เพนท็อกซิฟิลลีน (Pentoxifylline)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . 6 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ เพนท็อกซิฟิลลีน

เพนท็อกซิฟิลลีนใช้สำหรับ

เพนท็อกซิฟิลลีน (Pentoxifylline) ใช้เพื่อฟื้นฟูอาการของปัญหาการไหลเวียนของเลือดที่ขาหรือแขน อย่างเช่น อาการกะเผลกหรือปวดขาเป็นพักๆ (Intermittent claudication) ที่มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดแดงอุดตัน ยาเพนท็อกซิฟิลลีนสามารถลดอาการปวด เมื่อย หรือตะคริวที่กล้ามเนื้อเนื่องจากการออกกำลังกาย รวมถึงการเดิน ซึ่งเกิดพร้อมกับอาการกะเผลกหรือปวดขาเป็นพักๆ ได้ ยาเพนท็อกซิฟิลลีนอยู่ในกลุ่มของยารักษาความผิดปกติของกระแสเลือด (Hemorrheologic agents) ทำงานโดยการช่วยให้เลือดไหลเวียนผ่านหลอดเลือดแดงที่แคบได้ง่ายขึ้น ทำให้เพิ่มปริมาณการลำเลียงออกซิเจนโดยเลือดเมื่อกล้ามเนื้อนั้นต้องการออกซิเจนมากขึ้น เช่น ระหว่างการออกกำลังกาย ดังนั้น จึงเพิ่มระยะทางและระยะเวลาการเดินได้

วิธีการใช้ยาเพนท็อกซิฟิลลีน

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร โดยปกติคือวันละ 3 ครั้ง หรือตามที่แพทย์กำหนด

อย่าบดหรือเคี้ยวยานี้ เพราะอาจทำให้ปล่อยยาทั้งหมดออกมาในคราวเดียว และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง และไม่ควรแบ่งยา นอกเสียจากจะมีเส้นแบ่งเม็ดยา และแพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้คุณทำ กลืนยาทั้งเม็ดหรือเม็ดยาส่วนที่แบ่งไว้ลงไป โดยไม่ต้องบดหรือเคี้ยว

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา

ใช้ยาเป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง แม้คุณจะรู้สึกสบายดี อย่าหยุดใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาการอาจจะดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่อาจต้องใช้เวลานานถึง 8 สัปดาห์ กว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาเพนท็อกซิฟิลลีน

ยาเพนท็อกซิฟิลลีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเพนท็อกซิฟิลลีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเพนท็อกซิฟิลลีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำเว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเพนท็อกซิฟิลลีน

ก่อนใช้ยาเพนท็อกซิฟิลลีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อคาเฟอีน หรือทีโอฟิลลีน (theophylline) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีสารไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่งเป็นเมื่อไม่นานมานี้ อาการเลือดออกในดวงตาที่เพิ่งเป็นเมื่อไม่นานมานี้ ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาเกี่ยวกับตับ เพิ่งผ่านการผ่าตัดครั้งใหญ่มา หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชาอาจทำให้อาการวิงเวียนรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชา

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยานี้สามารถส่งผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาเพนท็อกซิฟิลลีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเพนท็อกซิฟิลลีน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีแก๊ส เรอ และวิงเวียนได้ หากอาการเหล่านี้ไม่หายไป หรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ หัวใจเต้นเร็วหรือหัวใจเต้นผิดปกติ มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย

รับการรักษาในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่หายาก แต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้คือ เจ็บหน้าอก

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาอื่นที่สามารถทำให้เกิดอาการเลือดไหลหรือรอยช้ำ รวมถึงยาต้านลิ่มเลือด (antiplatelet drugs) เช่น โคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) คีโตโรแลค (ketorolac) หรือนาพรอกเซน (naproxen) ยาเจือจางเลือด เช่น วาฟาริน (warfarin) หรือดาบิดาแทรน (dabigatran)

ยาแอสไพรินสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออก เมื่อใช้ร่วมกับยานี้ได้ แต่หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยาแอสไพรินขนาดต่ำ เพื่อป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (ขนาดยาตามปกติคือ 81-325 มก. ต่อวัน) คุณควรใช้ยานั้นต่อไป นอกเสียจากแพทย์จะสั่งอย่างอื่น

ยาเพนท็อกซิฟิลลีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเพนท็อกซิฟิลลีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเพนท็อกซิฟิลลีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเพนท็อกซิฟิลลีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการกะเผลกหรือปวดขาเป็นพักๆ (Intermittent Claudication)

  • 400 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นแนะนำให้ลดขนาดยาลงมาที่ 400 มก. วันละสองครั้ง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (Creatine Clearance) 10 ถึง 50 มล./นาที: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นแนะนำให้ลดขนาดยาลงมาที่ 400 มก. วันละครั้ง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 10 มล./นาที: 400 มก. รับประทานวันละครั้ง อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาเพิ่มขึ้น เช่น 200 มก. ต่อวัน แต่ยาในปัจจุบัน (ยาออกฤทธิ์นานหรือออกฤทธิ์แบบควบคุม ไม่เรียงลำดับ) อาจต้องปรับมาเป็น 400 มก. ทุกวันเว้นวัน

หมายเหตุ: ยาเพนท็อกซิฟิลลีนนั้นไม่สามารถขับออกโดยไม่เปลี่ยนแปลงทางปัสสาวะได้ แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพของยา (pharmacologically active metabolite) อาจเกิดการสะสมในผู้ป่วยที่มีไตบกพร่อง และเพิ่มฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและความเป็นพิษ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นแนะนำให้ลดขนาดยาลงมาที่ 400 มก. วันละครั้ง

การปรับขนาดยา

ในผู้ป่วยที่มีทั้งภาวะไตและตับวาย ควรลดขนาดยาลงมาที่ 400 มก. วันละครั้ง

ข้อควรระวัง

ผู้ที่มีไตบกพร่อง และ/หรือ ตับบกพร่อง ควรเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์อย่างใกล้ชิด

การฟอกไต (Dialysis)

ข้อมูลที่จำกัดแสดงให้เห็นว่า ยาเพนท็อกซิฟิลลีนสามารถกำจัดได้พอสมควร ขณะทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) ดังนั้น จึงควรให้ยาหลังจากทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม

คำแนะนำอื่นๆ

ยาเพนท็อกซิฟิลลีนนั้นควรรับประทานพร้อมกับอาหาร เพื่อลดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร ควรใช้ยาเพนท็อกซิฟิลลีนเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ เพื่อดูประสิทธิภาพของยา

ขนาดยาเพนท็อกซิฟิลลีนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัย และประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทานแบบออกฤทธิ์นาน
  • ยาผงสำหรับผสม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

สุขภาพดี ห่างไกลโรค ด้วย ใบย่านาง น้ำคลอโรฟิลล์ จากธรรมชาติ

ย่านาง หรือ ใบย่านาง (Yanang) นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย จินดารัตน์ สิริวิจักษณ์

ตะคริวตอนกลางคืน สัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่

ตะคริวตอนกลางคืน สามารถเกิดได้ที่บริเวณของขาในหลายตำแหน่ง เช่น กล้ามเนื้อน่อง ต้นขา และเท้า ภาวะหดเกร็งก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดและอาจเป็นสัญญาณ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พิมพร เส็นติระ

ตะคริวที่หลัง เป็นเพราะกล้ามเนื้อหรือกระดูกสันหลังกันแน่?

ตะคริวที่หลัง เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบฉับพลัน ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะว่าออกแรงมากเกินไป หรืออาจมีปัญหากระดูกสันหลังที่ซ่อนอยู่ได้ด้วยเช่นกัน 

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พิมพร เส็นติระ

6 วิธีบรรเทาอาการ ตะคริวขณะออกกำลังกาย อย่างได้ผล

ตะคริว สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก และสามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตะคริวขณะออกกำลังกาย ที่พบกันบ่อย ๆ เมื่อกล้ามเนื้อออกแรงหนัก ๆ 

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พิมพร เส็นติระ
ฟิตเนส, สุขภาพชีวิตที่ดี พฤษภาคม 24, 2019 . 2 mins read

บทความแนะนำ

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยขิง-ประโยชน์

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยขิง กับสิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 29, 2020 . 3 mins read
อาการมือเท้าเย็น-สัญญาณแรกของโรคร้าย

อาการมือเท้าเย็น ผิดปกติ คือสัญญาณเตือนแรกของโรคร้ายจริงหรือ?

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ มีนาคม 17, 2020 . 2 mins read
นอนดิ้น-โรคกดทับเส้นประสาทในโพรงข้อมือ

โรคกดทับเส้นประสาทในโพรงข้อมือ ภัยเงียบที่คนนอนดิ้นควรระวัง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ มกราคม 21, 2020 . 2 mins read
สีของอุจจาระ-บ่งบอก-ปัญหาสุขภาพ

สีของอุจจาระ สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพได้บ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มกราคม 15, 2020 . 4 mins read