แมกนีเซียม (Magnesium)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

ข้อบ่งใช้

แมกนีเซียมใช้สำหรับ

แมกนีเซียม (Magnesium) คือแร่ธาตุที่สำคัญกับโครงสร้างกระดูกปกติในร่างกาย คนสามารถได้รับแมกนีเซียมจากอาหาร แต่ในบางครั้งอาจต้องการอาหารเสริมแมกนีเซียม หากมีระดับของแมกนีเซียมต่ำเกินไป ระดับของแมกนีเซียมในร่างกายต่ำมีความเกี่ยวข้องกับโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดอุดตัน โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมอง

คนรับประทานแมกนีเซียมเพื่อป้องกันการขาดแมกนีเซียม และยังใช้ยาระบายสำหรับอาการท้องผูก และเพื่อเตรียมลำไส้สำหรับการผ่าตัด หรือขั้นตอนการวินิจฉัยโรค และยังใช้เป็นยาลดกรดสหรับภาวะกรดเกิน

บางคนยังใช้แมกนีเซียมสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งอาการเจ็บหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (LDL) สูง ระดับคอเลสเตอรอลไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง (HDL) ต่ำ โรคลิ้นหัวใจ เช่น ภาวะที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจไมตรัล (mitral valve prolapse) กลุ่มอาการอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) หลอดเลือดอุดตัน (coronary artery disease) โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจล้มเหลวฉับพลัน

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

แมกนีเซียมยังใช้เพื่อรักษาโรคสมาธิสั้น (attention deficit-hyperactivity disorder) ความกังวลใจ อาการอ่อนล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome) โรคไลม์ (Lyme disease) ไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia) โรคซิสติก ไฟโบรซิส (cystic fibrosis) โรคพิษสุราเรื้อรัง ภาวะแมเนีย ฟื้นฟูจากการผ่าตัด ปวดเกร็งกล้ามเนื้อขาในเวลากลางคืนและขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน นิ่วในไต ปวดศีรษะไมเกรน อาการปวดระยะยาวที่เรียกว่ากลุ่มอาการเจ็บปวดเฉพาะที่แบบซับซ้อน (complex regional pain syndrome) กระดูกพรุน (osteoporosis) กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual syndrome) อาการเมาที่สูง ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (urinary incontinence) อาการที่ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนและรอยปื้นแดงที่เรียกว่า อีริโทรเมลัลเจีย (erythromelalgia) โรคขาไม่อยู่สุข (restless leg syndrome) โรคหอบหืด ไข้ละอองฟาง (hayfever) โรคเอ็มเอส (multiple sclerosis) ป้องกันการสูญเสียการได้ยิน และโรคมะเร็ง

ในบางครั้งนักกีฬาจะใช้แมกนีเซียมเพื่อเพิ่มพลังและความอึด

บางคนทาแมกนีเซียมบนผิว เพื่อรักษาแผลติดเชื้อที่ผิวหนัง แผลน้ำร้อนลวก และฝีฝักบัว (Carbuncle) และเพื่อเร่งความเร็วในการเยียวยาตัวเองของบาดแผล แมกนีเซียมยังใช้ในการประคบเย็น เพื่อรักษาอาการติดเชื้อที่ผิวหนังอย่างรุนแรง ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียอักเสบ หรือโรคไฟลามทุ่ง (erysipelas) และใช้ประคบร้อนสำหรับการติดเชื้อที่ฝังลึกอยู่ในผิวหนัง

ฉีดแมกนีเซียมเข้าสู่ร่างกายเพื่อเป็นการให้สารอาหาร และรักษาอาการขาดแมกนีเซียมที่เกิดในผู้ป่วย ที่มีการติดเชื้อที่ตับอ่อน การดูดซึมแมกนีเซียมผิดปกติ และโรคตับแข็ง แล้วยังฉีดเพื่อรักษาอาการความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ และอาการแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์อื่นๆ

