ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป เป็นเรื่องที่ทุกคนควจะต้องรู้เอาไว้ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองและคนในครอบครัว ซึ่งเรื่องราวที่คุณจะอ่านเรารวบรวมเอาไว้ให้แล้ว

เรื่องเด่นประจำหมวด

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

โรคที่มากับน้ำท่วม มีอะไรบ้าง? เช็กอาการและวิธีป้องกัน

น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายชนิด เพราะน้ำท่วมขังอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล ขยะ เชื้อโรค และสารคัดหลั่งจากสัตว์ ขณะเดียวกันการต้องลุยน้ำ อยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ หรือใช้ชีวิตในพื้นที่พักพิงร่วมกับคนจำนวนมาก ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคได้เช่นกัน น้ำท่วมขังอาจมีเชื้อโรคและสิ่งปฏิกูลปนเปื้อน จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น หากต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูทและล้างเท้าด้วยสบู่ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ดื่มเฉพาะน้ำสะอาดและกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ระวังไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดน่อง ตาแดง ถ่ายเหลว หายใจเหนื่อย หรือแผลบวมแดง หลังน้ำลดควรกำจัดแหล่งน้ำขังเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และทำความสะอาดบ้านโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม 1. โรคฉี่หนู โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคสำคัญที่ต้องระวังหลังสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก รวมถึงเยื่อบุตา ปาก และจมูก อาการที่ควรระวัง ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากรุนแรงอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย หรือซึมลง วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือโคลนโดยไม่จำเป็น หากต้องลุยน้ำควรสวมรองเท้าบูท ปิดบาดแผลไม่ให้สัมผัสน้ำ และหลังขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าหรือบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทันที หากหลังลุยน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์ มีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะ ปวดน่องหรือหลัง ควรพบคุณหมอและแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วมด้วย 2. น้ำกัดเท้าและโรคผิวหนังจากน้ำท่วม การแช่เท้าหรือลุยน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคือง รวมถึงอาจเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาผิวหนังหรือติดเชื้อบริเวณเท้า […]

สำรวจ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับวัยทำงาน ดูแลร่างกายให้พร้อมในทุกวัน

คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยต้องเจอกับพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ทั้งการนอนดึก พักผ่อนไม่พอ ความเครียดสะสม กินอาหารไม่เป็นเวลา อยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน หรือเดินทางบ่อย จนทำให้รู้สึกอ่อนล้า ป่วยง่าย และฟื้นตัวช้ากว่าเดิม หนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับการใช้ชีวิตประจำวันก็คือ “ภูมิคุ้มกัน” เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง ระบบป้องกันของร่างกายก็จะทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสเจ็บป่วยและทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเสริมภูมิคุ้มกันจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่วัยทำงานควรเริ่มดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำไมคนทำงานจึงควรใส่ใจเรื่องภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันคือระบบป้องกันของร่างกาย ที่ช่วยรับมือกับเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม และความผิดปกติบางอย่างภายในร่างกาย หากระบบนี้ทำงานได้ดี ร่างกายก็จะมีโอกาสเจ็บป่วยน้อยลงและฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่ถ้าภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ก็อาจทำให้ป่วยง่ายกว่าปกติ สำหรับคนวัยทำงาน พฤติกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้ เช่น นอนน้อย เครียดสะสม กินอาหารไม่สมดุล ไม่ค่อยออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ป่วยบ่อยเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เหนื่อยง่าย ล้า ฟื้นตัวช้า สมาธิลดลง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หลายคนอาจเรียกว่า “ภูมิตก” แต่จริง ๆ แล้ว เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังรับมือกับการใช้ชีวิตหนัก ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้น เรื่องภูมิคุ้มกันจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับวัยทำงาน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงาน สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน การเริ่มดูแลตัวเองเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายพร้อมทั้งสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน เช็กลิสต์ดูแลภูมิคุ้มกัน สำหรับคนวัยทำงาน การดูแลภูมิคุ้มกันเริ่มได้จากกิจวัตรพื้นฐานที่ทำได้จริงทุกวัน ดังนี้ พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอ และพยายามเข้านอนให้เป็นเวลา […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ทำความรู้จัก "ปลูกฝี" สำคัญยังไง ยังจำเป็นอยู่ไหม

การปลูกฝีเคยเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โรคฝีดาษ (Smallpox) เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ วัคซีนป้องกันฝีดาษซึ่งเริ่มต้นจากการปลูกฝี ไม่เพียงช่วยลดการเสียชีวิตนับล้านคนทั่วโลก แต่ยังนำไปสู่การประกาศกำจัดโรคฝีดาษอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2523  อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกฝีเริ่มจางหายไปเมื่อวัคซีนนี้ไม่ได้เป็นที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน บทความนี้จะพาผู้อ่านย้อนรอยความสำคัญของการปลูกฝีในอดีต และพิจารณาว่าการปลูกฝียังมีความจำเป็นในยุคสมัยใหม่หรือไม่ [embed-health-tool-vaccination-tool] ปลูกฝี ในอดีตเป็นอย่างไร? การปลูกฝีเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1796 โดย ดร.เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ผู้ค้นพบว่าวัคซีนจาก Cowpox สามารถป้องกันโรคฝีดาษได้ ทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ทั่วโลกเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รณรงค์ฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษที่ 20 จนนำไปสู่การประกาศว่าฝีดาษถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ในปี 1980 สำหรับประเทศไทย การปลูกฝีเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมักทิ้งรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บริเวณหัวไหล่ หลังจากการกำจัดโรคฝีดาษอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2523 การปลูกฝีก็หยุดลง แต่กลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้งในยุคที่โรคฝีดาษลิงระบาด โดยวัคซีนที่พัฒนาจากวัคซีน Smallpox เช่น JYNNEOS กำลังถูกศึกษาเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากไวรัสในตระกูล Orthopoxvirus ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคฝีดาษ (Smallpox) แม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่โรคฝีดาษลิงมีอาการรุนแรงน้อยกว่าและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อ ไวรัส Monkeypox ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในลิงในปี ค.ศ. 1958 และตรวจพบในมนุษย์ครั้งแรกในปี […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เช็กด่วน! วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำทุกปี มีอะไรบ้าง

การฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปีมีความสำคัญในการช่วยป้องกันโรคที่สามารถแพร่ระบาดได้ง่าย และลดความรุนแรงของโรค ซึ่งนอกจากจะช่วยปกป้องตัวเองแล้วยังสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในสังคมได้อีกด้วย บทความนี้จะมาแนะนำ เช็กลิสต์ วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำในแต่ละปี รวมไปถึงวัคซีนกระตุ้นที่ควรได้รับ [embed-health-tool-vaccination-tool] วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำทุกปี มีอะไรบ้าง 1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไวรัสทุกปี วัคซีนจึงได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น ๆ ดังนั้น จึงควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ คือช่วงก่อนฤดูฝนและฤดูหนาว การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการ อีกทั้งยังช่วยลดการแพร่ระบาดในชุมชนได้อีกด้วย กำหนดการรับวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ ฉีดปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี กลุ่มเป้าหมายที่ควรฉีด เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคปอด หญิงตั้งครรภ์ บุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่อยู่ในสถานพยาบาล 2. วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) วัคซีน MMR เป็นชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ ช่วยป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่แน่ใจว่าตัวเองได้รับวัคซีนมาก่อน กำหนดการรับวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ 2 เข็ม สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับ หรือไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีน (ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์) กลุ่มเป้าหมายที่ควรฉีด ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน MMR […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ไขข้อสงสัย วัคซีนคืออะไร? อันตรายจริงไหม?

วัคซีน คือ สารที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค โดยเลียนแบบการติดเชื้อ ทำให้ร่างกายสามารถจดจำและป้องกันโรคนั้นได้ในอนาคต โดยไม่ต้องป่วยก่อน วัคซีนถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด ช่วยลดอัตราการตายและโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก แต่หลายคนยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยว่าวัคซีนอันตรายจริงหรือไม่ พร้อมอธิบายความเข้าใจผิด ๆ ที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับวัคซีน [embed-health-tool-vaccination-tool] วัคซีนคืออะไร และทำงานอย่างไร วัคซีน คือสารที่นำเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการตอบสนอง โดยเลียนแบบการติดเชื้อ ทำให้ร่างกายสามารถจดจำเชื้อโรคและสร้างแอนติบอดีขึ้นมาป้องกันตนเองในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคนั้นมาก่อน เพื่อช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคเมื่อมีการติดเชื้อจริง วัคซีน แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้ วัคซีนชนิดเชื้อตาย ใช้เชื้อโรคที่ตายแล้วเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัคซีนชนิดเชื้อเป็น ใช้เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนแรงหรือหมดฤทธิ์จนไม่สามารถก่อโรคได้ แต่ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ วัคซีนที่ผลิตจากพิษของเชื้อโรค ใช้พิษของเชื้อโรคที่ถูกทำให้หมดฤทธิ์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัคซีนอันตรายจริงไหม แม้ว่าการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคจะเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายใจปัจจุบัน แต่หลายคนก็อาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการฉีดวัคซีน คิดว่าวัคซีนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย จริง ๆ แล้ว วัคซีนไม่อันตรายหากใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันล้วนผ่านการทดสอบและการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนนำมาใช้งานจริง แม้ว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงนั้นจะไม่รุนแรง และมักหายไปภายในไม่กี่วัน ในขณะที่ผลข้างเคียงรุนแรงนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก และมักเกี่ยวข้องกับการแพ้ส่วนประกอบในวัคซีน ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ผลข้างเคียงทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน มีดังนี้ ปวด แดง คัน บวม หรือแสบบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำ อาการเหล่านี้มักจะไม่รุนแรง และหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงหลังจากรับวัคซีนได้ ดังนี้ หายใจลำบาก หน้าหรือคอบวม […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เช็ก! ตารางวัคซีน ตามช่วงอายุ อายุเท่าไหร่ควรฉีดวัคซีนอะไร?

การฉีดวัคซีน เป็นวิธีในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อช่วยในการป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละประเทศก็อาจจะมีแผนงานการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันออกไป แต่ว่าวัคซีนอะไร ควรฉีดเมื่อไหร่ ลองเช็กได้ใน ตารางวัคซีน ตามช่วงอายุ ในบทความนี้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ตารางวัคซีน ตามช่วงอายุ ตารางวัคซีนเด็ก แรกเกิด วัคซีนป้องกันตับอักเสบ B (HB1): ควรให้เข็มแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG): ฉีดก่อนจะออกจากโรงพยาบาล 1 เดือน วัคซีนป้องกันตับอักเสบ B (HB2): เฉพาะสำหรับทารกที่คลอดจากแม่ที่มีพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 2 เดือน วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib1): เข็มที่ 1 วัคซีนป้องกันโปลิโอ (IPV1): วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เข็มที่ 1 วัคซีนโรต้า (Rota1): วัคซีนโรต้า เข็มที่ 1 4 เดือน วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib2): เข็มที่ 2 วัคซีนป้องกันโปลิโอ (IPV2): วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เข็มที่ 2 วัคซีนโรต้า (Rota2): วัคซีนโรต้า เข็มที่ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

โรคไวรัสตับอักเสบบี คือโรคอะไร ใครควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

โรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) เป็นหนึ่งในไวรัสตับอักเสบ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เป็นชนิดที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง มีเพียงยาที่ช่วยไม่ให้ตับถูกทำลาย โรคไวรัสตับอักเสบบี จึงเป็นโรคที่ควรตรวจคัดกรองเพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็ว และป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี  [embed-health-tool-vaccination-tool] โรคไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร ไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคตับอักเสบชนิดหนึ่ง หรือเกิดจากการอักเสบของเซลล์ตับ สาเหตุจากการ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) อาจทำให้เซลล์ตับตาย ความรุนแรงของโรคไวรัสตับอักเสบ บี เมื่อเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด อาจกลายเป็นตับแข็ง นำสู่โรคมะเร็งตับได้  การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  ส่วนใหญ่การติดต่อของโรคเกิดจากการถ่ายทอดจากแม่ที่ติดเชื้อสู่ทารก ไม่ติดต่อผ่านทางการสัมผัสภายนอก ไม่ติดต่อหลักทางน้ำลาย แต่ติดต่อได้ ดังนี้ สามารถเกิดได้จากการเจาะหรือสักผิวหนัง ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน เชื้อเข้าทางบาดแผล หรือการใช้ยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน  สัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะไม่แสดงอาการในทันที แต่จะใช้เวลาฟักตัว 2-3 เดือน จึงเริ่มมีอาการ เช่น เกิดการอ่อนเพลียคล้ายกับโรคหวัด คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับโต  สีปัสสาวะเข้มขึ้น […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

อากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตก ร้อนจัด ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

อากาศในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้บ่อย ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจึงส่งผลให้โรคหลายชนิดแพร่ระบาดง่ายและรวดเร็ว การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งยังต้องระมัดระวังโรคที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่ออากาศเปลี่ยน [embed-health-tool-heart-rate] อากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ อากาศมักจะเปลี่ยนแปลงจากร้อนมากไปอากาศหนาว หรือมีฝนตกแบบฉับพลัน อาจมีหลายสภาพอากาศในหนึ่งวันสำหรับบางพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงเวลาเช้าตรู่และพลบค่ำ เช่น ช่วงเวลากลางวัน อากาศร้อนอบอ้าว แต่เมื่อฝนตกอากาศเย็นและเปียกชื้น หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม และหัด  โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษและอุจจาระร่วง  โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด  โรคจากความร้อน โรคติดต่อนำโดยแมลง เช่น โรคมาลาเรีย และโรคไข้เลือดออก วิธีดูแลสุขภาพแต่ละช่วงวัย ในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ต้องระมัดระวังสุขภาพมากเป็นพิเศษในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยมีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ ดังนี้ กลุ่มทารก : ทารกควรกินนมแม่เป็นประจำ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันได้ โดยเฉพาะทารกแรกเกิด-6 เดือน  กลุ่มเด็กเล็ก : เด็กเล็กสามารถกินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจนอายุครบ 2 ปี เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน : ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับช่วงวัย เลือกอาหารที่มีประโยชน์ดีต่อสุขภาพ พยายามลดความเครียดลง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันโรคในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงได้ กลุ่มผู้สูงอายุ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

