข้างเคียงเหล่านี้น้อยลงได้ หากผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลงโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

อาการท้องร่วงคือผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยานี้ ควรดื่มน้ำให้มาก เว้นแต่แพทย์จะสั่งอย่างอื่น แพทย์อาจจะสั่งยาอื่น เช่น ยาโลเพอราไมด์ (loperamide) เชื่อช่วยลดอาการท้องร่วง อาเจียน หรือท้องร่วงไม่หยุด ที่อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างมาก หรือเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) หากคุณสังเกตเห็นอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้งหรือกระหายน้ำผิดปกติ มึนงง วิงเวียน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

อาจเกิดอาการผมร่วงชั่วคราว โดยปกติแล้วเส้นผมจะกลับมาเติบโตตามปกติหลังจากหยุดใช้ยา และยานี้อาจทำให้เล็บเกิดการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวได้ด้วย

ผู้ที่ใช้ยานี้อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ แต่การที่แพทย์ได้สั่งให้ใช้ยานี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยาเป็นประโยชน์ต่อคุณมากกว่าความเสี่ยงของผลข้างเคียง การที่แพทย์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาจช่วยลดความเสี่ยงไปได้

หยุดใช้ยานี้และแจ้งแพทย์ทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่

  • คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง (อาเจียนมากกว่า 2 ครั้งต่อวัน ไม่สามารถจะรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มได้เลย)
  • มีรอยแดง รอยบวม รอยแผล ที่เจ็บปวดมากภายในปากหรือลิ้น

ยาเคพไซตาบีนอาจทำให้เกิดปัญหาที่ผิวหนัง เรียกว่ากลุ่มอาการมือและเท้าบวมแดง (Hand-Foot Syndrome) เพื่อป้องกันอาการนี้ ควรป้องกันมือและเท้าของคุณจากความร้อนหรือแรงดันที่เพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมใช้น้ำร้อนล้างจาน แช่ตัวในอ่างอาบน้ำ วิ่งจ็อกกิ้ง เดินไกล ใช้เครื่องมือทำสวน หรือซ่อมบ้าน

อาการมือและเท้าบวมแดง (Hand-Foot Syndrome) อาจมีทั้งอาการปวด บวม รอยแดง แผลพุพอง หรืออาการชาที่มือ ชาที่เท้า แพทย์อาจจะสั่งยา เช่น บาล์ม (balm) เพื่อช่วยจัดการกับอาการที่เกิดขึ้น หากอาการนี้ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมตามปกติของคุณ ควรรับการรักษาในทันที

สำหรับชายหญิงในวัยเจริญพันธุ์ ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการมีบุตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์

ยานี้อาจลดความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรค จึงอาจทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลง หรือทำให้คุณเสี่ยงเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากคุณมีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอไม่ยอมหาย เป็นไข้ หนาวสั่น ไอ ควรเข้ารับการรักษาทันที

หากคุณพบผลข้างเคียงที่รุนแรงดังนี้ ควรแจ้งแพทย์ทันที

  • มีรอยช้ำ เลือดออกได้ง่าย
  • จิตใจ อารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น โรคซึมเศร้า
  • บวมที่ข้อเท้า เท้า
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป
  • มีสัญญาณของโรคไต เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
  • ผิวและดวงตาเป็นสีเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

รับการรักษาในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก เช่น

  • ปวดที่หน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย
  • เหงื่อออกผิดปกติ
  • หมดสติ
  • หัวใจเต้นช้า เต้นเร็ว หรือเต้นผิดปกติ

อาการแพ้ที่รุนแรงมากของยานี้พบได้ยาก แต่ควรรับการรักษาในทันที อาการของอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่

  • ผดผื่น แผลพุพอง ผิวลอก คัน บวม โดยเฉพาะใบหน้า ลิ้น และลำคอ
  • มึนงงอย่างรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเคพไซตาบีนนั้นคล้ายคลึงกับยาฟลูออโรยูราซิล (fluorouracil) อย่าใช้ยาที่มีส่วนประกอบของฟลูออโรยูราซิล ขณะที่กำลังใช้ยานี้

ยาเคพไซตาบีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ และเพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเคพไซตาบีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเคพไซตาบีนอาจทำให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งสภาวะโรคของคุณให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเคพไซตาบีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer)

ยารักษาชนิดเดียว (MONOTHERAPY)

สำหรับการรักษาครั้งแรกของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะลุกลาม ที่เหมาะจะรักษาด้วยฟลูออโรไพริมิดีน (fluoropyrimidine therapy) เพียงอย่างเดียว

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2,500 มก./ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ เป็นรอบ 3 สัปดาห์

การรักษาเสริมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2500 มก/ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ เป็นรอบ 3 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 8 รอบ (24 สัปดาห์)

คำแนะนำ

ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมดื่มน้ำ ภายในเวลา 30 นาทีหลังมื้ออาหาร

การใช้

มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

  • ใช้เป็นยาชนิดเดียวสำหรับการรักษาเสริมในผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3 ที่ผ่านการผ่าก้อนเนื้องอกหลักออกไป เมื่อรักษาด้วยฟลูออโรไพริมิดีนเพียงอย่างเดียว ยานี้ไม่ด้อยกว่า 5-ฟลูออโรยูราซิล (5-fluorouracil) และลูวโคโวริน (leucovorin) ในช่วงระยะเวลาที่ปลอดจากโรค (disease-free survival) แพทย์ควรพิจารณาผลของการใช้ร่วมกับการทดลองทำเคมีบำบัด ซึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของระยะเวลาที่ปลอดโรค และระยะเวลาที่มีชีวิตรอด (OS) หากได้สั่งให้ใช้ยานี้เป็นยาชนิดเดียว เพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3
  • สำหรับการรักษาครั้งแรกของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะลุกลาม ที่เหมาะจะรักษาด้วยฟลูออโรไพริมิดีนเพียงอย่างเดียว ร่วมกับการทำเคมีบำบัด ได้มีการแสดงให้เห้นถึงประโยชน์เทียบกับการใช้ 5-ฟลูออโรยูราซิล หรือลูวโคโวรินเพียงอย่างเดียว ยังไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์ของผู้รอดชีวิต เทียบยานี้กับ 5-ฟลูออโรยูราซิล หรือลูวโคโวริน ยังไม่มีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ยานี้แทนการใช้ 5-ฟลูออโรยูราซิล หรือลูวโคโวรินร่วมกัน ที่เพียงพอที่จะคำนวณความปลอดภัย หรือประคับประคองประโยชน์ของผู้รอดชีวิต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษามะเร็งเต้านม (Breast Cancer)

ยารักษาชนิดเดียว (MONOTHERAPY)

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2,500 มก./ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ ใช้ร่วมกับหยอดยาโดซีแทคเซล (docetaxel) เข้าทางเส้นเลือดดำ 72 มก./ตารางเมตร เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทุกๆ 3 สัปดาห์

ใช้ร่วมกับยาโดซีแทคเซล

  • ขนาดยาที่แนะนำ : 1,250 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง (ตอนเช้าและตอนเย็น เทียบเท่ากับ 2,500 มก./ตารางเมตร ต่อวัน) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วยระยะหยุดพัก 1 สัปดาห์ เป็นรอบ 3 สัปดาห์

คำแนะนำ

  • ควรมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลผลิตภัณฑ์ของยาโดซีแทคเซลเพื่อเป็นคำแนะนำก่อนการใช้ยา
  • ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมดื่มน้ำ ภายในเวลา 30 นาทีหลังมื้ออาหาร

การใช้

มะเร็งเต้านม

  • ใช้ร่วมกับยาโดซีแทคเซล เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลามหลังจากการทำเคมีบำบัดด้วยยาแอนทราไซคลีน (anthracycline) ไม่ประสบความสำเร็จ
  • ใช้เป็นยาชนิดเดียว เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในระยะลุกลาม ที่ดื้อต่อการทำเคมีบำบัดด้วยยาพาคลิแทกเซล (paclitaxel) และยาแอนทราไซคลีน หรือดื้อต่อยาพาคลิแทกเซล สำหรับผู้ที่ไม่ได้รักษาด้วยยาแอนทราไซคลีน เช่น ผู้ป่วยที่ใช้ยาด็อกโซรูบิซิน (doxorubicin) ในขนาดยาสะสม (cumulative doses) 400 มก./ตารางเมตร หรือเทียบเท่ากับยาด็อกโซรูบิซิน แล้วต้านทานต่อโรคที่เป็นมากขึ้น ขณะที่กำลังรับการรักษา โดยอาจจะมีหรือไม่มีการตอบสนองเริ่มต้น หรือมีอาการกำเริบหลังจากรักษาด้วยยาแอนทราไซคลีนเสร็จสิ้นแล้วภายใน 6 เดือน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ความบกพร่องของไตในระดับเบา (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] 51 ถึง 80 มล/นาที) : ไม่มีแนะนำในการปรับขนาดยา
  • ความบกพร่องของไตในระดับปานกลาง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] 30 ถึง 50 มล/นาที) : ลดขนาดยาเริ่มต้นของของยาเคพไซตาบีน (Capecitabine) ไปที่ 75% (จาก 1,250 มก./ตารางเมตร ไปที่ 950 มก/ตารางเมตร รับประทานวันละ 2 ครั้ง)
  • ความบกพร่องของไตในระดับรุนแรง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] ต่ำกว่า 30 มล/นาที) : ห้ามใช้

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

  • ตับบกพร่องระดับเบาถึงปานกลาง เนื่องจากการลุกลามของเนื้อร้ายในตับ : ไม่มีแนะนำในการปรับขนาดยา
  • ตับบกพร่องระดับรุนแรง : ไม่มีข้อมูล

การปรับขนาดยา

  • ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังความเป็นพิษ และอาจมีการปรับขนาดยาเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เหมาะสมต่อความทนทานในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย
  • ความเป็นพิษสามารถจัดการได้ด้วยการรักษาที่อาการ การหยุดให้ยา และการปรับขนาดยา
  • เมื่อมีการลดขนาดยาแล้ว ไม่ควรเพิ่มขนาดยาในภายหลัง
  • ไม่ควรทดแทนยาที่ลืมให้ผู้ป่วย (Doses omitted) สำหรับอาการเป็นพิษ แต่ควรให้ผู้ป่วยกลับสู่รอบตามแผนการรักษา
  • อาจต้องลดอนุพันธ์ของขนาดยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น เฟนิโทอิน (phenytoin) คูมาริน (coumarin) หากมีการใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งนี้ร่วมกับยานี้

ให้เป็นยาชนิดเดียว  เพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนักระยะลุกลาม การเสริมการรักษาโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก และโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 1 :

  • ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 2 :

  • การปรากฏครั้งแรก : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และรักษาระดับของขนาดยาสำหรับการรักษาครั้งต่อไปไว้ที่ 100%
  • การปรากฏครั้งที่สอง : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และรักษาระดับของขนาดยาสำหรับการรักษาครั้งต่อไปไว้ที่ 75%
  • การปรากฏครั้งที่สาม : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และรักษาระดับของขนาดยาสำหรับการรักษาครั้งต่อไปไว้ที่ 50%
  • การปรากฏครั้งที่สี่ : ยุติการรักษาอย่างถาวร

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 3 :

  • การปรากฏครั้งแรก: หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และเริ่มการรักษารอบถัดไปที่ขนาดยาเริ่มต้น 75%
  • การปรากฏครั้งที่สอง: หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และเริ่มการรักษารอบถัดไปที่ขนาดยาเริ่มต้น 50%
  • การปรากฏครั้งที่สาม: ยุติการรักษาอย่างถาวร

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 4:

  • การปรากฏครั้งแรก : ยุติการรักษาอย่างถาวร หรือหากแพทย์เห็นว่าการรักษาต่อนั้นมีประโยชน์กับผู้ป่วย ให้หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และเริ่มการรักษารอบถัดไปที่ขนาดยาเริ่มต้น 50%

ใช้ร่วมกับยาโดซีแทคเซล เพื่อรักษาโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม

การปรับขนาดยาเคพไซตาบีนสำหรับการเป็นพิษ ควรทำให้สอดคล้องกับตารางการใช้เป็นยาชนิดเดียวด้านบน เมื่อเริ่มต้นรอบการรักษา หากมีความล่าช้าในการรักษาที่บ่งชี้ถึงยาเคพไซตาบีนหรือยาโดซีแทคเซล ก็ควรจะชะลอการการให้ยาทั้งสอง จนกว่าจะมีความต้องการในการเริ่มใช้ยาทั้งสองอีกครั้ง

การปรับขนาดยาโดซีแทคเซล (ใช้ร่วมกับยาเคพไซตาบีน)

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 1 :

  • ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 2 :

  • การปรากฏครั้งแรก : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1และกลับมารักษาที่ขนาดยาตามเดิมที่ 75 มก/ตารางเมตร
  • การปรากฏครั้งที่สอง : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และกลับมารักษาที่ขนาดยา 55 มก/ตารางเมตร
  • การปรากฏครั้งที่สาม : ยุติการรักษาด้วยยาโดซีแทคเซล

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 3 :

  • การปรากฏครั้งแรก : หยุดการรักษาจนกว่าจะคลี่คลายไปที่ระดับ 0 หรือ 1 และกลับมารักษาที่ขนาดยา 55 มก/ตารางเมตร
  • การปรากฏครั้งที่สอง : ยุติการรักษาด้วยยาโดซีแทคเซล

เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ระดับ 4 :

  • ยุติการรักษาด้วยยาโดซีแทคเซล

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

  • ไม่ควรเคี้ยว บด หรือแบ่งเม็ดยา
  • ควรกลืนยาทั้งเม็ดพร้อมกับน้ำเปล่า ภายใน 30 นาทีหลังจากมื้ออาหาร
  • ควรมีการศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นคำแนะนำก่อนการใช้ยา เมื่อใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งอื่นๆ (antineoplastic agents)

การเฝ้าสังเกต

  • หัวใจและหลอดเลือด : อาการเป็นพิษต่อหัวใจ (Cardiotoxicity) เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (myocardial infarction) อาการปวดเค้นหน้าอก (angina) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (dysrhythmias) หัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) หัวใจวาย (cardiac failure) คลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยน (ECG changes) โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease)
  • อาการทางผิวหนัง : โรคมือและเท้า
  • ระบบทางเดินอาหาร : ท้องร่วง คลื่นไส้และอาเจียน เยื่อบุช่องปากอักเสบ
  • เลือด : ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  • ตับ : การทำงานของตับ
  • การเผาผลาญ : ภาวะขาดน้ำ
  • ไต : การทำงานของไต

ความเข้ากันของการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ (IV compatibility)

  • โปรดดูข้อมูลผลิตภัณฑ์

ทั่วไป

ผู้ป่วยที่รับการรักษาควรได้รับการเฝ้าระวังจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้สารสำหรับทำเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็ง

  • อาการที่ไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่นั้นสามารถย้อนกลับได้ และไม่จำเป็นต้องล้มเลิก แม้อาจต้องมีการระงับหรือลดขนาดยาลง
  • ยานี้อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรงควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และให้น้ำและอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ทดแทน หากมีภาวะขาดน้ำ แนะนำให้ใช้ยาต้านการท้องร่วงทั่วไป เช่น ยาโลเพอราไมด์ (loperamide) ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการท้องร่วง การต้องหยุดพักการรักษา และตามด้วยการลดขนาดยาเมื่อกลับมาใช้ยาอีกครั้ง
  • ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 80 ปีอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ระดับ 3 หรือ 4 เมื่อใช้ยานี้เป็นยาชนิดเดียว เทียบกับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า
  • ผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 65 ปีอาจมีอาการไม่พึงประสงค์ระดับ 3 หรือ 4 เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาอื่นๆ เทียบกับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

ขนาดยาเคพไซตาบีนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

อัลเบนดาโซล (Albendazole) ใช้เพื่อรักษาพยาธิบางชนิด เช่น ตัวอ่อนพยาธิที่พบในสมองและไขสันหลัง ยาอัลเบนดาโซลอยู่ในกลุ่มของยาถ่ายพยาธิ (anthelmintic) 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล