แอมโมเนียมคลอไรด์ (Ammonium Chloride)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 4 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ แอมโมเนียมคลอไรด์

แอมโมเนียมคลอไรด์ ใช้สำหรับ

ยา แอมโมเนียมคลอไรด์ (Ammonium Chloride) หลังจากการทำให้เจือจางด้วยไอโซโทนิคโซเดียมคลอไรด์ (Isotonic Solution Sodium Chloride) สำหรับฉีด อาจมีการบ่งชี้สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะคลอไรด์ต่ำ (hypochloremic states) และภาวะด่างจากเมตาบอลิซึม (metabolic alkalosis) ยาแอมโมเนียมคลอไรด์เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่มีสูตร NH4Cl และมีเกลือผลึกสีขาวที่ละลายได้ดีในน้ำ

วิธีใช้ยาแอมโมเนียมคลอไรด์

ยาแอมโมเนียมคลอไรด์สำหรับฉีด USP ใช้ฉีดเข้าเส้นเลือด และต้องทำให้เจือจางก่อนใช้ สารละลายสำหรับฉีดเข้าเส้นเลือดควรมีความเข้มข้นของตัวยาไม่เกิน 1% ถึง 2%

การเก็บรักษายาแอมโมเนียมคลอไรด์

การเก็บรักษายาแอมโมเนียมคลอไรด์ที่ดีที่สุดควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องให้ห่างจากแสงโดยตรงและความชื้น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของยา ไม่ควรเก็บยาแอมโมเนียมคลอไรด์ไว้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง

ยาแอมโมเนียมคลอไรด์มีหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งมีวิธีการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบวิธีการเก็บรักษา ที่ระบุไว้ในบรรจุภัณฑ์ หรือสอบถามจากเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาทั้งหมดให้ห่างจากเด็กหรือสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรเทยาแอมโมเนียมคลอไรด์ทิ้งลงในโถส้วม หรือท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำเช่นนั้น สิ่งสำคัญคือต้องกำจัดยาอย่างเหมาะสมเมื่อหมดอายุหรือไม่ใช้งานแล้ว ให้ปรึกษาเภสัชกรสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาแอมโมเนียมคลอไรด์

ก่อนใช้ยาแอมโมเนียมคลอไรด์

  • ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรว่า คุณแพ้ยาแอมโมเนียมคลอไรด์หรือยาอื่นๆ
  • ให้แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับยาที่แพทย์สั่ง และยาที่แพทย์ไม่ได้สั่ง วิตามิน รวมทั้งวิตามินต่างๆ
  • ให้แจ้งแพทย์หากคุณตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • ให้แจ้งแพทย์หากคุณมีภาวะไตเสื่อมหรือตับเสื่อม

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอเพื่อระบุความเสี่ยงเมื่อใช้ยานี้ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เสมอเพื่อพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้ ยาแอมโมเนียมคลอไรด์มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C ตามที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US Food and Drug Administration :FDA) ได้กำหนดไว้

ความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ตามองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีรายการอ้างอิงดังต่อไปนี้

  • A=ไม่มีความเสี่ยง
  • B=ไม่มีความเสี่ยงในบางงานวิจัย
  • C=อาจมีความเสี่ยง
  • D=มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X=ห้ามใช้
  • N=ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงจากยาแอมโมเนียมคลอไรด์

ผลข้างเคียง ได้แก่

  • อาการปวดหรือระคายเคืองในบริเวณที่ฉีด หรือตามแนวเส้นเลือด หากอัตราการฉีดเข้าเส้นเลือดเร็วเกินไป
  • ผื่น
  • ปวดศีรษะ
  • ง่วงซึมเรื้อรัง
  • มึนงง
  • มีอาการหายใจเร็วกว่าปกติ (Hyperventilation)
  • มีภาวะหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ (Bradycardia) และระยะต่างๆ ของอาการตื่นเต้นสลับกับอาการโคม่า

อาการข้างเคียงเหล่านี้พบไม่ได้ในผู้ใช้ยาทุกคน และอาจมีอาการข้างเคียงที่ไม่ได้ระบุข้างต้น หากคุณมีข้องกังวลเกี่ยวกับอาการข้างเคียง ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

รู้จักกับปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่นๆ

ยาแอมโมเนียมคลอไรด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นที่คุณใช้อยู่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงสำหรับผลข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาของยาที่อาจเกิดขึ้น คุณควรทำรายการยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด (ยาที่สั่งโดยแพทย์ ยาที่ไม่ได้สั่งโดยแพทย์ และยาสมุนไพร) และแจ้งแก่แพทย์หรือเภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของคุณ ห้ามเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาแอมโมเนียมคลอไรด์อาจทำปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงสำหรับผลข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นของยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ ก่อนการใช้ยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่นๆ

ยาแอมโมเนียมคลอไรด์อาจทำปฏิกิริยากับสภาวะทางสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาดังกล่าวอาจทำให้สภาวะทางสุขภาพเสื่อมลง หรือเปลี่ยนแปลงการออกฤทธิ์ของยา เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเสมอเกี่ยวกับสภาวะสุขภาพทั้งหมดของคุณในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

  • ภาวะปอดอุดตัน (Pulmonary insufficiency)
  • ภาวะบวมน้ำเหตุหัวใจ (Cardiac oedema)
  • ภาวะคาร์บอนไดออกไซด์สูง (High total carbon dioxide)

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยานี้เสมอ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่

ใช้เป็นยาที่ทำให้เป็นกรด

ผู้ใหญ่: ขนาดยาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วย สารละลายควรทำให้เจือจางก่อนก่อนใช้ และอัตราการฉีดเข้าเส้นเลือดไม่ควรเกิน 5 มล./นาที ให้เฝ้าระวังขนาดยา โดยการกำหนดซ้ำตัวยาเซรั่มไบคาร์บอเนต (serum bicarbonate)

การละลายตัวยา: ทำให้เจือจางก่อนใช้ ความเข้มข้นสุดท้ายไม่ควรเกิน 1-2% แอมโมเนียมคลอไรด์ สารละลายที่ประกอบด้วยแอมโมเนียมคลอไรด์ 100-200 มิลลิอีควิวาเลนท์ ควรทำให้เจือจางด้วยโซเดียมคลอไรด์ 0.9% ในปริมาณ 500 หรือ 1000 มล. โดยฉีดเข้าเส้นเลือด

การเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นเกิดปฏิกิริยากับยาเลวอร์ฟานอล (levorphanol) เมื่อผสมกัน

ขนาดยาสำหรับเด็ก

ขนาดใช้ไม่ได้กำหนดไว้สำหรับผู้ป่วยโรคเด็ก ยาแอมโมเนียมคลอไรด์อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เป็นสิ่งสำคัญเสมอที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบยา

ยาแอมโมเนียมคลอไรด์มีรูปแบบการใช้และปริมาณตัวยา ดังต่อไปนี้

  • ยาฉีด: 100 มิลลิอีควิวาเลนท์ (5 มิลลิอีควิวาเลนท์/มล.)

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

  • ในกรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ให้โทรแจ้งบริการฉุกเฉิน หรือไปยังห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลใกล้บ้านคุณ
  • การใช้ยาเกินขนาดอาจก่อให้เกิดภาวะกรดจากเมตาบอลิซึม (metabolic acidosis) อย่างรุนแรง ความงุนงง (disorientation) ความสับสน (confusion) และอาการโคม่า (coma)
  • การรักษา: ใช้สารละลายแอลคาไลน์ (alkalinising solution) เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) หรือโซเดียมแลคเตท (sodium lactate) เพื่อรักษาภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis)

กรณีลืมใช้ยา

หากลืมใช้ยาแอมโมเนียมคลอไรด์ ให้ใช้ยาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ดี หากใกล้เวลาใช้รอบถัดไป ให้ข้ามรอบที่ลืมใช้ไปแล้วใช้ยาในรอบถัดไปตามปกติที่กำหนดไว้ ห้ามใช้เพิ่มเป็นสองเท่า

Hello Health Group มิได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 5 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read