นวด เพื่อสุขภาพ ข้อดีของการนวด ผ่อนคลายร่างกาย

นวด เป็นทางแพทย์ทางเลือกที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ รู้สึกผ่อนคลาย ส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม การนวดอาจไม่ได้เหมาะสมสำหรับทุกคน ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับการนวด [embed-health-tool-bmr] ประเภทของการนวด การนวดนั้นแบ่งออกได้หลายประเภท วัตถุประสงค์ของการนวดมีตั้งแต่นวดเพื่อผ่อนคลาย นวดเพื่อแก้อาการ นวดรักษาโรค และนวดเพื่อบำรุงผิวพรรณ ดีต่อสุขภาพความงาม เช่น  นวดแผนไทยหรือนวดแผนโบราณ นวดประคบสมุนไพร นวดน้ำมันอโรมา นวดรีดเส้น นวดเท้า นวดแก้อาการต่าง ๆ เช่น นวดกดจุด และนวดบริเวณคอบ่าไหล่เพื่อบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม นวดเฉพาะกลุ่ม เช่น นวดแม่ตั้งครรภ์ นวดโดยใช้อุปกรณ์ เช่น นวดหินร้อน  หากแบ่งออกตามสรรพคุณของศาสตร์การนวด แบ่งได้ 3 อย่าง ได้แก่  นวดเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อการบำบัดรักษา นวดเพื่อการฟื้นฟูสรรถภาพ ข้อดีของการนวด  การนวดนั้นมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว หรือแม้แต่แก้อาการเจ็บป่วยบางอย่างให้บรรเทาลง โดยประโยชน์ของการนวด เช่น ส่งเสริมสุขภาพ : กระตุ้นระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยให้นอนหลับได้สบาย   เพิ่มการไหลเวียนของเลือด : อาจเพิ่มการไหลเวียนกลับของหลอดเลือดดำ และเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงเข้ามาแทนที่มากขึ้น […]


สุขภาพ

‘ซุปไก่สกัด’ เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ ตัวช่วยกระตุ้นสมองให้จำดีขึ้น!

‘ซุปไก่สกัด’ หนึ่งในสุดยอดเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศแถบทวีปเอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าซุปไก่สกัดนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ จึงมีสรรพคุณที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและช่วยฟื้นบำรุงร่างกายจากอาการเหนื่อยล้า โดยปัจจุบันพบว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันถึงประโยชน์ของซุปไก่สกัดต่อสุขภาพไว้มากมาย โดยเฉพาะในด้านประโยชน์ต่อการทำงานของสมอง เนื่องจากในซุปไก่สกัดนั้นมี Dipeptine Anserine และ Carnosine ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านสารอนุมูลอิสระซึ่งมีประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพสมอง ซุปไก่สกัดกับประโยชน์ดีๆ ต่อสมอง  1. มีส่วนช่วยเพิ่มออกซิเจนในสมอง ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองและความจำ   สมองของคนเรานั้นจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการทำงาน หากสมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หรือหากขาดออกซิเจนเพียง 5 นาที จะส่งผลทำให้เซลล์สมองค่อยๆ ตายลงได้ โดยสมองส่วนที่ไวต่อการขาดออกซิเจนเร็วที่สุดคือสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งสมองส่วนนี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยทำให้ความจำระยะสั้นกลายเป็นความจำระยะยาว หากสมองส่วนนี้ฝ่อหรือเสียหายจากการได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ผู้ป่วยเริ่มมีปัญหาด้านความจำ การคิด การสั่งการ และการบริหารจัดการ จากผลการทดลองพบว่ากลุ่มที่ดื่มซุปไก่สกัดมีระดับของออกซีฮีโมโกลบิน (Oxy-Hemoglobin) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงอาจกล่าวได้ว่าซุปไก่สกัดมีส่วนช่วยให้เลือดสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การคิด การตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยมีงานวิจัยหนึ่งให้ผู้ทดลองที่อยู่ในวัยสูงอายุและมีสุขภาพดีจำนวน 12 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้ดื่มซุปไก่สกัด ส่วนกลุ่มที่ 2 ให้ดื่มซุปไก่สกัดหลอก ในปริมาณขนาด 70 มล. เท่ากัน จำนวน 2 ขวด เป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 7 วัน แล้วให้ผู้ทดลองทำแบบทดสอบด้านความจำและการทำงานต่าง ๆ […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน