เลนาลิโดไมด์ (Lenalidomide)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา เลนาลิโดไมด์ ใช้สำหรับ

ยา เลนาลิโดไมด์ (Lenalidomide) ใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งบางชนิด อย่างโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา (Multiple Myeloma) หรือโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง (Mantle Cell Lymphoma-MCL) ยานี้ทำงานโดยการชะลอหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ยานี้ยังใช้เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือดหรือไขกระดูกบางชนิด อย่างโรคเอ็มดีเอส (Myelodysplastic Syndromes-MDS) ยาเลนาลิโดไมด์ยังอาจช่วยลดความจำเป็นที่ต้องรับการถ่ายเลือดได้อีกด้วย

ยาเลนาลิโดไมด์นั้นไม่แนะนำให้ใช้สำหรับการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด อย่างโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีแอลแอล (Chronic Lymphocytic Leukemia) เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและการเสียชีวิต หากคุณเป็นโรคมะเร็งประเภทนี้ โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงในการใช้ยานี้

วิธีการใช้ยา เลนาลิโดไมด์

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารหรือรับประทานแยกต่างหากตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละครั้ง กลืนยาลงไปทั้งหมดพร้อมกับดื่มน้ำ สำหรับการรักษาสภาวะบางอย่าง (โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมาหรือโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง)

คุณอาจจะได้รับคำแนะนำให้ใช้ยานี้เป็นรอบ (วันละครั้งเป็นเวลา 21 วัน แล้วหยุดใช้ยาเป็นเวลา 7 วัน) ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การตอบสนองต่อการรักษา และผลการตรวจในห้องแล็บ ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง

อย่าแกะยา เคี้ยวยา หักยาแคปซูล หรือจับยานานเกินความจำเป็น หากผงภายในยาแคปซูลสัมผัสกับผิวหนังของคุณ ควรล้างบริเวณนั้นให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอดได้และอาจเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือผู้ที่อาจจะตั้งครรภ์ไม่ควรสัมผัสยานี้หรือสูดดมผงจากยาแคปซูลที่แตก ทุกคนควรล้างมือให้สะอาดหลังจากสัมผัสยานี้

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

อย่าเพิ่มขนาดยาหรือใช้ยาบ่อยกว่าหรือนานกว่าที่กำหนด อาการของคุณจะไม่หายไวขึ้นและความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงอาจจะเพิ่มขึ้น

การเก็บรักษายา เลนาลิโดไมด์

ยาเลนาลิโดไมด์ ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเลนาลิโดไมด์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเลนาลิโดไมด์ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา เลนาลิโดไมด์

ก่อนใช้ยาเลนาลิโดไมด์ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ยานี้ หรือ ยาธาลิโดไมด์ (thalidomide) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ เช่น แลคโตส (lactose) ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ เช่น โรคตับอักเสบบี โรคไทรอยด์ โรคอีสุกอีใส และโรคงูสวัด หรือการติดเชื้อเฮอร์พีส์ ซอสเตอร์ (herpes zoster infection)

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ยาเลนาลิโดไมด์สามารถทำให้คุณแนวโน้มที่จะติดเชื้อมากขึ้นหรืออาจทำให้การติดเชื้อที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่กำลังติดเชื้อที่อาจจะแพร่กระจายสู่ผู้อื่น เช่น โรคอีสุกอีใส โรคหัด หรือโรคไข้หวัดใหญ่ โปรดปรึกษาแพทย์หากคุณเปิดรับการติดเชื้อหรือปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนโดยไม่ปรึกษากับแพทย์ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เพิ่งรับวัคซีนเชื้อเป็น เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก

เพื่อลดโอกาสในการเกิดรอยบาด รอยช้ำ หรือการบาดเจ็บ ควรใช้ของมีคมด้วยความระมัดระวัง เช่น มีดโกนและกรรไกรตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงกิจกรรม เช่น กีฬาที่ต้องมีการสัมผัสซึ่งกันและกัน

อย่าบริจาคเลือดหรือน้ำอสุจิขณะที่กำลังใช้ยาเลนาลิโดไมด์และภายใน 4 สัปดาห์หลังจากที่หยุดใช้ยานี้

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยากับผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอดได้และอาจเป็นอันตรายกับทารกในครรภ์ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือผู้ที่อาจจะตั้งครรภ์ไม่ควรสัมผัสยานี้หรือสูดดมผงจากยาแคปซูลที่แตก ทุกคนควรล้างมือให้สะอาดหลังจากสัมผัสยานี้

ห้ามใช้ยาเลนาลิโดไมด์ขณะตั้งครรภ์ ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ หากคุณตั้งครรภ์หรือคิดว่าอาจจะตั้งครรภ์ ควรหยุดใช้ยาเลนาลิโดไมด์และแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณเป็นผู้ชายและมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกันกับผู้หญิงที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ หรือหากคุณคิดว่าคู่รักของคุณอาจจะตั้งครรภ์ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยาเลนาลิโดไมด์ สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ เนื่องจากความเสี่ยงในการเป็นอันตรายกับทารก จึงไม่แนะนำการให้นมบุตรขณะที่กำลังใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตรเสมอ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาเลนาลิโดไมด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเลนาลิโดไมด์

อาจเกิดอาการท้องร่วง ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก วิงเวียน ผิวแห้ง ปากแห้ง หรือนอนไม่หลับ หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

ผู้ที่ใช้ยานี้อาจจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยานี้ นั่นเป็นเพราะว่าแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง การเฝ้าระวังอย่างระมัดระวังจากแพทย์อาจจะช่วยลดความเสี่ยงได้

ควรแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้

  • ความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่นซึมเศร้า)
  • กระหายน้ำเพิ่มขึ้นหรือปัสสาวะเพิ่มขึ้น
  • สั่นเทา
  • เหน็บชาที่แขนหรือขา
  • หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือผิดปกติ
  • เหนื่อยล้าผิดปกติ
  • มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า

ในบางกรณีซึ่งไม่พบได้บ่อยนัก ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมาที่กำลังรักษาด้วยยานี้ อาจจะเกิดโรคมะเร็งอื่น เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน (acute leukemia) หรือโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma) โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาเลนาลิโดไมด์ในบางครั้งอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงเนื่องจากการสลายตัวอย่างรวดเร็วของเซลล์มะเร็ง หรือกลุ่มอาการมะเร็งถูกทำลาย (tumor lysis syndrome) เพื่อลดความเสี่ยงของคุณ แพทย์อาจจะเพิ่มยาและสั่งให้คุณดื่มน้ำให้มาก

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการดังนี้

  • ปวดหลังหรือปวดด้านข้าง (ปวดเอว)
  • สัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับไต เช่น มีอาการปวดขณะปัสสาวะ ปัสสาวะสีชมพูหรือสีเลือด หรือปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
  • กล้ามเนื้อกระตุกหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ผู้ที่ใช้ยาเลนาลิโดไมด์เพื่อรักษาโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลืองในบางครั้งอาจจะมีอาการของโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลืองแย่ลงได้ (ปฏิกิริยาเนื้องอกลุกลาม) หากคุณมีอาการปวดเจ็บหรือบวมที่ต่อมน้ำเหลือง เป็นไข้ มีอาการปวด หรือผดผื่น โปรดติดต่อให้แพทย์ทราบในทันที

บางกรณีซึ่งพบได้ยาก ยาเลนาลิโดไมด์อาจทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) จึงควรรับการรักษาในทันทีหากคุณมีอาการของความเสียหายต่อตับ เช่น คลื่นไส้และอาเจียนไม่หยุด เบื่ออาหาร ปวดท้องอย่างรุนแรง ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลืองปัสสาวะสีคล้ำ

ยาเลนาลิโดไมด์มักจะทำให้เกิดผดผื่นได้ด้วยเช่นกัน แต่โดยปกติแล้วจะไม่รุนแรง แต่คุณอาจจะไม่สามารถแยกความแตกต่างของผดผื่นที่อาจจะเป็นสัญญาณของอาการแพ้ขั้นรุนแรงได้ ควรรับการรักษาในทันทีหากมีอาการผดผื่นเมื่อใช้ยา

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โดยอาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้

  • ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ)
  • วิงเวียนขั้นรุนแรง
  • หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเลนาลิโดไมด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเลนาลิโดไมด์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

  • ยาเลนาลิโดไมด์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเลนาลิโดไมด์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเอ็มดีเอส

10 มก. รับประทานวันละครั้ง

  • ระยะเวลาการรักษา ควรดำเนินการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือปรับเปลี่ยนโดยขึ้นอยู่กับผลการวิจัยทางการแพทย์และห้องแล็บ
  • การใช้ยา มีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางแบบต้องได้รับเลือดประจำเนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำหรือปานกลาง 1 ที่จะเป็นโรคเลือดจางเอ็มดีเอสที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางเซลล์พันธุศาสตร์ (deletion 5q cytogenetic abnormality) เพียงอย่างเดียว ไม่มีความปกติอื่นๆ ร่วมด้วย

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา

  • สำหรับการใช้ร่วมกับยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone) คือ 25 มก. รับประทานวันละครั้งในวันที่ 1 ถึง 21 ในรอบ 28 วันวนซ้ำ
  • รักษาระดับการรักษาหลังจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ของตนเอง คือ 10 มก. วันละครั้งติดต่อกัน (วันที่ 1 ถึง 28 ในรอบ 28 วันวนซ้ำ) เป็นจำนวน 3 รอบ แล้วจึงเพิ่มขนาดยาจนถึง 15 มก. วันละครั้งหากสามารถทนได้
  • ระยะเวลาการรักษา (ทั้งสองข้อบ่งใช้) คือจนกว่าโรคจะรุนแรงขึ้นหรือมีความเป็นพิษเกินเกณฑ์ที่ไรับได้

คำแนะนำ

  • หลังจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ของตนเอง ให้เริ่มต้นรักษาระดับการรักษาหลังจากที่ค่าการฟื้นฟูของเลือดเพียงพอ (ค่าสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิล [ANC] 1000/ไมโครลิตร หรือมากกว่า และ/หรือจำนวนเกล็ดเลือด 75,000/ไมโครลิตรขึ้นไป)
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสมสำหรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ของตนเอง การเคลื่อนตัวของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดควรจะเกิดขึ้นภายใน 4 รอบการรักษาที่ใช้ยานี้
  • ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตสำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับขนาดยาเดกซาเมทาโซน

การใช้งาน

  • ใช้ร่วมกับเดกซาเมทาโซนเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา
  • เพื่อรักษาระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา หลังจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ของตนเอง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

25 มก. รับประทานวันละครั้งในวันที่ 1 ถึง 21 ในรอบ 28 วันวนซ้ำ

ระยะเวลาการรักษา จนกว่าโรคจะรุนแรงขึ้นหรือมีความเป็นพิษเกินเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ควรดำเนินการรักษาอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยน หรือหยุดการรักษาโดยขึ้นอยู่กับผลการวิจัยทางการแพทย์และห้องแล็บ

การใช้งาน เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มีอาการกำเริบหรือรุนแรงขึ้นหลังจากผ่านการรักษา 2 ประเภทมาก่อน หนึ่งในนั้นรวมถึงการใช้ยาบอร์เทโซมิบ (bortezomib)

การปรับขนาดยาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมาและโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) มากกว่า 60 มล./นาที ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 30 ถึง 60 มล./นาที 10 มก. วันละครั้ง ควรพิจารณาเพิ่มขนาดยาไปที่ 15 มก. หลังจากผ่านไป 2 รอบการรักษาหากผู้ป่วยสามารถทนยาในขนาด 10 มก. โดยไม่มีความพิษของขนาดยาที่จำกัด (dose-limiting toxicity)
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ น้อยกว่า 30 มล./นาที (ไม่ได้ฟอกไต) 15 มก. วันเว้นวัน

โรคเอ็มดีเอส

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ มากกว่า 60 มล./นาที ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 30 ถึง 60 มล./นาที 5 มก. วันละครั้ง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ น้อยกว่า 30 มล./นาที (ไม่ได้ฟอกไต) 2.5 มก. วันละครั้ง

การรักษาฟื้นฟูหลังจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ของตนเอง โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา โรคเอ็มดีเอส และโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง ขึ้นอยู่กับการปรับขนาดยาในภายหลังตามความทนต่อยาของผู้ป่วยแต่ละราย

การปรับขนาดยาที่เกี่ยวข้องการทำงานของตับ

  • การทำงานของตับบกพร่อง ยังไม่มีข้อมูลการปรับขนาดยาจากผู้ผลิต แต่มีข้อสังเกตว่าตับบกพร่องระดับเบานั้นไม่มีผลต่อการกำจัดยาออกจากร่างกาย ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตับบกพร่องระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง
  • หากได้รับแจ้งผลการตรวจสมรรถภาพตับผิดปกติหรือค่าเอ็นไซม์ตับสูงเกินไป ควรระงับการรักษาชั่วคราว อาจพิจารณากลับไปสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าเมื่อค่าตัวแปรกลับสู่ค่าพื้นฐาน

การปรับขนาดยา

สามารถทำในกรณีดังต่อไปนี้

  • ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ และ/หรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ระดับ 3 หรือ 4
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา ซึ่งอาจต้องปรับขนาดยาโดยขึ้นกับความเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ดังนี้

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

– ลดลงต่ำกว่า 1000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราวและตามด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดทุกสัปดาห์

– กลับเข้าสู่ระดับ 1000/ไมโครลิตรขึ้นไป และมีความเป็นพิษแค่ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำเท่านั้น ให้กลับสู่การรักษาที่ขนาด 25 มก./วัน หรือเริ่มที่ขนาดยาเริ่มต้น

– กลับสู่ 1000/ไมโครลิตรขึ้นไป และมีความเป็นพิษอื่นๆ กลับสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าขนาดถัดไป ไม่ควรต่ำกว่า 2.5 มก./วัน

– ค่าหลังจากนั้นแต่ละครั้งนั้นต่ำกว่า 1000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราว

– ค่าหลังจากนั้นแต่ละครั้งกลับสู่ 1000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าขนาดถัดไป ไม่ควรต่ำกว่า 2.5 มก./วัน

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

ลดลงต่ำกว่า 30,000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราวและตามด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดทุกสัปดาห์

– กลับสู่ 30,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าขนาดถัดไป ไม่ควรต่ำกว่า 2.5 มก./วัน

ค่าหลังจากนั้นแต่ละครั้งนั้นต่ำกว่า 30,000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราว

ค่าหลังจากนั้นแต่ละครั้งกลับสู่ 30,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าขนาดถัดไป ไม่ควรต่ำกว่า 2.5 มก./วัน

  • การรักษาระดับการรักษาหลังจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ของตนเอง

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 500/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราวและตามด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดทุกสัปดาห์

-กลับสู่ 500/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าขนาดถัดไปอย่างต่อเนื่องสำหรับวันที่ 1 ถึง 28 ของรอบการรักษา 28 วันซ้ำๆ

หากกำลังใช้ยาในขนาด 5 มก./วัน

-ค่าหลังจากลงนั้นลดลงต่ำกว่า 500/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราวไม่ควรต่ำกว่า 5 มก./วัน สำหรับวันที่ 1 ถึง 28 ของรอบการรักษา 28 วันซ้ำๆ

-ค่าหลังจากนั้นกลับสู่หรือมากกว่า 500/ไมโครลิตร กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน สำหรับวันที่ 1 ถึง 28 ของรอบการรักษา 28 วัน ไม่ควรต่ำกว่า 5 มก./วัน

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

– ลดลงต่ำกว่า 30,000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราวและตามด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดทุกสัปดาห์

– กลับสู่ 30,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยาที่ต่ำกว่าขนาดถัดไปอย่างต่อเนื่องสำหรับวันที่ 1 ถึง 28 ของรอบการรักษา 28 วัน

หากกำลังใช้ยาในขนาด 5 มก./วัน

– ค่าหลังจากนั้นแต่ละครั้งนั้นต่ำกว่า 30,000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราว ไม่ควรต่ำกว่า 5 มก./วัน สำหรับวันที่ 1 ถึง 28 ของรอบการรักษา 28 วัน

– ค่าหลังจากนั้นแต่ละครั้งกลับสู่ 30,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน สำหรับวันที่ 1 ถึง 28 ของรอบการรักษา 28 วัน ไม่ควรต่ำกว่า 5 มก./วัน

  • โรคเอ็มดีเอส

ภายใน 4 สัปดาห์แรกของการรักษา ใช้ขนาด 10 มก. ต่อวัน และอาจปรับขนาดยาเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดดังนี้

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

ค่าสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลพื้นฐานคือ 1000/ไมโครลิตรขึ้นไป

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

-ลงลดต่ำกว่า 750/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 1000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

ค่าสมบูรณ์ของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลพื้นฐานน้อยกว่า 1000/ไมโครลิตร

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

-ลงลดต่ำกว่า 500/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 500/ไมโครลิตร ขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

จำนวนเกล็ดเลือดพื้นฐานคือ 100,000/ไมโครลิตร ขึ้นไป

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 50,000/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 50,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

จำนวนเกล็ดเลือดพื้นฐานต่ำกว่า 100,000/ไมโครลิตร

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-ลดลงถึง 50% ของค่าพื้นฐาน ระงับการรักษาชั่วคราว

จำนวนเกล็ดเลือดพื้นฐานคือ 60,000/ไมโครลิตร ขึ้นไป

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-กลับสู่ 50,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

จำนวนเกล็ดเลือดพื้นฐานน้อยกว่า 60,000/ไมโครลิตร

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-กลับสู่ 30,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

หลังจาก 4 สัปดาห์แรกของการรักษา ใช้ยาในขนาด 10 มก. ต่อวัน

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 500/ไมโครลิตร เป็นเวลา 7 วันขึ้นไป หรือน้อยกว่า 500/ไมโครลิตร โดยมีความเกี่ยวข้องกับอาการไข้ (38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 500/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 30,000/ไมโครลิตร หรือน้อยกว่า 50,000/ไมโครลิตร โดยมีการถ่ายเกล็ดเลือด ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 30,000/ไมโครลิตร ขึ้นไป (โดยไม่ล้มเหลวในการห้ามเลือด) กลับสู่การรักษาในขนาดยา 5 มก./วัน

ในระหว่างการรักษาในขนาดยา 5 มก. ต่อวัน

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 500/ไมโครลิตร เป็นเวลา 7 วันขึ้นไป หรือน้อยกว่า 500/ไมโครลิตร โดยมีความเกี่ยวข้องกับอาการไข้ (38.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป) ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 500/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดยา 2.5 มก./วัน

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 30,000/ไมโครลิตร หรือน้อยกว่า 50,000/ไมโครลิตร โดยมีการถ่ายเกล็ดเลือด ระงับการรักษาชั่วคราว

-กลับสู่ 30,000/ไมโครลิตร ขึ้นไป (โดยไม่ล้มเหลวในการห้ามเลือด) กลับสู่การรักษาในขนาดยา 2.5 มก./วัน

  • โรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง

ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ

เมื่อจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 1000/ไมโครลิตร เป็นเวลา 7 วันขึ้นไป หรือน้อยกว่า 1000/mcL ไมโครลิตร โดยมีความเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ (38.5 dองศาเซลเซียสขึ้นไป) หรือลดลงต่ำกว่า 500/ไมโครลิตร ระงับการรักษาชั่วคราวและตามด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดทุกสัปดาห์

-กลับสู่ 1000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาในขนาดน้อยกว่าขนาดยาครั้งก่อน 5 มก./วัน อย่าต่ำกว่าขนาด5 มก./วัน

ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

เมื่อจำนวนเกล็ดเลือดนั้น

-ลดลงต่ำกว่า 50,000/ไมโครลิตรระงับการรักษาชั่วคราวและตามด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดทุกสัปดาห์

  • -กลับสู่ 50,000/ไมโครลิตรขึ้นไป กลับสู่การรักษาที่ขนาดน้อยกว่าขนาดยาครั้งก่อน 5 มก./วัน อย่าต่ำกว่าขนาด 5 มก./วัน
  • อาการแพ้

– เกิดอาการผดผื่นผิวหนังระดับ 2 ถึง 3 ควรพิจารณาระงับการรักษาชั่วคราวหรือหยุดการรักษา

– โรคแองจิโออีดีมา (Angioedema) เกิดอาการผดผื่น ผิวลอก หรือผดผื่นตุ่มน้ำพอง ระดับ 4 หรือสงสัยว่าจะเกิดกลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน และภาวะท็อกซิก อีพิเดอร์มัล เนโครไลซิส (Toxic Epidermal Necrolysis) หยุดการรักษาโดยใช้ยานี้ถาวร

  • ปฏิกิริยาเนื้องอกลุกลาม

– ปฏิกิริยาเนื้องอกลุกลามระดับ 1 หรือ 2 ควรพิจารณาใช้ยานี้ต่อไปโดยไม่ต้องระงับการรักษาชั่วคราว

– ปฏิกิริยาเนื้องอกลุกลามระดับ 3 หรือ 4 ควรระงับการรักษาจนปฏิกิริยาเนื้องอกลุกลามลงลงไปที่ระดับ 1 หรือน้อยกว่า

– คำแนะนำ หลังจากทำการประเมินทางการแพทย์อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยแต่ละราย ควรพิจารณาการจัดการกับอาการของปฏิกิริยาเนื้องอกลุกลามโดยใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs) และ/หรือยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic analgesics)

  • ความเป็นพิษอื่นๆ ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา โรคเอ็มดีเอส และโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลืองระดับ 3 หรือ 4ระงับการรักษาและพิจารณาเริ่มต้นการรักษาใหม่อีกครั้งในขนาดยาถัดไปที่ต่ำกว่าเมื่อความเป็นพิษลดลงจนถึงระดับ 2 หรือต่ำกว่า
  • การฟอกไต (Dialysis)

ผู้ป่วยที่ทำการฟอกไตที่มีค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 30 มล./นาที 5 มก. (โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมาและโรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง) หรือ 2.5 มก. (โรคเอ็มดีเอส) วันละครั้ง

คำแนะนำ ในวันที่รับการฟอกไต ควรให้ยาหลังจากทำการฟอกไต

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

-ใช้ยานี้ในประมาณเวลาเดียวกันในวันที่กำหนด ควรรับประทานพร้อมกับดื่มน้ำและหรืออาหาร

-ควรแนะนำผู้ป่วยให้กลืนยาแคปซูลลงไปทั้งเม็ด ไม่ควรแกะเปิด หัก หรือเคี้ยวยาแคปซูล

-ควรศึกษาข้อมูลการใช้ยาจากผู้ผลิตเพื่อรับทราบคำแนะนำการใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน

-คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ลืมใช้ยา สามารถรับประทานยาครั้งนั้นได้หากเวลาผ่านไปน้อยกว่า 12 ชั่วโมงหลังจากเวลาที่ลืมใช้ยา หากเวลาผ่านไปมากกว่า 12 ชั่วโมง ควรข้ามมื้อยานั้นไปและรับประทานยาครั้งถัดไปในเวลาตามปกติของวันถัดไป

-หากผงภายในยาแคปซูลนั้นสัมผัสกับผิวหนังหรือเยื่อเมือก ควรสั่งให้แพทย์ล้างบริเวณนั้นให้สะอาดในทันทีโดยใช้สบู่และน้ำสะอาดเพื่อล้างเยื่อเมือกที่ได้รับผลกระทบโดยใช้น้ำ

การเก็บรักษา

-เก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส

-เก็บยานี้ไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม

การเฝ้าระวัง

– หัวใจและหลอดเลือด สัญญาณหรืออาการของภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดหลอดเลือด (thromboembolism)

– ความเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ การตั้งครรภ์ (ในผู้หญิงที่มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์)

– ต่อมไร้ท่อ การทำงานของต่อมไทรอยด์

– เลือด สัญญาณหรืออาการของภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำและภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

-โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมัลติเพิลมัยอิโลมา ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (ทุกสัปดาห์สำหรับการรักษา 2 รอบแรก และในวันที่ 1 และ 15 ของรอบที่ 3 และทุกๆ 28 วันหลังจากนั้น)

-โรคเอ็มดีเอส ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (ทุกๆ สัปดาห์เป็นเวลา 8 สัปดาห์แรก และอย่างน้อยทุกๆ เดือนหลังจากนั้น)

-โรคมะเร็งเยื่อหุ้มเซลล์ต่อมน้ำเหลือง ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (ทุกสัปดาห์สำหรับรอบการรักษา 28 วันแรก ทุกๆ 2 สัปดาห์สำหรับการรักษารอบที่ 2 ถึง 4 และทุกๆ เดือนหลังจากนั้น)

– ตับ เอ็นไซม์ตับ

– ดวงตา ความสามารถในการมองเห็น

– มะเร็ง โรคมะเร็งชนิดที่ 2 (Second primary malignancies)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจจะเป็นอันตราย เช่นการขับรถและการใช้เครื่องจักรจนกว่าคุณจะทราบว่ายาส่งผลต่อคุณอย่างไร

-ปรึกษาแพทย์ถึงคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดขณะที่กำลังใช้ยานี้

-เมื่อแกะยาแคปซูลออกจากแผง ควรกดที่ปลายเม็ดยาเพียงด้านเดียวเพื่อลดความเสี่ยงในการทำให้ยาแคปซูลแตก

ขนาดยาเลนาลิโดไมด์สำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

Recommended for you

อนุมูลอิสระ คืออะไรกันแน่ ทำไมเราถึงต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ คืออะไรกันแน่ ทำไมเราถึงต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on มีนาคม 24, 2020
ฟลูดาราบีน ฟอสเฟต (Fludarabine phosphate)

ฟลูดาราบีน ฟอสเฟต (Fludarabine phosphate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on ธันวาคม 6, 2018
เมลฟาแลน (Melphalan)

เมลฟาแลน (Melphalan)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on ธันวาคม 6, 2018
เคพไซตาบีน (Capecitabine)

เคพไซตาบีน (Capecitabine)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on สิงหาคม 28, 2018