เอซาไธโอพรีน (Azathioprine)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 9 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา เอซาไธโอพรีน ใช้สำหรับ

ยา เอซาไธโอพรีน (Azathioprine) มักใช้เพื่อป้องกันการต่อต้านของร่างกาย สำหรับผู้ป่วยที่ทำการปลูกถ่ายอวัยวะไต ยานี้มักจะใช้ร่วมกับยาอื่น เพื่อให้ไตสามารถทำงานได้ตามปกติ ยาเอซาไธโอพรีนยังใช้เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) ซึ่งเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่งผลกับบริเวณข้อต่อ

ยาเอซาไธโอพรีนนั้นอยู่ในกลุ่มของยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressants) ทำงานโดยการทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแรงลง เพื่อใช้ให้ร่างกายสามารถปรับตัวเข้ากับไตใหม่ได้ (สำหรับกรณีปลูกถ่ายอวัยวะ) หรือช่วยป้องกันไม่ให้ข้อต่อเสียหายไปมากกว่าเดิม (สำหรับโรคข้อรูมาตอยด์)

ปรึกษากับแพทย์สำหรับความเสี่ยง และประโยชน์ในการใช้ยาเอซาไธโอพรีน โดยเฉพาะหากใช้กับเด็กหรือคนวัยหนุ่มสาว

วิธีการใช้ยา เอซาไธโอพรีน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์สั่ง โดยปกติ คือ วันละหนึ่งหรือสองครั้ง รับประทานพร้อมกับอาหาร เพื่อลดอาการปวดท้อง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ น้ำหนัก และการตอบสนองต่อการรักษา อย่าเพิ่มขนาดยา หรือใช้บ่อยหรือนานกว่าที่กำหนด อาการของคุณจะไม่หายไวขึ้น และความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงจะเพิ่มมากขึ้น

ใช้ยานี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากยา เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ในเวลาเดียวกันทุกวัน

สำหรับการรักษาโรคข้ออักเสบ อาจต้องใช้เวลามากถึง 2 เดือน กว่าที่อาการของคุณจะดีขึ้น แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหลังจากรักษาไปนาน 3 เดือน

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอด และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ สตรีมีครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยานี้ หรือสูดหายใจละอองจากยานี้

การเก็บรักษายา เอซาไธโอพรีน

ยาเอซาไธโอพรีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเอซาไธโอพรีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเอซาไธโอพรีนลงในชักโครก หรือท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเอซาไธโอพรีน

ก่อนใช้ยาเอซาไธโอพรีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยานี้ หรือแพ้ยาเมอร์เคปโตพิวรีน (mercaptopurine) หรือหากคุณมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือปัญหาอื่นได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษากับเภสัชกร

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคต่อไปนี้คือ โรคไต โรคตับ โรคมะเร็ง ความผิดปกติของเอนไซม์บางชนิด เช่น ภาวะพร่องเอนไซม์ทีพีเอ็มที (TPMT deficiency)

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด หลีกเลี่ยงการอาบแดด ควรทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน แพทย์อาจจะแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยแสง (phototherapy) ขณะที่กำลังใช้ยานี้ สอบถามแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาเอซาไธโอพรีนสามารถทำให้คุณติดเชื้อ หรือทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลงได้ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่มีติดเชื้อที่อาจแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เช่น โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่ ปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือหากคุณเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ

ก่อนการผ่าตัด โปรดแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อได้เอง และสมุนไพร)

อย่าสร้างภูมิคุ้มกัน (immunizations) หรือฉีดวัคซีนโดยไม่ปรึกษากับแพทย์ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่พึ่งผ่านการฉีดวัคซีน (เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่สูดดมเข้าทางจมูก)

เพื่อลดโอกาสในการเกิดแผลบาด รอยช้ำ หรือบาดเจ็บ ควรระมัดระวังในการใช้ของมีคม เช่น ใบมีดโกนและกรรไกรตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมอย่างกีฬาที่ต้องปะทะกัน

เนื่องจากยานี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังและปอด และอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออาจจะตั้งครรภ์ไม่ควรจับยานี้ หรือสูดหายใจละอองจากยานี้

แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ คุณไม่ควรตั้งครรภ์ขณะใช้ยานี้ เนื่องจากอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ ควรสอบถามแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ขณะใช้ยานี้ หากคุณตั้งครรภ์ ควรปรึกษาเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์ของยานี้กับแพทย์ในทันที

ยานี้สามารถไหลผ่านตามน้ำนมแม่ได้ และอาจส่งผลที่ไม่พึงประสงค์ต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้ ยาเอซาไธโอพรีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเอซาไธโอพรีน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารเพื่อลดอาการนี้ อาจเกิดอาการผมร่วงชั่วคราว หากผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ยอมหายไป หรือแย่ลง โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

ผู้ที่ใช้ยานี้อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ แต่การที่แพทย์ได้สั่งให้ใช้ยานี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายาเป็นประโยชน์ต่อคุณ มากกว่าความเสี่ยงของผลข้างเคียง การที่แพทย์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาจช่วยลดความเสี่ยงได้

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ได้แก่ ท้องร่วง อาการปวดข้อต่อ/กล้ามเนื้อแห่งใหม่หรือร้ายแรงขึ้น

รับการรักษาในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก ได้แแก่ คลื่นไส้/อาเจียนไม่ยอมหยุด ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้ม ผิวและตาเป็นสีเหลือง

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อที่สมองที่หายากและรุนแรงมาก (อาจถึงชีวิต) เช่น โรค PML (progressive multifocal leukoencephalopathy) รับการรักษาในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงดังต่อไปนี้ ได้แก่ ซุ่มซ่าม สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน เสียสมดุล อ่อนแรง วิธีการคิดเปลี่ยนแปลงไปฉับพลัน (เช่น สับสน รวบรวมสมาธิได้ยาก สูญเสียความทรงจำ) พูดหรือเดินลำบาก ชัก การมองเห็นเปลี่ยน

อาการแพ้ที่รุนแรงมากของยานี้หาได้ยาก แต่ควรรับการรักษาในทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่ ผดผื่น คัน/บวม (โดยเฉพาะใบหน้า/ลิ้น/ลำคอ) มึนงงอย่างรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่ ฟีบัคโซสตัต (febuxostat) เคยหรือกำลังใช้ยาสำหรับโรคมะเร็ง เช่น ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) เมลฟาแลน (melphalan) หรือยาที่กดภูมิคุ้มกัน/เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น ริทูซิแมบ (rituximab) โทฟาซิตินิบ (tofacitinib)

ยาเอซาไธโอพรีนคล้ายคลึงกับยาเมอร์แคปโตพิวรีน (mercaptopurine) อย่าใช้ยาที่มีส่วนประกอบของยาเมอร์แคปโตพิวรีน ขณะที่กำลังใช้ยานี้

ยาเอซาไธโอพรีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเอซาไธโอพรีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเอซาไธโอพรีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเอซาไธโอพรีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการปลูกถ่ายไต

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 3 ถึง 5 มก/กก รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือด วันละครั้ง เริ่มให้ขณะเริ่มปลูกถ่ายไต
  • ขนาดยาปกติ: 1 ถึง 3 มก/กก รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดวันละครั้ง

คำแนะนำ

  • ในบางกรณี การรักษาอาจเริ่มตั้งแต่ 1 ถึง 3 วัน ก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ไม่ควรเพิ่มขนาดยาไปจนถึงระดับเป็นพิษเนื่องจากอาจเกิดอาการต่อต้านที่รุนแรงถึงชีวิต

การใช้:

  • การเสริมการรักษาเพื่อป้องกันการต่อต้านของร่างกายในการปลูกถ่ายไต

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 1 มก/กก (50 ถึง 100 มก) รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดวันละครั้ง โดยแบ่งเป็น 1 ถึง 2 ครั้ง
  • ขนาดยาปกติ: ขนาดยาต่ำสุดเท่าที่มีประสิทธิภาพ
  • ขนาดยาสูงสุด: 2.5 มก/กก รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดวันละครั้ง
  • ระยะเวลา: อย่างน้อย 2 สัปดาห์

คำแนะนำ

  • อาจเพิ่มขนาดยา 0.5 มก/กก/วัน (หรือประมาณ 25 มก/วัน) หลังจากเริ่มการรักษา 6 ถึง 8 สัปดาห์ และหลังจากเว้นระยะ 4 สัปดาห์ หากจำเป็น
  • แนะนำให้ค่อย ๆ ลดขนาดยา เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นพิษ
  • การตอบสนองต่อการรักษาเกิดขึ้นหลังจากรักษาผ่านไปหลายสัปดาห์ โดยปกติแล้วคือ 6 ถึง 8 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่ไม่มีการพัฒนาหลังจาก 12 สัปดาห์อาจพิจารณาได้ว่าดื้อยา
  • อาจต้องใช้ยาเอซาไธโอพรีนในระยะยาวสำหรับผู้ป่วยที่มีการตอบสนองทางการแพทย์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโครห์น (Crohn’s Disease) – ฉับพลัน

  • งานวิจัย: 1.5 ถึง 4 มก/กก ต่อวัน เป็นเวลา 10 วัน จนถึง 52 สัปดาห์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคโครห์น – ประคับประคอง

  • งานวิจัย: 1.5 ถึง 4 มก/กก ต่อวัน เป็นเวลา 10 วัน จนถึง 52 สัปดาห์

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเส้นประสาทอักเสบเรื้อรัง 

  • งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 14 คน): 2 ถึง 3 มก/กก รับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 9 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

  • งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 37 คน): 2.5 มก/กก รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 3 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis)

  • งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 11 คน): ขนาดยาเริ่มต้น: 2 มก/กก ต่อวัน ใช้ร่วมกับยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) 0.6 ถึง 0.8 มก/กก ต่อวัน และลดขนาดยาเพรดนิโซโลนไปที่ 0.1 มก/กก ภายใน 2 ถึง 3 เดือน
  • ขนาดยาปกติ: 2 มก/กก ต่อวัน ใช้ร่วมกับยาเพรดนิโซโลน 0.1 มก/กก ต่อวัน เป็นเวลา 21 ถึง 22 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล 

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 9 คน)

  • ฉีดเข้าหลอดเลือด: หยอดยาเข้าหลอดเลือด 20 ถึง 40 มก/กก เป็นเวลานานกว่า 36 ชม หรือหยอดยา 8 ชม 3 ครั้ง ขนาด 40 มก/กก นานกว่า 3 วัน ตามด้วยยาเอซาไธโอพรีนแบบรับประทาน
  • รับประทาน: 2 มก/กก รับประทานทุกวัน หลังจากที่การให้ยาทางหลอดเลือดเสร็จสิ้น

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 12 คน)

  • 50 มก ต่อวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตามด้วย 2 ถึง 2.5 มก/กก ต่อวันร่วมกับยาเมซาลาซีน (Mesalazine) 500 มก รับประทานวันละ 3 ครั้ง เริ่มให้ยาทันที หลังจากมีสัญญาณของระยะโรคสงบ (ค่าเฉลี่ย: 14.5 วัน) ร่วมกับให้ยาไซโคลสปอริน (cyclosporine) ทางหลอดเลือดดำ (4 มก/กก/วัน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะม่านตาอักเสบ (Uveitis)

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 14 คน)

  • เพื่อรักษาอาการหลอดเลือดผิดปกติจากชั้นคอรอยด์ (choroidal neovascularization): 1 ถึง 1.5 มก/กก รับประทานทุกวันร่วมกับยาเพรดนิโซโลน และยาไซโคลสปอริน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 6 คน): ผู้ป่วยที่ดื้อต่ออินเตอร์เฟอรอนเบต้า-1บี (interferon beta-1b)

  • ขนาดยาเริ่มต้น: ควรปรับขนาดยาเอซาไธโอพรีนไปถึง 1.5 มก/กก ต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน แแล้วตามด้วยเพิ่ม 50 มก. ในช่วงเวลาพัก 6 เดือน ร่วมกับสลับฉีดยาอินเตอร์เฟอรอน เบต้า-1บี (interferon beta-1b) ใต้ผิวหนัง 8 ล้านหน่วยสากล
  • ขนาดยาปกติ: 2 มก/กก ต่อวัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Systemic Lupus Erythematosus)

งานวิจัย:

  • 1 ถึง 3 มก/กก น้ำหนักตัวที่วัดได้/วัน รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดวันละครั้ง

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 55 คน) :โรคไตอักเสบลูปัสขั้นรุนแรง (Diffuse proliferative lupus glomerulonephritis)

  • การรักษาอย่างต่อเนื่องเริ่มต้นที่เพรดนิโซโลน (1 มก/กก/วัน) เป็นเวลา 8 ถึง 10 สัปดาห์ ค่อยๆ ลดขนาดมาเป็นขนาดยาปกติที่ 5 ถึง 10 มก/วัน ร่วมกับรับประทานไซโคลฟอสฟาไมด์ (1 ถึง 2 มก/กก/วัน) เป็นเวลา 6 ถึง 9 เดือนตามด้วยยาเอซาไธโอพรีน 50 ถึง 100 มก/วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Active Hepatitis)

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 72 คน)

  • โรคตับอักเสบจากภูมิต่อต้านตนเอง (autoimmune hepatitis): 1 ถึง 2 มก/กก ต่อวัน ร่วมกับเพรดนิโซโลน (5 ถึง 15 มก/วัน) อย่างน้อย 1 ปี (เฉลี่ย 5 ปี)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคทากายาสุ (Takayasu’s Arteritis)

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 15 คน)

  • 2 มก/กก น้ำหนักตัวที่วัดได้/กก เป็นเวลา 1 ปี ร่วมกับค่อยๆ ลดยาเพรดนิโซโลน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

อาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาดที่ต่ำ แต่ไม่มีแนวทางแนะนำโดยเฉพาะ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยา แต่ไม่มีแนวทางแนะนำโดยเฉพาะ

การปรับขนาดยา

  • อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาหรือรักษาด้วยวิธีอื่น สำหรับผู้ป่วยที่มีค่าเอนไซม์ทีพีเอ็มที (TPMT) ลดลง
  • ใช้ร่วมกับยาอัลโลพูรินอล (allopurinol): ขนาดของยาเอซาไธโอพรีนควรลดประมาณ 25% ถึง 33% ของขนาดยาปกติ และอาจต้องพิจาณาลดขนาดยาเพิ่มขึ้นหรือรักษาด้วยวิธีอื่น สำหรับผู้ป่วยที่มีค่าเอนไซม์ทีพีเอ็มที (TPMT) ลดลง

ขนาดยาเอซาไธโอพรีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง 

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 37 คน)

  • อายุมากกว่า 17 ปี: 2.5 มก/กก รับประทานวันละครั้งในตอนเช้า เป็นเวลา 3 เดือน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อป้องกันภาวะร่างกายต่อต้านอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 3 ถุง 5 มก/กก รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดวันละครั้ง ก่อนเริ่มปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ขนาดยาปกติ: 1 to 3 มก/กก รับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบผื่นแพ้ 

งานวิจัย (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 91 คน)

  • อายุมากกว่า 6 ปี: 2.5 ถึง 3.5 กก/กก ต่อวัน ในผู้ป่วยที่มีระดับของเอ็นไซม์ทีพีเอ็มที (thiopurine methyltransferase) เป็นปกติ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง 

กรณีศึกษา (จำนวนผู้เข้าร่วมงานวิจัย = 67 คน): โรคไตอักเสบลูปัส (Lupus Nephritis)

  • อายุมากกว่า 5 ปี: 2 ถึง 3 มก/กก ต่อวัน (ขนาดยาสูงสุด: 150 มก/วัน)
  • สามารถปรับขนาดยาเพื่อรักษาระดับความสมูบรณ์ทั้งหมดของเซลล์เม็ดเลือดขาวไว้ที่ระหว่าง 3 และ 4 x 10(3) เซลล์/มล.

ยังไม่มีการพิสูจน์ขนาดยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้คือ

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 5 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read