เฟนิโทอิน (Phenytoin)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา เฟนิโทอิน ใช้สำหรับ

ยา เฟนิโทอิน (Phenytoin) ใช้เพื่อรักษาและควบคุมอาการชัก (นอกจากนี้ยังเรียกว่ายาต้านชัก หรือยารักษาอาการชัก) ทำงานโดยการลดการแพร่กระจายของอาการชักภายในสมอง

การใช้งานในด้านอื่น ในส่วนนี้จะมีวิธีการใช้ยาที่ไม่ได้อยู่บนฉลากยาที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ แต่อาจได้รับการสั่งยาจากผู้ดูแลสุขภาพของคุณ หากผู้ดูแลสุขภาพของคุณสั่งยานี้ควรใช้ยานี้กับสภาวะที่อยู่ในรายชื่อนี้เท่านั้น

ยานี้ยังอาจใช้เพื่อรักษาอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติประเภทหนึ่ง

วิธีการใช้ยา เฟนิโทอิน

อ่านคู่มือการใช้ยาที่เภสัชกรให้มาก่อนเริ่มใช้ยา เฟนิโทอิน และทุกครั้งที่คุณไปรับยาเพิ่ม หากคุณมีข้อสงสัยโปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

สามารถเคี้ยวยาเม็ดจนละเอียด แล้วจึงค่อยกลืนหรือกลืนยาทั้งเม็ดโดยไม่ต้องเคี้ยว

รับประทานยานี้โดยปกติวันละ 2 หรือ 3 ครั้งต่อวัน หรือตามที่แพทย์กำหนด อาจรับประทานพร้อมกับอาหาร หากเกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน รับประทานยาพร้อมกับน้ำเต็มแก้ว (8 ออนซ์หรือ 240 มล.) นอกเสียจากแพทย์จะสั่งแบบอื่น

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด ควรรับประทานยาทั้งหมดให้ตรงตามเวลาเพื่อให้ยาในร่างกายอยู่ในระดับที่คงที่ ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันกับทุกวัน ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

ยาที่มีส่วนประกอบของแคลเซียม เช่น ยาลดกรดหรืออาหารเสริมแคลเซียม และผลิตภัณฑ์สำหรับให้อาหารผ่านทางสาย (enteral) อาจลดการดูดซึมของยาเฟนิโทอิน อย่าใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้พร้อมกับใช้ยาเฟนิโทอิน ควรแยกรับประทานสารอาหารในรูปแบบของเหลว 1 ชั่วโมงก่อนและ 1 ชั่วโมง หลังจากใช้ยา เฟนิโทอิน หรือตามที่แพทย์กำหนด

อย่าหยุดใช้ยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ อาการชักอาจมีอาการรุนแรงขึ้น หากหยุดใช้ยานี้อย่างกะทันหัน คุณอาจจำเป็นต้องค่อยๆ ลดขนาดยา และแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษายา เฟนิโทอิน

ยาเฟนิโทอินควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเฟนิโทอินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเฟนิโทอินลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเฟนิโทอิน

ระหว่างที่กำลังพิจารณาเลือกใช้ยา แพทย์จะพิจารณาความเสี่ยงของการใช้ยาต่อประโยชน์ของยาเสียก่อน สำหรับยานี้ควรพิจารณาดังต่อไปนี้

โรคภูมิแพ้

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเคยมีอาการที่ผิดปกติหรืออาการแพ้ต่อยานี้ นอกจากนี้ยังควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่คุณเป็น เช่น แพ้อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์ สำหรับยาที่หาซื้อเอง ควรอ่านฉลากยาหรือส่วนประกอบของยาอย่างละเอียด

เด็ก

ยังไม่มีงานวิจัยที่เหมาะสมในปัจจุบัน ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับเด็ก โดยเฉพาะที่อาจจำจำกัดประสิทธิภาพในการใช้ยาฉีดเฟนิโทอินในผู้ป่วยเด็ก

ผู้สูงอายุ

ยังไม่มีงานวิจัยที่เหมาะสมในปัจจุบัน ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ที่อาจจำกัดประสิทธิภาพในการใช้ยาฉีดเฟนิโทอินในผู้ป่วยสูงอายุ แต่ผู้ป่วยสูงอายุอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ ไต หรือหัวใจที่เกี่ยวข้องกับอายุ และอาจจำเป็นต้องมีการปรับขนาดของยาฉีดเฟนิโทอิน

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยในผู้หญิงที่เพียงพอที่จะบ่งชี้ความเสี่ยงของการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษากับแพทย์เพื่อพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา

รับการรักษาในทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ คุณอาจมีโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้มากกว่าหากคุณมีเชื้อชาติแอฟริกา-อเมริกา

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการใหม่เกิดขึ้นหรืออาการแย่ลง เช่น มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรม ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือรู้สึกร้อนรน ไม่เป็นมิตร กระสับกระส่าย สมาธิสั้น (ทางจิตใจหรือร่างกาย) หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง

ติดต่อแพทย์ในทันทีหากมีผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้

  • เป็นไข้ ต่อมมีอาการบวม ปวดร่างกาย มีอาการของไข้หวัดใหญ่
  • ผดผื่นผิวหนัง มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย เป็นเหน็บอย่างรุนแรง ชา ปวด กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีอาการปวดที่กระเพาะส่วนบน เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม ดีซ่าน (ผิวหรือดวงตาเป็นสีเหลือง)
  • ปวดหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ รู้สึกหายใจไม่อิ่ม
  • สับสน คลื่นไส้อาเจียน บวม น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว ปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • มีอาการไอพร้อมกับไข้ครั้งใหม่หรืออาการแย่ลง หายใจติดขัด
  • สั่นเทา (อาการสั่นที่ควบคุมไม่ได้) มีอาการเคลื่อนไหว ไม่อยู่ภายในดวงตา ลิ้น หรือคอ
  • สีผิวมีจุดสีแดง เป็นหย่อมๆ หรือมีผดผื่นผิวหนังรูปสีเสื้อที่บริเวณแก้มหรือจมูก (อาการหนักขึ้นเมื่อโดนแสงแดด)
  • ปฏิกิริยาผิวหนังที่รุนแรง เป็นไข้ เจ็บคอ มีอาการบวมที่ใบหน้าหรือลิ้น แสบร้อนที่ดวงตา ปวดผิว ตามด้วยผดผื่นผิวหนังสีแดงหรือสีม่วงที่แพร่กระจาย (โดยเฉพาะใบหน้าหรือร่างกายส่วนบน) และทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่ามีดังนี้

  • พูดไม่ชัด สูญเสียการทรงตัวหรือการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน
  • เหงือกมีอาการบวมหรือกดเจ็บ
  • ปวดหัว วิงเวียน กังวลใจ หรือนอนไม่หลับ (insomnia)

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แพทย์อาจจะตัดสินใจไม่ใช้ยาในกลุ่มนี้เพื่อรักษาคุณ หรือเปลี่ยนยาบางตัวที่คุณกำลังใช้อยู่

  • แอมมิแฟมไพรดีน (Amifampridine)
  • อาร์เทเมเทอร์ (Artemether)
  • อะทาซานาเวียร์ (Atazanavir)
  • โบเซเพรเวียร์ (Boceprevir)
  • ดาคลาทาสเวียร์ (Daclatasvir)
  • เดเลมานิด (Delamanid)
  • เดลาเวียร์ดีน (Delavirdine)
  • ลูราซิโดน (Lurasidone)
  • มาราเวียร์ออค (Maraviroc)
  • ไพเพราควีน (Piperaquine)
  • พราซิควอนเทล (Praziquantel)
  • ราโนลาซีน (Ranolazine)
  • ริลพิเวียร์รีน (Rilpivirine)
  • เทลาเพรเวียร์ (Telaprevir)

โดยปกติแล้วไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แต่อาจจำเป็นในบางกรณี หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยาหรือความถี่ในการใช้ยาตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • อะบิราเทอโรน แอซิเตต (Abiraterone Acetate)
  • อะฟาทินิบ (Afatinib)
  • อะพาโซล (Apazone)
  • อะไพซาแบน (Apixaban)
  • อะพรีมิลาส (Apremilast)
  • อะริพิพราโซล (Aripiprazole)
  • อะซิทินิบ (Axitinib)
  • เบคบาไมด์ (Beclamide)
  • เบดาควิลีน (Bedaquiline)
  • บอร์เทโซมิบ (Bortezomib)
  • โบซูทินิบ (Bosutinib)
  • บูโพรพิออน (Bupropion)
  • คาบาไซทาเซล (Cabazitaxel)
  • คาโบซานทินิบ (Cabozantinib)
  • คานากลิโฟลซิน (Canagliflozin)
  • คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine)
  • เซริทินิบ (Ceritinib)
  • คลาริโทรมัยซิน (Clarithromycin)
  • โคลซาปีน (Clozapine)
  • โคบิซิสแตท (Cobicistat)
  • ไครโซทินิบ (Crizotinib)
  • ไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide)
  • ดาบิกาแทรน อีเทซิเลต (Dabigatran Etexilate)
  • ดาบราเฟนิบ (Dabrafenib)
  • ดาซาทินิบ (Dasatinib)
  • ไดอาเซแพม (Diazepam)
  • ไดอาโซไซด์ (Diazoxide)
  • โดรูเทการ์เวียร์ (Dolutegravir)
  • โดพามีน (Dopamine)
  • ด็อกโซรูบิซิน (Doxorubicin)
  • ด็อกโซรูบิซิน ไฮโดรคลอไรด์ ไลโปโซม (Doxorubicin Hydrochloride Liposome)
  • โดรเนดาโรน (Dronedarone)
  • เอลิสลูสแตท (Eliglustat)
  • เออวิทิกราเวียร์ (Elvitegravir)
  • เอนซาลูตาไมด์ (Enzalutamide)
  • เออร์โลทินิบ (Erlotinib)
  • เอสลิคาร์เบเซพีนแอซิเตต (Eslicarbazepine Acetate)
  • เอทโธซักซิไมด์ (Ethosuximide)
  • อีทราไวรีน (Etravirine)
  • เอเวอโรลิมัส (Everolimus)
  • เอ็กซ์เซเมสเทน (Exemestane)
  • เอโซกาบีน (Ezogabine)
  • เฟนทานิล (Fentanyl)
  • ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
  • ฮาโลเทน (Halothane)
  • ไฮโดรโคโดน (Hydrocodone)
  • ไอบรูทินิบ (Ibrutinib)
  • ไอเดลาลิซิบ (Idelalisib)
  • ไอฟอสฟาไมด์ (ifosfamide)
  • อิมมาตินิบ (Imatinib)
  • อินฟลิซิแมบ (Infliximab)
  • ไอริโนทีแคน (Irinotecan)
  • ไอทราโคนาโซล (Itraconazole)
  • ไอวาบราดีน (Ivabradine)
  • ไอวาคาฟทอร์ (Ivacaftor)
  • ไอซาเบไพโลน (Ixabepilone)
  • เคโตโคนาโซล (Ketoconazole)
  • คีโตโรแลค (Ketorolac)
  • ลาพาทินิบ (Lapatinib)
  • เลดิพาสเวียร์ (Ledipasvir)
  • ลิโดเคน (Lidocaine)
  • ไลนากลิปติน (Linagliptin)
  • โลปินาเวียร์ (Lopinavir)
  • เมซิเทนแทน (Macitentan)
  • เมโธเทรกเซท (Methotrexate)
  • ไมโคนาโซล (Miconazole)
  • มิฟีพริสโตน (Mifepristone)
  • เนทูพิแทน (Netupitant)
  • ไนเฟดิปีน (Nifedipine)
  • นิโลทินิบ (Nilotinib)
  • นิโมดิปีน (Nimodipine)
  • นินเทดานิบ (Nintedanib)
  • นิทิซิโนน (Nitisinone)
  • ออริทาแวนซิน (Oritavancin)
  • ออริสแตท (Orlistat)
  • พาโซพานิบ (Pazopanib)
  • เพแรมพาเนล (Perampanel)
  • พิแซนโทรน (Pixantrone)
  • พาโมลิโดไมด์ (Pomalidomide)
  • โพนาทินิบ (Ponatinib)
  • โพซาโคนาโซล (Posaconazole)
  • เรโกราเฟนิบ (Regorafenib)
  • เรเซอร์พีน (Reserpine)
  • ไรแฟมพิน (Rifampin)
  • ไรวาโรซาแบน (Rivaroxaban)
  • โรคูโรเนียม (Rocuronium)
  • โรฟลูมิลาสท์ (Roflumilast)
  • โรมิเดบซิน (Romidepsin)
  • เซอร์ทราลีน (Sertraline)
  • ซิลทูซิแมบ (Siltuximab)
  • ซิเมเพรเวียร์ (Simeprevir)
  • โซฟอสบูเวียร์ (Sofosbuvir)
  • โซราเฟนิบ (Sorafenib)
  • สมุนไพรเซนต์จอห์น (St John’s Wort)
  • ซูนิทินิบ (Sunitinib)
  • ทาโครไลมัส (Tacrolimus)
  • ทาซิเมลเทออน (Tasimelteon)
  • เทกาเฟอร์ (Tegafur)
  • เทมไซโรลิมัน (Temsirolimus)
  • เทโอฟีลลีน (Theophylline)
  • ไทโอเทพา (Thiotepa)
  • ไทคาเกรลอร์ (Ticagrelor)
  • โทฟาซิทินิบ (Tofacitinib)
  • โทลแวบแทน (Tolvaptan)
  • ทราเบคเทดิน (Trabectedin)
  • ยูลิพริสทอล แอซิแทต (Ulipristal Acetate)
  • แวนเดทานิบ (Vandetanib)
  • เวมูราเฟนิบ (Vemurafenib)
  • ไวลาโซโดน (Vilazodone)
  • วินคริสทีน ซัลเฟต (Vincristine Sulfate)
  • วินคริสทีน ซัลเฟตไลโปโซม (Vincristine Sulfate Liposome)
  • วินฟลูนีน (Vinflunine)
  • โวราพาซาร์ (Vorapaxar)
  • โวริโคนาโซล (Voriconazole)
  • วอร์ไทโอเซทีน (Vortioxetine)

การใช้ยานี้ร่วมกับยาดังต่อไปนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงบางอย่าง แต่การใช้ยาทั้งสองร่วมกันอาจเป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับคุณที่สุด หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยาตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • อะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen)
  • อะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)
  • อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)
  • อะมิโอดาโรน (Amiodarone)
  • อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline)
  • แอมพรีนาเวียร์ (Amprenavir)
  • อะเพรบพิแทนท์ (Aprepitant)
  • อะทอร์วาสแตติน (Atorvastatin)
  • เบต้าเมทาโซน (Betamethasone)
  • เบกซาโรทีน (Bexarotene)
  • บลีโอมัยซิน (Bleomycin)
  • บูซัลแฟน (Busulfan)
  • คาเพ็กไซทาบีน (Capecitabine)
  • คาร์โบพลาติน (Carboplatin)
  • แคสโปฟังกิน (Caspofungin)
  • คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol)
  • ไซเมทิดีน (Cimetidine)
  • ไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin)
  • ซิสพลาติน (Cisplatin)
  • โคลบาแซม (Clobazam)
  • โคลฟาซิมีน (Clofazimine)
  • โคลพิโดเกรล (Clopidogrel)
  • คอร์ติโซน (Cortisone)
  • ไซโคลสปอริน (Cyclosporine)
  • ดีโซเจสตรีล (Desogestrel)
  • เดกซาเมทาโซน (Dexamethasone)
  • ไดคูมารอล (dicumarol)
  • ไดเอโนเจส (Dienogest)
  • ดิจิท็อกซิน (Digitoxin)
  • ดิลไทอะเซม (Diltiazem)
  • ไดโซไพราไมด์ (Disopyramide)
  • ไดซัลฟิแรม (Disulfiram)
  • ด็อกเซปิน (Doxepin)
  • ดรอสไพรีโนน (Drospirenone)
  • เอสทราไดอัล ไซพิโอเนท (Estradiol Cypionate)
  • เอสทราไดอัล วาเลเรต (Estradiol Valerate)
  • เอทินิล เอสทราไดอัล (Ethinyl Estradiol)
  • เอทิโนไดออล ไดอาเรเทต (Ethynodiol Diacetate)
  • อีโทโนเจสเตรล (Etonogestrel)
  • เฟลบาเมท (Felbamate)
  • ฟลูโคนาโซล (Fluconazole)
  • ฟลูโดรคอร์ติโซน (Fludrocortisone)
  • ฟลูออโรยูราซิล (Fluorouracil)
  • ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine)
  • ฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine)
  • กรดโฟลิค (Folic Acid)
  • ฟอสแอมพรีนาเวียร์ (Fosamprenavir)
  • เจฟิทินิบ (Gefitinib)
  • แปะก๊วย
  • ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
  • อิมิพรามีน (Imipramine)
  • ไอโซไนอาซิด (Isoniazid)
  • เลโวโดปา (Levodopa)
  • เลโวเมทาดิล (Levomethadyl)
  • ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel)
  • เลโวไทรอกซีน (Levothyroxine)
  • เมดรอกซีโปรเจสเตอโรนแอซิเตต (Medroxyprogesterone Acetate)
  • เมเพอริดีน (Meperidine)
  • เมสทรานอล (Mestranol)
  • เมทอกซาเลน (Methoxsalen)
  • เมทอกซาเลน (Methoxsalen)
  • มิดาโซแลม (Midazolam)
  • อิมิดาโซล (Nafimidone)
  • เนวฟินนาเวียร์ (Nelfinavir)
  • ไนลูทาไมด์ (Nilutamide)
  • ไนโซลดิปีน (Nisoldipine)
  • นอร์เอลเจสโทรมิน (Norelgestromin)
  • นอร์อิทิสเตอโรน (Norethindrone)
  • นอร์เจสทิมีน (Norgestimate)
  • นอร์เจสเทรล (Norgestrel)
  • ออสพีมิฟีน (Ospemifene)
  • ออกคาร์บาซีปีน (Oxcarbazepine)
  • แพคลิแท๊กเซิล (Paclitaxel)
  • แพนคูโรเนียม (Pancuronium)
  • พาร็อกซีทีน (Paroxetine)
  • เฟนโพรคูมอน (Phenprocoumon)
  • พิเพอรีน (Piperine)
  • เพรดนิโซโลน (prednisolone)
  • เพรดนิโซน (Prednisone)
  • โปรกาไบด์ (progabide)
  • ควิไทอะปีน (Quetiapine)
  • ควินิดีน (Quinidine)
  • ควินีน (Quinine)
  • เรเมเซไมด์ (Remacemide)
  • ไรฟาเพนติน (Rifapentine)
  • ริสเพอริโดน (Risperidone)
  • รูฟินาไมด์ (Rufinamide)
  • ซาเบลูโซล (Sabeluzole)
  • แชงคาพูชิพี (Shankhapulshpi)
  • ซิมวาสแตติน (simvastatin)
  • ไซโรลิมัส (Sirolimus)
  • ซัลฟาเมไทโซล (Sulfamethizole)
  • ซัลฟาเมทอกซาโซล (Sulfamethoxazole)
  • ซัลฟาเฟนาโซล (Sulfaphenazole)
  • ซูไทแอม (Sulthiame)
  • เทลิโทรมัยซิน (Telithromycin)
  • เทไนแดบ (Tenidap)
  • ไทอากาบีน (Tiagabine)
  • ไทโคลพิดีน (Ticlopidine)
  • ไทครายนาเฟน (Ticrynafen)
  • ไทไรลาแซด (Tirilazad)
  • ไทซานิดีน (Tizanidine)
  • โทลบูตาไมด์ (Tolbutamide)
  • โทไพราเมต (Topiramate)
  • ทราโซโดน (Trazodone)
  • ไทรแอมซิโนโลน (Triamcinolone)
  • ไทรเมโทพริม (Trimethoprim)
  • ทูโบคูรารีน (Tubocurarine)
  • กรดวาลโพรอิก (Valproic Acid)
  • เวคิวโรเนียม (Vecuronium)
  • เวอราปามิล (Verapamil)
  • ไวกาบาทริน (Vigabatrin)
  • ไวโลซาซีน (Viloxazine)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเฟนิโทอินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเฟนิโทอินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะ

  • ปัญหาเกี่ยวกับเลือดหรือไขกระดูก เช่น ภาวะที่มีการลดลงของนิวโตรฟิล (agranulocytosis) ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ (leukopenia) ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia)
  • โรคเบาหวาน
  • หัวใจล้มเหลว
  • ปัญหาเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ
  • ภาวะความดันโลหิตต่ำ (Hypotension)
  • ภาวะต่อมน้ำเหลืองโต (Lymphadenopathy)
  • โรคพอร์ฟิเรีย (Porphyria) —ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการนี้แย่ลง
  • สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกปิดกั้น (Heart block) เช่น กลุ่มอาการอาดัมส์-สโตคส์ (Adams-Stokes syndrome) สัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง (AV block) หรือสัญญาณไฟฟ้าหัวใจไซโนเอเทรียลถูกขัดขวาง (sinoatrial block)
  • อาการชีพจรเต้นช้า (sinus bradycardia)—ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีอาการนี้
  • ภาวะอะบูนินในเลือดต่ำ (Hypoalbuminemia)
  • โรคไต
  • โรคตับ—ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ผลของยาอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากการกำจัดยาออกจากร่างกายได้ช้าลง

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเฟนิโทอินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการชัก (Seizures)

ขนาดยาเริ่มต้นสำหรับรับประทาน (ยกเว้นยาแขวนตะกอน) เฉพาะเมื่อมีการระบุให้ใช้สำหรับผู้ป่วยในเท่านั้น

  • 1 กรัม แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง (400 มก. 300 มก. 300 มก.) โดยเว้นช่วง 2 ชั่วโมง เริ่มให้ยาในขนาดยาปกติหลังจากให้ยาเริ่มต้น 24 ชั่วโมง
  • ขนาดยาเริ่มต้น 100 มก. ยาแบบออกฤทธิ์นาน รับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • ขนาดยาปกติ 100 มก. รับประทานวันละ 3 ถึง 4 ครั้ง หากสามารถคงบคุมอาการชักได้ด้วยการแบ่งรับประทานแคปซูล 100 มก. วันละสามครั้ง อาจพิจารณารับประทานยาเฟนิโทอินโซเดียมแบบออกฤทธิ์นาน 300 มก. วันละหนึ่งครั้ง อีกทางเลือกหนึ่ง อาจเพิ่มขนาดยาไปถึง 200 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้งหากจำเป็น

ยาแขวนตะกอน

  • ผู้ป่วยที่ไม่เคยรับการรักษามาก่อนอาจเริ่มต้นที่ยาแขวนตะกอนขนาด 125 มก. (หนึ่งช้อนชา) วันละสามครั้ง แล้วจึงปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับความต้องการส่วนบุคคล อาจเพิ่มขนาดยาไปเป็นวันละ 5 ช้อนชาหากจำเป็น

ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ห้ามหยอดยาเกินอัตรา 50 มก./นาที

  • ขนาดยาปกติ 10 ถึง 15 มก./กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ
  • ขนาดยาปกติ 100 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 6 ถึง 8 ชั่วโมง

ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเนื่องจากการดูดซึมยาที่ไม่แน่นอน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

ขนาดยาเริ่มต้น

  • 1.25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 5 นาที อาจให้ยาในขนาดเริ่มต้นซ้ำมากถึง 15 มก.กก. หรือ
  • 250 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 1 วัน แล้วตามด้วย 250 มก. วันละสองครั้งเป็นเวลา 2 วัน

ขนาดยาปกติ:

  • 300 ถึง 400 มก./วัน แบ่งรับประทานวันละ 1 ถึง 4 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะชักต่อเนื่อง (Status Epilepticus)

ฉีดยาเข้าหลอดเลือด

  • ขนาดยาเริ่มต้น คำแนะนำจากผู้ผลิต 10 ถึง 15 มก./กก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดอย่างช้าๆ (ในอัตราที่ไม่เกิน 50 มก./นาที) อีกทางเลือกหนึ่ง แนวทางแนะนำที่ได้รับการยอมรับทั่วไปคือ 15 ถึง 20 มก./กก. โดยฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้าๆ (ในอัตราที่ไม่เกิน 50 มก./นาที)
  • อัตราปกติ 100 มก. รับประทานหรือฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ ทุกๆ 6 ถึง 8 ชั่วโมง
  • อัตราสูงสุด 50 มก./นาที
  • ขนาดยาปกติ ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหรือรับประทาน: 100 มก. ทุกๆ 6 ถึง 8 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อศัลยกรรมประสาท (Neurosurgery)

  • ศัลยกรรมประสาท (เพื่อการป้องกัน) 100 ถึง 200 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในช่วง 4 ชั่วโมงระหว่างการผ่าตัดและทันทีหลังจากการผ่าตัด (หมายเหตุ: ในขณะที่ผู้ผลิตและนำการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ วิธีการนี้อาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงที่เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นและการตายเฉพาะส่วน [necrosis] แพทย์บางรายอาจแนะนำให้ใช้ยาฟอสเฟนิโทอิน [Fosphenytoin] หากจำเป็นต้องฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ) หากการฉีดยาเข้ากลามเนื้อไม่จำเป็น เคยมีการใช้ยาในขนาด 100 ถึง 200 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดในช่วง 4 ชั่วโมงระหว่างการผ่าตัดและทันทีหลังจากการผ่าตัด

ขนาดยาเฟนิโทอินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการชัก (Seizures)

ภาวะชักต่อเนื่อง ขนาดยาเริ่มต้น

  • ทารก เด็ก 15 ถึง 20 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดหนึ่งครั้งหรือแบ่งให้ยา

ยาต้านชัก ขนาดยาเริ่มต้น

  • ทุกช่วงอายุ 15 ถึง 20 มก./กก. รับประทาน (ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของระดับเซรั่มของยาเฟนิโทอินและประวัติการใช้ยาล่าสุด) ขนาดยารับประทานเริ่มต้นควรแบ่งรับประทานเป็น 3 ครั้งให้ทุกๆ 2 ถึง 4 ชั่วโมง

ยาต้านชัก ขนาดยาปกติ

(ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือรับประทาน) (หมายเหตุ อาจเริ่มต้นด้วยการแบ่งขนาดยาเป็น 3 ครั้ง/วัน แล้วจึงปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับความต้องการส่วนบุคคล)

  • น้อยกว่าหรือเท่ากับ 4 สัปดาห์ ขนาดยาเริ่มต้น 5 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2 ครั้ง
  • ขนาดยาปกติ 5 ถึง 8 มก./กก./วัน แบ่งฉีดเข้าหลอดเลือดดำ 2 ครั้ง (อาจต้องให้ยาทุกๆ 8 ชั่วโมง)

มากกว่าหรือเท่ากับ 4 สัปดาห์: ขนาดยาเริ่มต้น 5 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2 ถึง 3 ครั้ง

ขนาดยาปกติ: (อาจต้องให้ยาทุกๆ 8 ชั่วโมง)

  • 6 เดือนถึง 3 ปี 8 ถึง 10 มก./กก./วัน
  • 4 ถึง 6 ปี 7.5 ถึง 9 มก./กก./วัน
  • 7 ถึง 9 ปี 7 ถึง 8 มก./กก./วัน
  • 10 ถึง 16 ปี 6 ถึง 7 มก./กก./วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

อายุมากกว่า 1 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 1.25 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 5 นาที อาจให้ซ้ำได้ในขนาดยาเริ่มต้น 15 มก./กก.
  • ขนาดยาปกติ 5 ถึง 10 มก./กก./วัน แบ่งรับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำ 2 ถึง 3 ครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทานในรูปโซเดียม 30 มก. 100 มก. 200 มก. 300 มก.
  • สารละลายสำหรับฉีดในรูปโซเดียม 50 มก./มล.
  • ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน 125 มก./5 มล. (237 มล.) 125 มก./5 มล. (4 มล. 237 มล.)
  • ยาเม็ดสำหรับเคี้ยว 50 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

อาการของการใช้ยาเกินขนาดอาจมีดังนี้

  • ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตาได้
  • สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน
  • พูดช้าหรือพูดไม่ชัด
  • อาการสั่นที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่บางส่วนในร่างกาย
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • ทำความเข้าใจกับความจริงได้ลำบาก
  • อาการโคม่า (หมดสติในช่วงระยะหนึ่ง)

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด 

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

อะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide)

อะเซตาโซลาไมด์ (Acetazolamide) ใช้เพื่อป้องกันและลดอาการแพ้ที่สูง ยานี้ยังสามารถร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาโรคตาบางชนิด และรักษาอาการชัก

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

อะโทรพีน (Atropine)

อะโทรพีน (Atropine) มักใช้เพื่อลดการผลิตน้ำลาย และสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจ ก่อนการผ่าตัด และยังใช้เพื่อรักษาอาการชักหดเกร็งภายในกระเพาะ ลำไส้

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

เดพาคอต (Depakote®)

เดพาคอต (Depakote®)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on เมษายน 9, 2019
โคลนาซีแพม (Clonazepam)

โคลนาซีแพม (Clonazepam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on เมษายน 9, 2019
ไลริกา® (Lyrica®)

ไลริกา® (Lyrica®)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 19, 2019
นิวรอนติน® (Neurontin®)

นิวรอนติน® (Neurontin®)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 3, 2019