โคลนิดีน (Clonidine)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date ธันวาคม 31, 2019
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา โคลนิดีน ใช้สำหรับ

ยา โคลนิดีน (Clonidine) ใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง (hypertension) การลดระดับความดันโลหิตที่เพิ่มสูง จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือดฉับพลัน และปัญหาเกี่ยวกับไต ยา โคลนิดีน นั้นอยู่ในกลุ่มของยาเซนทรัลอัลฟ่าอะโกนิสต์ (central alpha agonists) ส่งผลต่อสมองเพื่อลดระดับความดันโลหิต ยา โคลนิดีน นี้ทำงานโดยการผ่อนคลายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

ยานี้ยังอาจใช้สำหรับโรคสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder) สำหรับอาการร้อนวูบวาบ (hot flashes) ที่เกิดขึ้นในวัยหมดประจำเดือน (menopause) สำหรับอาการถอนยาแก้ปวดแบบเสพติด และเพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่

วิธีการใช้ยาโคลนิดีน

ใช้ยาโคลนิดีนตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ควรทำตามแนวทางบนฉลากยาที่กำหนด ในบางครั้งแพทย์อาจต้องเปลี่ยนขนาดยาเพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับผลดีที่สุด อย่าใช้ยาในขนาดที่มากกว่า น้อยกว่า หรือนานกว่าที่กำหนด

รับประทานยาโคลนิดีนในตอนเช้าและก่อนนอน หากคุณใช้ยาในขนาดที่แตกต่างกัน ควรรับประทานยาขนาดที่มากกว่าในตอนก่อนนอน

ยาโคลนิดีนสามารถรับประทานพร้อมกับอาหารหรือแยกต่างหากได้

อย่าใช้ยาโคลนิดีนสองรูปแบบในคราวเดียวกัน ยานี้ยังมีรูปแบบแผ่นแปะซึมเข้าผิวหนังอีกด้วย

อย่าบด เคี้ยว หรือหักยาออกฤทธิ์นาน กลืนยาทั้งเม็ด แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณมีปัญหากับการกลืนยาทั้งเม็ด

หากคุณจำเป็นต้องผ่าตัด แจ้งให้ศัลยแพทย์ทราบก่อนล่วงหน้าว่า คุณกำลังใช้ยาโคลนิดีน คุณอาจต้องหยุดใช้ยานี้ในระยะสั้นๆ

อย่าหยุดใช้ยาโคลนิดีนอย่างกะทันหัน ไม่เช่นนั้นจะมีอาการถอนยาที่ไม่พึงประสงค์ โปรดสอบถามแพทย์ถึงวิธีการหยุดใช้ยาอย่างปลอดภัย

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณมีอาการป่วยหรืออาเจียน อาการป่วยระยะยาวอาจทำให้ร่างกายของคุณดูดซึมยาได้ยากขึ้น และอาจนำไปสู่อาการถอนยา โดยเฉพาะเด็กที่กำลังใช้ยาโคลนิดีน

หากคุณกำลังรักษาภาวะความดันโลหิตสูง ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะรู้สึกเป็นปกติ ภาวะความดันโลหิตสูงนั้นมักจะไม่มีอาการ และคุณอาจต้องใช้ยาสำหรับความดันโลหิตสูงไปตลอดชีวิต

การเก็บรักษายาโคลนิดีน

ยาโคลนิดีนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโคลนิดีนบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาโคลนิดีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโคลนิดีน

โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาโคลนิดีน หาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • คุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • คุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ ของยาโคลนิดีนหรือยาอื่นๆ
  • คุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนใช้ยานี้

ยาคีโตโรแลคจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโคลนิดีน

เข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น

  • หัวใจเต้นเร็วหรือรัว
  • หัวใจเต้นช้ามาก (น้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที)
  • รู้สึกหายใจไม่อิ่ม แม้แต่จากการออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย
  • บวม น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • สับสน มองเห็นภาพหลอน
  • เป็นไข้ ผิวซีด
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • ชา หรือรู้สึกเย็นที่มือหรือเท้า
  • รู้สึกเหมือนจะหมดสติ
  • มีอาการระคายเคืองที่ผิวหนังอย่างรุนแรง รอยแดง บวม แสบร้อน หรือแผลพุพองในบริเวณที่แปะแผ่นยา

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่า มีดังนี้

  • รู้สึกวิงเวียน ง่วงซึม เหนื่อยล้า หรือกังวลใจ
  • ปากแห้ง
  • ตาแห้งหรือแสบร้อนที่ดวงตา มองเห็นไม่ชัด
  • ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก เบื่ออาหาร
  • นอนไม่หลับ
  • ปัสสาวะมากในตอนกลางคืน
  • ผดผื่นผิวหนังในระดับเบาหรือคัน
  • ความต้องการทางเพศลดลง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  • ผดผื่นผิวหนัง ผิวเปลี่ยนสี หรือระคายเคืองในระดับเบาตรงบริเวณที่แปะแผ่นยา

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาโคลนิดีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยาโคลนิดีน ได้แก่

  • ยาสำหรับโรคหัวใจหรือความดันโลหิตอื่นๆ
  • ยาต้านซึมเศร้า
  • ยาอื่นๆ ที่มียาโคลนิดีน

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโคลนิดีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโคลนิดีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่

  • ภาวะหัวใจเต้นช้า (Bradycardia)
  • โรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจอุดตัน (Coronary insufficiency)
  • ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
  • หัวใจขาดเลือดฉับพลัน (Heart attack)
  • สัญญาณไฟฟ้าหัวใจปิด (Heart block)
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ปัญหาเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ
  • ภาวะความดันโลหิตต่ำ (Hypotension)
  • โรคไต
  • ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • หมดสติ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโคลนิดีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • ขนาดยาเริ่มต้น (รับประทาน) : 0.1 ไม่โครกรัม รับประทานวันละสองครั้ง (เช้าและเย็น)
  • ขนาดยาปกติ : แบ่งให้ยา 0.2 ถึง 0.6 มก./วัน
  • ขนาดยาเริ่มต้น (แผ่นแปะยา) : ยาโคลนิดีน ทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก./24 ชั่วโมง) แปะยาสัปดาห์ละครั้ง
  • ขนาดยาปกติ : หากผ่านไป 1 ถึง 2 สัปดาห์แล้ว ระดับความดันโลหิตยังไม่ลดลงไปในระดับที่ต้องการ ให้เพิ่มขนาดยา โดยการเพิ่มแผ่นฟิล์มทีทีเอส-1 อีกหนึ่งแผ่น หรือเปลี่ยนไปใช้ยาที่ขนาดมากกว่า
  • การเพิ่มขนาดยามากกว่ายาโคลนิดีน ทีทีเอส-3 2 แผ่น มักจะไม่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

ยาเม็ดออกฤทธิ์นาน

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 0.17 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนนอน อาจเพิ่มขนาดยามากขึ้น 0.09 มก. รับประทานวันละครั้งในช่วงสัปดาห์หากจำเป็น เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ต้องการ
  • ขนาดยาปกติ : 0.17 มก. ถึง 0.52 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนนอน

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทานออกฤทธิ์นาน

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 0.17 มก. (2 มล.) รับประทานวันละครั้งก่อนนอน อาจเพิ่มขนาดยามากขึ้น 0.09 มก. (1 มล.) รับประทานวันละครั้งในช่วงสัปดาห์หากจำเป็น เพื่อให้ได้การตอบสนองที่ต้องการ
  • ขนาดยาปกติ : 0.17 มก. ถึง 0.52 มก. รับประทานวันละครั้งก่อนนอน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปวด

หยอดยาเข้าทางไขสันหลังอย่างต่อเนื่อง

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 30 ไมโครกรัม/ชั่วโมง
  • อาจปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับการบรรเทาอาการปวดและอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น
  • ขนาดยาสูงสุด : 40 ไมโครกรัม/ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการวินิจฉัยเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma)

  • 0.3 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง ยาโคลนิดีนนั้นแนะนำให้ใช้ต่อ เมื่อมีการการตรวจหาระดับพลาสมาแคททีโคลามีน (plasma catecholamines) ขั้นต้นแล้ว สามารถนำตัวอย่างขั้นต้นสองตัวอย่างที่ได้รับห่างกัน 5 นาทีจากสายฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำที่มีอยู่ หลังจากที่ผู้ป่วยนอนหงายนานกว่า 90 นาที (การสอดเข็มใหม่เพิ่มอาจจะเพิ่มความเข้มข้นของแคททีโคลามีน และทำให้ผลไม่ถูกต้องได้)
  • หลังจากให้ยาโคลนิดีนในขนาดเริ่มต้น อาจมีการนำตัวอย่างเลือดเพิ่มเติม 3 ครั้งเพื่อวัดระดับความเข้มข้นของพลาสม่าแคททีโคลามีน
  • โดยปกติแล้ว ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง และเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมานั้น จะไม่มีการลดลงของความเข้มข้นของพลาสม่าแคททีโคลามีนหลังจากการทดสอบการกด (suppression test) แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแต่ไม่มีเนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมานั้น จะมีการลดลงของความเข้มข้นของพลาสม่าแคททีโคลามีน เคยมีรายงานผลการตรวจลบเป็นเท็จ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตฉุกเฉิน

  • 0.2 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง อาจให้ยาเพิ่มขึ้นอีก 0.1 มก. หากจำเป็นและสามารถทนได้ให้ทุกๆ ชั่วโมงเพื่อควบคุมความดันโลหิต ควรรับทราบถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของความดันโลหิตที่รุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ขนาดยาโดยรวมต่อวันสูงสุดที่แนะนำสำหรับกรณีภาวะความดันโลหิตสูงฉุกเฉินใดๆ คือ 0.8 มก.
  • รายงานทางการแพทย์บางฉบับรายงานถึง ผลการลดความดันที่ไม่มีในผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง เนื่องจากยานี้ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางเพื่อยับยั้งการทำงานของระบบประสาทรอบนอกและผู้ป่วยเหล่านี้จะมีระบบประสาทส่วนกลางและระบบประสาทรอบนอกที่ยุ่งเหยิง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการเลิกสุรา

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการวิตกกังวล (Anxiety)

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อเพื่อการถอนยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepine)

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันโรคไมเกรน

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการระยะก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopausal Symptoms)

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการเลิกบุหรี่

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder)

  • 0.1 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-1 (TTS-1) (0.1 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการถอนยาเข้าฝิ่น (Opiate)

  • 0.2 มก. รับประทานวันละสองครั้งหรือแผ่นแผะยาซึมผ่านผิวหนังทีทีเอส-2 (0.2 มก.) สัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาโคลนิดีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Disorder):

อาจใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้เสริมในยากระตุ้น

ออกฤทธิ์ทันที (นอกฉลาก)

เด็กน้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 45 กก.

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 0.05 มก. รับประทานก่อนนอน เพิ่มอย่างต่อเนื่องทุกๆ 3 ถึง 7 วันในขนาด 0.05 มก. เพิ่ม 2 ครั้งต่อวัน แล้วตามด้วย 3 ครั้งต่อวัน แล้ว 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ : สำหรับผู้ป่วยที่น้ำหนัก 27 ถึง 40.5 กก. รับประทาน 0.2 มก./วัน สำหรับผู้ป่วยที่น้ำหนัก 40.5 ถึง 45 กก. รับประทาน 0.3 มก./วัน
  • เมื่อจะหยุดการรักษา ควรค่อยๆ ลดขนาดยาลงมา 1 ถึง 2 สัปดาห์

เด็กน้ำหนักมากกว่า 45 กก.

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 0.1 มก. รับประทานก่อนนอน เพิ่มอย่างติดต่อกันทุกๆ 3 ถึง 7 วันในขนาด 0.1 มก. เพิ่ม 2 ครั้งต่อวัน แล้วตามด้วย 3 ครั้งต่อวัน แล้ว 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาสูงสุด : 0.4 มก./วัน
  • เมื่อจะหยุดการรักษา ควรค่อยๆ ลดขนาดยาลงมา 1 ถึง 2 สัปดาห์

ยาออกฤทธิ์นาน ยาคัปวา (Kapva {R}) 

เด็กอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น : 0.1 มก. รับประทานก่อนนอน แล้วเพิ่มขึ้น 0.1 มก./วัน ทุกๆ 7 วันจนกว่าจะได้การตอบสนองที่ต้องการ ควรให้ยาวันละสองครั้ง (อาจจะแบ่งยาเท่ากันหรือให้ยาในขนาดที่สูงกว่าก่อนนอน)
  • ขนาดยาสูงสุด : 0.4 มก./วัน
  • หมายเหตุ : ยังไม่มีการประเมินการรักษาที่นานกว่า 5 สัปดาห์
  • เมื่อจะหยุดการรักษา ควรค่อยๆ ลดขนาดยาลงมาในขนาดที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0.1 มก. ทุกๆ 3 ถึง 7 วัน
  • ยาซึมผ่านเข้าผิวหนัง : เด็กอาจเปลี่ยนมาใช้ยาแบบซึมเข้าผิวหนังหลังจากใช้ยาแบบรับประทานเป็นการปรับขนาดยาเพื่อให้ได้ขนาดยาที่ดีที่สุดและเสถียร เคยมีการใช้ยาซึมผ่านเข้าผิวหนังในขนาดยาเท่าๆ กับขนาดยาโดยรวมของยาแบบรับประทานทั้งหมด
  • ขนาดของยาโคลนิดีนแบบออกฤทธิ์นานอาจให้เป็นยาชนิดเดียวหรือเป็นยาเสริมสำหรับยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ควรมีความแตกต่างตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับความต้องการในการรักษาและการตอบสนองของผู้ป่วย ควรเริ่มต้นขนาดยาที่ยาเม็ด 0.1 มก. หนึ่งเม็ดก่อนนอน และควรมีการปรับขนาดยาของแต่ละวันโดยเพิ่ม 0.1 มก./วัน ทุกสัปดาห์จนมีการตอบสนองตามที่ต้องการ อาจรับประทานยาวันละสองครั้งโดยรับประทานในขนาดยาที่เท่ากันหรือรับประทานยาขนาดที่มากกว่าก่อนนอน

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด
  • ยาแขวนตะกอน

กรณีฉุกเฉินหรือการใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่า

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง อยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

อะซีบูโทลอล (Acebutolol)

อะซีบูโทลอล (Acebutolol) มักใช้เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง ยานี้ยังสามารถใช้เพื่อรักษาความผิดปกติของอัตราการเต้นของหัวใจบางชนิดได้อีกด้วย 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ พฤศจิกายน 28, 2019

ไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin)

ยา ไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างการผ่าตัด ควบคุมอาการหัวใจล้มเหลวที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจวาย และอาการปวดหน้าอก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ มิถุนายน 27, 2019

เทลมิซาร์แทน (Telmisartan)

เทลมิซาร์แทน ใช้เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง อยู่ในกลุ่มของยา แองจิโอเทนซิน ทู รีเซฟเตอร์ บล็อกเกอร์ ทำงานโดยการคลายหลอดเลือด

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล