สุขภาพ

สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป และอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคุณได้แน่นอน

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพ

โรคที่มากับน้ำท่วม มีอะไรบ้าง? เช็กอาการและวิธีป้องกัน

น้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายชนิด เพราะน้ำท่วมขังอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล ขยะ เชื้อโรค และสารคัดหลั่งจากสัตว์ ขณะเดียวกันการต้องลุยน้ำ อยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะ หรือใช้ชีวิตในพื้นที่พักพิงร่วมกับคนจำนวนมาก ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคได้เช่นกัน น้ำท่วมขังอาจมีเชื้อโรคและสิ่งปฏิกูลปนเปื้อน จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยไม่จำเป็น หากต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูทและล้างเท้าด้วยสบู่ จากนั้นเช็ดให้แห้ง ดื่มเฉพาะน้ำสะอาดและกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ระวังไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดน่อง ตาแดง ถ่ายเหลว หายใจเหนื่อย หรือแผลบวมแดง หลังน้ำลดควรกำจัดแหล่งน้ำขังเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และทำความสะอาดบ้านโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม 1. โรคฉี่หนู โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis เป็นโรคสำคัญที่ต้องระวังหลังสัมผัสน้ำหรือดินที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณที่มีบาดแผลหรือรอยถลอก รวมถึงเยื่อบุตา ปาก และจมูก อาการที่ควรระวัง ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือหลัง ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน หากรุนแรงอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย หรือซึมลง วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำหรือโคลนโดยไม่จำเป็น หากต้องลุยน้ำควรสวมรองเท้าบูท ปิดบาดแผลไม่ให้สัมผัสน้ำ และหลังขึ้นจากน้ำควรล้างเท้าหรือบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยสบู่และเช็ดให้แห้งทันที หากหลังลุยน้ำประมาณ 1–2 สัปดาห์ มีไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะ ปวดน่องหรือหลัง ควรพบคุณหมอและแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำท่วมด้วย 2. น้ำกัดเท้าและโรคผิวหนังจากน้ำท่วม การแช่เท้าหรือลุยน้ำเป็นเวลานานทำให้ผิวหนังเปื่อยและระคายเคือง รวมถึงอาจเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาผิวหนังหรือติดเชื้อบริเวณเท้า […]

หมวดหมู่ สุขภาพ เพิ่มเติม

สำรวจ สุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

อดนอน ดูบอลดึก ยังไง ไม่ให้สุขภาพพัง!

ในช่วงการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับโลกอย่าง ฟุตบอลโลก และ World Cup 2026 แฟนบอลจำนวนมากอาาจจำเป็นต้องอดนอนหรือตื่นมาดูการแข่งขันตามเวลาแข่งจริง บางคนดูบอลแค่ทีมโปรด แต่บางคนอาจจะรอดูหลายคู่ต่อกัน พร้อมกับกินขนม ดื่มน้ำหวานหรือแอลกอฮอล์ และลุ้นจนหัวใจเต้นแรงตลอดเกม การดูบอล ไม่ใช่เรื่องผิด และยังเป็นความสุขของแฟนกีฬา แต่ถ้าดูบอลดึกบ่อยจนพักผ่อนไม่พอ กินมื้อดึกเป็นประจำ หรือปล่อยให้ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ อดนอน นอนน้อยสะสม ร่างกายฟื้นฟูไม่ทัน การนอนหลับเป็นเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ทั้งสมอง หัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบเผาผลาญ หากดูบอลดึกบ่อยจนเวลานอนลดลง ร่างกายอาจฟื้นตัวไม่เต็มที่ อาการที่มักเกิดจากการนอนน้อย ได้แก่ ง่วงระหว่างวัน อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หงุดหงิดง่าย ตัดสินใจช้าลง ทำงานผิดพลาดง่าย อยากกินของหวานหรืออาหารพลังงานสูงมากขึ้น หากอดนอนเป็นครั้งคราว ร่างกายอาจยังพอปรับตัวได้ แต่ถ้าอดนอนต่อเนื่องหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม และโรคหัวใจและหลอดเลือด กินดึกระหว่างดูบอล เสี่ยงกรดไหลย้อน การดูบอลมักมาพร้อมของกิน เช่น ของทอด อาหารรสจัด หมูกระทะ ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม หรือแอลกอฮอล์ หากกินมื้อใหญ่ตอนดึก แล้วนอนต่อทันทีหลังจบเกม อาจกระตุ้นอาการกรดไหลย้อนได้ อาการกรดไหลย้อนที่ควรสังเกต ได้แก่ แสบร้อนกลางอก […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

อากาศเปลี่ยนบ่อย เสี่ยงป่วยง่ายจริงไหม?

ช่วงนี้หลายคนอาจเริ่มต้นวันด้วยการเช็ก สภาพอากาศ หรือดู พยากรณ์อากาศ ว่า อากาศพรุ่งนี้ จะร้อน ฝนตก หรือเย็นลง เพราะอากาศที่เปลี่ยนเร็วส่งผลต่อการใช้ชีวิตโดยตรง ทั้งการแต่งตัว การเดินทาง การทำงานกลางแจ้ง และการดูแลสุขภาพ คำถามคือ อากาศเปลี่ยนบ่อยทำให้ป่วยง่ายจริงไหม? คำตอบคือ อากาศเปลี่ยนไม่ได้ทำให้เราป่วยทันทีเสมอไป แต่เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน อ่อนล้า หรือเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เดี๋ยวเย็น หรือมีความชื้นสูง หากร่างกายพักผ่อนไม่พอ กินอาหารไม่ครบ ดื่มน้ำน้อย หรืออยู่ในพื้นที่แออัดที่มีคนไอจามร่วมด้วย ก็อาจทำให้เสี่ยงเป็นไข้หวัด ภูมิแพ้อากาศ หรืออาการเจ็บคอ คัดจมูก ได้ง่ายขึ้น บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าอากาศเปลี่ยนเกี่ยวกับการป่วยอย่างไร และควรดูแลตัวเองแบบไหนให้แข็งแรงในทุกวัน อากาศเปลี่ยนบ่อย ทำไมหลายคนถึงป่วยง่าย เมื่ออุณหภูมิ ความชื้น หรือฝนเปลี่ยนแปลงเร็ว ร่างกายต้องปรับตัวตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ บางวันอากาศร้อนจัด ช่วงบ่ายฝนตกหนัก แล้วตอนกลางคืนอากาศเย็นลง คนที่พักผ่อนไม่พอหรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจรู้สึกไม่สบายตัวได้ง่าย ปัจจัยที่ทำให้ป่วยง่ายในช่วงอากาศเปลี่ยน เช่น ร่างกายปรับตัวไม่ทันเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนเร็ว เสื้อผ้าเปียกฝนหรือชื้นนาน ทำให้ร่างกายเย็น ความชื้นสูงทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว อากาศเย็นหรือฝุ่นละอองกระตุ้นภูมิแพ้ อยู่ในพื้นที่ปิดหรือแออัด ทำให้เชื้อทางเดินหายใจแพร่กระจายง่ายขึ้น นอนน้อย ทำงานหนัก หรือดื่มน้ำน้อย ทำให้ร่างกายฟื้นตัวไม่ดี กลุ่มที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

5 โรคที่มากับหน้าร้อน ที่ควรระวัง

เมื่อเข้าสู่ หน้าร้อน หลายคนอาจนึกถึงอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย กระหายน้ำ หรือผิวไหม้แดด แต่จริง ๆ แล้ว โรคที่มากับหน้าร้อน ไม่ได้มีแค่ปัญหาจากความร้อนเท่านั้น เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย น้ำและอาหารมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคมากขึ้น และร่างกายอาจเสี่ยงต่อภาวะเจ็บป่วยจากอากาศร้อนจัดได้เช่นกัน บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 โรคหน้าร้อน ที่ควรระวัง อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต และวิธีป้องกันง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน 1. โรคอุจจาระร่วง โรคอุจจาระร่วงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน สาเหตุหลักมักมาจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่ออากาศร้อน อาหารที่เก็บไม่เหมาะสมหรือวางทิ้งไว้นานอาจบูดเสียได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินและดื่ม อาการที่ควรสังเกต ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งใน 1 วัน ปวดท้องหรือปวดบิดเป็นช่วง ๆ อาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย รู้สึกอ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เด็กเล็กและผู้สูงอายุอาจมีอาการลุกลามได้เร็วกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำเมื่อมีอาการ จิบน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ดื่มสารละลายเกลือแร่ หรือ ORS เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เลือกกินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และสะอาด หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด หรือเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการถ่าย หากถ่ายบ่อยมาก อ่อนเพลีย ซึม ปากแห้งมาก หรือดื่มน้ำไม่ได้ ควรรีบไปพบคุณหมอ 2. ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับอาหาร น้ำ หรือสุขอนามัยที่ไม่ดี จุดที่ทำให้โรคนี้น่ากังวลคือ อาการเริ่มต้นอาจคล้ายไข้ทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากอากาศร้อน หรือคิดว่าเป็นแค่การกินอาหารผิดสำแดง อาการที่ควรสังเกต มีไข้สูงต่อเนื่องหลายวัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับวัยทำงาน ดูแลร่างกายให้พร้อมในทุกวัน

คนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยต้องเจอกับพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ทั้งการนอนดึก พักผ่อนไม่พอ ความเครียดสะสม กินอาหารไม่เป็นเวลา อยู่ในห้องแอร์ตลอดวัน หรือเดินทางบ่อย จนทำให้รู้สึกอ่อนล้า ป่วยง่าย และฟื้นตัวช้ากว่าเดิม หนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับการใช้ชีวิตประจำวันก็คือ “ภูมิคุ้มกัน” เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรง ระบบป้องกันของร่างกายก็จะทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสเจ็บป่วยและทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเสริมภูมิคุ้มกันจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่วัยทำงานควรเริ่มดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำไมคนทำงานจึงควรใส่ใจเรื่องภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันคือระบบป้องกันของร่างกาย ที่ช่วยรับมือกับเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม และความผิดปกติบางอย่างภายในร่างกาย หากระบบนี้ทำงานได้ดี ร่างกายก็จะมีโอกาสเจ็บป่วยน้อยลงและฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่ถ้าภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ก็อาจทำให้ป่วยง่ายกว่าปกติ สำหรับคนวัยทำงาน พฤติกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวันอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้ เช่น นอนน้อย เครียดสะสม กินอาหารไม่สมดุล ไม่ค่อยออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ป่วยบ่อยเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เหนื่อยง่าย ล้า ฟื้นตัวช้า สมาธิลดลง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หลายคนอาจเรียกว่า “ภูมิตก” แต่จริง ๆ แล้ว เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังรับมือกับการใช้ชีวิตหนัก ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ดังนั้น เรื่องภูมิคุ้มกันจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับวัยทำงาน แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงาน สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน การเริ่มดูแลตัวเองเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายพร้อมทั้งสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน เช็กลิสต์ดูแลภูมิคุ้มกัน สำหรับคนวัยทำงาน การดูแลภูมิคุ้มกันเริ่มได้จากกิจวัตรพื้นฐานที่ทำได้จริงทุกวัน ดังนี้ พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้พอ และพยายามเข้านอนให้เป็นเวลา […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ทำความรู้จัก "ปลูกฝี" สำคัญยังไง ยังจำเป็นอยู่ไหม

การปลูกฝีเคยเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โรคฝีดาษ (Smallpox) เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ วัคซีนป้องกันฝีดาษซึ่งเริ่มต้นจากการปลูกฝี ไม่เพียงช่วยลดการเสียชีวิตนับล้านคนทั่วโลก แต่ยังนำไปสู่การประกาศกำจัดโรคฝีดาษอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2523  อย่างไรก็ตาม ความทรงจำเกี่ยวกับการปลูกฝีเริ่มจางหายไปเมื่อวัคซีนนี้ไม่ได้เป็นที่จำเป็นในยุคปัจจุบัน บทความนี้จะพาผู้อ่านย้อนรอยความสำคัญของการปลูกฝีในอดีต และพิจารณาว่าการปลูกฝียังมีความจำเป็นในยุคสมัยใหม่หรือไม่ [embed-health-tool-vaccination-tool] ปลูกฝี ในอดีตเป็นอย่างไร? การปลูกฝีเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1796 โดย ดร.เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ผู้ค้นพบว่าวัคซีนจาก Cowpox สามารถป้องกันโรคฝีดาษได้ ทำให้เกิดการพัฒนาวัคซีนที่ใช้ทั่วโลกเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคร้ายแรงนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รณรงค์ฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษที่ 20 จนนำไปสู่การประกาศว่าฝีดาษถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ในปี 1980 สำหรับประเทศไทย การปลูกฝีเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมักทิ้งรอยแผลเป็นเล็ก ๆ บริเวณหัวไหล่ หลังจากการกำจัดโรคฝีดาษอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2523 การปลูกฝีก็หยุดลง แต่กลับมาเป็นประเด็นที่น่าสนใจอีกครั้งในยุคที่โรคฝีดาษลิงระบาด โดยวัคซีนที่พัฒนาจากวัคซีน Smallpox เช่น JYNNEOS กำลังถูกศึกษาเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่นี้ โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากไวรัสในตระกูล Orthopoxvirus ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคฝีดาษ (Smallpox) แม้ว่าจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่โรคฝีดาษลิงมีอาการรุนแรงน้อยกว่าและมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า โรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อ ไวรัส Monkeypox ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในลิงในปี ค.ศ. 1958 และตรวจพบในมนุษย์ครั้งแรกในปี […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เช็กด่วน! วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำทุกปี มีอะไรบ้าง

การฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปีมีความสำคัญในการช่วยป้องกันโรคที่สามารถแพร่ระบาดได้ง่าย และลดความรุนแรงของโรค ซึ่งนอกจากจะช่วยปกป้องตัวเองแล้วยังสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในสังคมได้อีกด้วย บทความนี้จะมาแนะนำ เช็กลิสต์ วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำในแต่ละปี รวมไปถึงวัคซีนกระตุ้นที่ควรได้รับ [embed-health-tool-vaccination-tool] วัคซีนที่ควรฉีด เป็นประจำทุกปี มีอะไรบ้าง 1. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ไวรัสทุกปี วัคซีนจึงได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น ๆ ดังนั้น จึงควรเข้ารับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ คือช่วงก่อนฤดูฝนและฤดูหนาว การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของอาการ อีกทั้งยังช่วยลดการแพร่ระบาดในชุมชนได้อีกด้วย กำหนดการรับวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ ฉีดปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปี กลุ่มเป้าหมายที่ควรฉีด เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคปอด หญิงตั้งครรภ์ บุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่อยู่ในสถานพยาบาล 2. วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) วัคซีน MMR เป็นชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ ช่วยป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันหรือไม่แน่ใจว่าตัวเองได้รับวัคซีนมาก่อน กำหนดการรับวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ 2 เข็ม สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้รับ หรือไม่ทราบประวัติการได้รับวัคซีน (ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์) กลุ่มเป้าหมายที่ควรฉีด ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน MMR […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

ไขข้อสงสัย วัคซีนคืออะไร? อันตรายจริงไหม?

วัคซีน คือ สารที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค โดยเลียนแบบการติดเชื้อ ทำให้ร่างกายสามารถจดจำและป้องกันโรคนั้นได้ในอนาคต โดยไม่ต้องป่วยก่อน วัคซีนถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด ช่วยลดอัตราการตายและโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก แต่หลายคนยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีน บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยว่าวัคซีนอันตรายจริงหรือไม่ พร้อมอธิบายความเข้าใจผิด ๆ ที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับวัคซีน [embed-health-tool-vaccination-tool] วัคซีนคืออะไร และทำงานอย่างไร วัคซีน คือสารที่นำเข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดการตอบสนอง โดยเลียนแบบการติดเชื้อ ทำให้ร่างกายสามารถจดจำเชื้อโรคและสร้างแอนติบอดีขึ้นมาป้องกันตนเองในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคนั้นมาก่อน เพื่อช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคเมื่อมีการติดเชื้อจริง วัคซีน แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้ วัคซีนชนิดเชื้อตาย ใช้เชื้อโรคที่ตายแล้วเป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัคซีนชนิดเชื้อเป็น ใช้เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนแรงหรือหมดฤทธิ์จนไม่สามารถก่อโรคได้ แต่ยังสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ วัคซีนที่ผลิตจากพิษของเชื้อโรค ใช้พิษของเชื้อโรคที่ถูกทำให้หมดฤทธิ์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วัคซีนอันตรายจริงไหม แม้ว่าการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคจะเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายใจปัจจุบัน แต่หลายคนก็อาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการฉีดวัคซีน คิดว่าวัคซีนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย จริง ๆ แล้ว วัคซีนไม่อันตรายหากใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม วัคซีนที่ใช้ในปัจจุบันล้วนผ่านการทดสอบและการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดก่อนนำมาใช้งานจริง แม้ว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงนั้นจะไม่รุนแรง และมักหายไปภายในไม่กี่วัน ในขณะที่ผลข้างเคียงรุนแรงนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก และมักเกี่ยวข้องกับการแพ้ส่วนประกอบในวัคซีน ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ผลข้างเคียงทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีน มีดังนี้ ปวด แดง คัน บวม หรือแสบบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำ อาการเหล่านี้มักจะไม่รุนแรง และหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีอาการแพ้ที่รุนแรงหลังจากรับวัคซีนได้ ดังนี้ หายใจลำบาก หน้าหรือคอบวม […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

เช็ก! ตารางวัคซีน ตามช่วงอายุ อายุเท่าไหร่ควรฉีดวัคซีนอะไร?

การฉีดวัคซีน เป็นวิธีในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เพื่อช่วยในการป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละประเทศก็อาจจะมีแผนงานการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันออกไป แต่ว่าวัคซีนอะไร ควรฉีดเมื่อไหร่ ลองเช็กได้ใน ตารางวัคซีน ตามช่วงอายุ ในบทความนี้ [embed-health-tool-vaccination-tool] ตารางวัคซีน ตามช่วงอายุ ตารางวัคซีนเด็ก แรกเกิด วัคซีนป้องกันตับอักเสบ B (HB1): ควรให้เข็มแรกภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด วัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG): ฉีดก่อนจะออกจากโรงพยาบาล 1 เดือน วัคซีนป้องกันตับอักเสบ B (HB2): เฉพาะสำหรับทารกที่คลอดจากแม่ที่มีพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี 2 เดือน วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib1): เข็มที่ 1 วัคซีนป้องกันโปลิโอ (IPV1): วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เข็มที่ 1 วัคซีนโรต้า (Rota1): วัคซีนโรต้า เข็มที่ 1 4 เดือน วัคซีนป้องกันคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ฮิบ (DTP-HB-Hib2): เข็มที่ 2 วัคซีนป้องกันโปลิโอ (IPV2): วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เข็มที่ 2 วัคซีนโรต้า (Rota2): วัคซีนโรต้า เข็มที่ […]


ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป

โรคไวรัสตับอักเสบบี คือโรคอะไร ใครควรได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

โรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) เป็นหนึ่งในไวรัสตับอักเสบ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เป็นชนิดที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยตรง มีเพียงยาที่ช่วยไม่ให้ตับถูกทำลาย โรคไวรัสตับอักเสบบี จึงเป็นโรคที่ควรตรวจคัดกรองเพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็ว และป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี  [embed-health-tool-vaccination-tool] โรคไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร ไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคตับอักเสบชนิดหนึ่ง หรือเกิดจากการอักเสบของเซลล์ตับ สาเหตุจากการ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) อาจทำให้เซลล์ตับตาย ความรุนแรงของโรคไวรัสตับอักเสบ บี เมื่อเป็นเรื้อรังจะเกิดพังผืด อาจกลายเป็นตับแข็ง นำสู่โรคมะเร็งตับได้  การติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  ส่วนใหญ่การติดต่อของโรคเกิดจากการถ่ายทอดจากแม่ที่ติดเชื้อสู่ทารก ไม่ติดต่อผ่านทางการสัมผัสภายนอก ไม่ติดต่อหลักทางน้ำลาย แต่ติดต่อได้ ดังนี้ สามารถเกิดได้จากการเจาะหรือสักผิวหนัง ด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน เชื้อเข้าทางบาดแผล หรือการใช้ยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน  สัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะไม่แสดงอาการในทันที แต่จะใช้เวลาฟักตัว 2-3 เดือน จึงเริ่มมีอาการ เช่น เกิดการอ่อนเพลียคล้ายกับโรคหวัด คลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นใต้ชายโครงขวาจากตับโต  สีปัสสาวะเข้มขึ้น […]


ข่าวสารสุขภาพทั่วไป

วัคซีนบาดทะยัก ผู้ใหญ่ กี่เข็ม และเมื่อไหร่ถึงควรฉีด

เมื่อเกิดแผลบนร่างกายจนเลือดออก หลายคนจะนึกถึง โรคบาดทะยัก โดยเฉพาะตอนที่ถูกของมีคมซึ่งขึ้นสนิมบาดร่างกาย จริง ๆ แล้วโรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ป้องกันได้หรือไม่ วัคซีนบาดทะยัก เมื่อฉีดให้ผู้ใหญ่ ต้องฉีดวัคซีนกี่เข็ม  [embed-health-tool-bmi] โรคบาดทะยัก คืออะไร โรคบาดทะยัก (Tetanus) จัดว่าเป็นโรคติดเชื้อที่อยู่ในกลุ่มของโรคทางประสาทและกล้ามเนื้อ สาเหตุของโรคบาดทะยัก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า Clostidium tetani ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้จะผลิต Exotoxin มีพิษต่อเส้นประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ เกิดเป็นอาการหดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา อาการเริ่มแรกของโรคบาดทะยัก กล้ามเนื้อขากรรไกรจะเกร็ง จนอ้าปากไม่ได้ โรคบาดทะยัก จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า โรคขากรรไกรแข็ง (Lockjaw) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคอแข็ง หลังแข็ง จากนั้นจะเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วทั้งตัว และเสี่ยงต่ออาการชัก เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในรูปแบบของสปอร์ พบได้ในดินตามพื้นหญ้า ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยมูลสัตว์ และพบได้ในลำไส้ของคนและสัตว์ โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล แบ่งตัวและขับ Exotoxin ออกมา โดยเฉพาะในแผลลึกที่เชื้อจะเจริญแบ่งตัวได้ดี  เช่น  บาดแผลจากตะปูตำ  แผลไฟไหม้  แผลจากน้ำร้อนลวก  เกิดผิวหนังถลอกเป็นบริเวณกว้าง  เกิดบาดแผลในปาก ฟันผุ  เชื้อแบคทีเรียเข้าทางหูที่อักเสบ จากการใช้เศษไม้หรือต้นหญ้าที่มีเชื้อ มาแคะฟันหรือแยงในใบหู อาการของโรคบาดทะยัก ระยะจากที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีอาการขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ได้ มีอาการคอแข็ง  หลังจากอาการแรก […]

ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา
ad iconโฆษณา

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของเรา

ทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของ Hello คุณหมอ ประกอบไปด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาร่วมสร้างสรรค์บทความในเว็บไซต์ของเราตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญของเราจะช่วยรับรองว่าข้อมูลด้านสุขภาพของเราถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และตรงตามหลักฐานจากงานวิจัยล่าสุด
ทีมผู้เชี่ยวชาญของเรามุ่งมั่นเต็มที่ในการช่วยให้คุณได้รับข้อมูลและความรู้ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ เข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ และพร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพกับคุณเสมอ เพื่อให้คุณได้รับทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

ดูผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ชุมชน