แมกนีเซียมยังใช้ฉีดเพื่อควบคุมอาการชัก รักษาอาการหัวใจเต้นไม่ปกติ และควบคุมอาการหัวใจเต้นไม่ปกติ หลังจากอาการหัวใจล้มเหลวฉับพลัน และสำหรับอาการหัวใจหยุดเต้น นอกจากนี้ยังใช้เพื่อรักษาโรคหอบหืด และอาการแทรกซ้อนของโรคปอดอื่นๆ โรคปวดศีรษะไมเกรนและแบบคลัสเตอร์ (cluster headaches) แมงกระพรุนต่อย เป็นพิษ ปวด บวมในสมอง ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด อาการบาดเจ็บที่ศีรษะและมีเลือดออก โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell disease) ป้องกันโรคสมองพิการ (cerebral palsy) และรักษาบาดทะยัก (tetanus)

การทำงานของแมกนีเซียม

ยังไม่มีงานวิจัยที่เพียงพอเกี่ยวกับการทำงานของแมกนีเซียม โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่าแมกนีเซียมนั้นจำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม และซ่อมแซมกระดูก แมกนี้เซียมยังจำเป็นต่อการทำงานที่เหมาะสมของเส้นประสาท กล้ามเนื้อ และส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ในกระเพาะอาหาร แมกนีเซียมนั้นจะช่วยทำให้กรดในกระเพาะอาหารเป็นกลาง และเคลือนย้ายอุจจาระผ่านลำไส้

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้แมกนีเซียม

ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรในกรณีต่อไปนี้

  • คุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากขณะที่คุณกำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร คุณควรจะใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • คุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ นี่รวมไปถึงยาที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งสามารถหาซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา
  • หากคุณมีอาการแพ้สารแมกนีเซียมชนิดใดก็ตาม ยาอื่นๆ หรือสมุนไพรอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการเจ็บป่วยอื่นใด มีความผิดปกติ หรือมีอาการโรคใดๆ
  • หากคุณมีอาการภูมิแพ้อื่นๆ เช่น แพ้อาหาร แพ้สีย้อม แพ้สารกันบูด หรือแพ้สัตว์

ข้อบังคับในการใช้อาหาเสริมนั้น มีเข้มงวดน้อยกว่าข้อบังคับในการใช้ยา ยังต้องการงานวิจัยอีกมาก เพื่อบ่งชี้ความปลอดภัย ประโยชน์ของอาหารเสริมนี้จะต้องมีมากกว่าความเสี่ยงก่อนที่จะใช้งาน โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ความปลอดภัยของแมกนีเซียม

แมกนีเซียมมีแนวโน้มที่จะปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ หากรับประทานอย่างเหมาะสม หรือใช้เมื่อได้รับใบสั่งยาเท่านั้น และใช้ยาแบบฉีดได้อย่างถูกต้อง

ขนาดยาต่ำกว่า 350 มก. ต่อวัน ถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ หากรับประทานในปริมาณมาก แมกนีเซียมอาจจะไม่ปลอดภัย

ข้อควรระวังเป็นพิเศษและคำเตือน

ผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร

แมกนีเซียมมีแนวโน้มที่จะปลอดภัยกับผู้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หากใช้ในขนาดที่ต่ำกว่า 350 มก. ต่อวัน แมกนีเซียมจะปลอดภัย หากฉีดยาเป็นช็อต หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำก่อนก่อนคลอดบุตร แมกนีเซียมอาจจะไม่ปลอดภัย หากรับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดในขนาดยาที่สูง

เด็ก

แมกนีเซียมมีแนวโน้มที่จะปลอดภัยกับคนส่วนใหญ่ หากรับประทานอย่างถูกต้อง หรือใช้เมื่อได้รับใบสั่งยาเท่านั้น และใช้ยาแบบฉีดได้อย่างถูกต้อง แมกนีเซียมจะปลอดภัยหาก หากใช้ในขนาดที่ต่ำกว่า 65 มก. สำหรับเด็กอายุ 1-3 ปี 110 มก. สำหรับเด็กอายุ 4-8 ปี และ 350 มก. สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 8 ปี แมกนีเซียมอาจจะไม่ปลอดภัย หากใช้ในขนาดยาที่สูง

พิษสุราเรื้อรัง

ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะขาดแมกนีเซียม

โรคเลือดออกผิดปกติ

แมกนีเซียมอาจจะชะลอการแข็งตัวของเลือด ในทางทฤษฏีแล้ว แมกนีเซียมอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก หรือเกิดรอยช้ำ ในผู้ที่เป็นโรคเลือดออกผิดปกติ

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแมกนีเซียม การควบคุมโรคเบาหวานได้ไม่ดี จะลดปริมาณการดูดซึมแมกนีเซียมของร่างกาย

ผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแมกนีเซียม เนื่องจากการดูดซึมแมกนีเซียมของร่างกายลดลง และอาจจะมีโรคที่สามารถส่งผลต่อการดูดซึมของแมกนีเซียมอีกด้วย

ภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง (Heart block)

ไม่ควรใช้แมกนีเซียมในขนาดที่สูง (มักจะมาจากการฉีดยาเข้าหลอดเลือด) กับผู้ป่วยที่มีภาวะสัญญาณไฟฟ้าหัวใจถูกขัดขวาง

โรคที่สามารถส่งผลต่อการดูดซึมของแมกนีเซียม

ปริมาณของแมกนีเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้นั้นอาจจะลดลง เพราะอาการหลายๆ อย่าง เช่น การติดเชื้อในกระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน (immune diseases) โรคสำไส้อักเสบและอื่นๆ

โรคไต

เช่น ไตวาย ไตที่ทำงานไม่ดีอาจจะมีปัญหาในการกำจัดแมกนีเซียมออกจากร่างกาย การบริโภคแมกนีเซียมเพิ่มเติม สามารถทำให้แมกนีเซียมสะสมในร่างกายในระดับที่อันตราย อย่าบริโภคแมกนีเซียมหากคุณเป็นโรคไต

โรคขาไม่อยู่สุข (Restless leg syndrome)

คนที่เป็นโรคขาไม่อยู่สุขอาจมีระดับแมกนีเซียมสูง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าแมกนีเซียมทำให้เกิดอาการนี้ เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคขาไม่อยู่สุขก็มีภาวะขาดแมกนีเซียมเช่นกัน

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้แมกนีเซียม

สำหรับบางคน แมกนีเซียมอาจจะทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และผลข้างเคียงอื่นๆ

แมกนีเซียมในขนาดสูง อาจจะทำให้แมกนีเซียมสะสมในร่างกายมากเกินไป ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น หัวใจเต้นไม่ปกติ ความดันโลหิตต่ำ สับสน หายใจช้า อาการโคม่า และเสียชีวิต

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยาต่อแมกนีเซียม

แมกนีเซียมอาจมีปฏิกิริยากับยาที่คุณกำลังใช้อยู่ หรือโรคที่คุณเป็น โปรดปรึกษากับแพทย์ก่อนการใช้

ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยาต่อแมกนีเซียมมีดังนี้

  • ยาปฏิชีวนะอะมิโนไกลโคไซด์ (Aminoglycoside antibiotics)

ยาปฏิชีวนะบางตัวอาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อ ยาปฏิชีวนะเหล่านี้เรียกว่าอะมิโนไกลโคไซด์ แมกนีเซียมก็สามารถส่งผลต่อกล้ามเนื้อได้เช่นกัน การใช้ยาปฏิชีวนะเหล่านี้ร่วมกับแมกนีเซียมอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ

ยาปฏิชีวนะบางชนิด ได้แก่ ยาอะมิคาซิน (amikacin) อย่างเช่นอะมิคิน (Amikin) ยาเจนตามัยซิน (gentamicin) อย่างเช่นการามัยซิน (Garamycin) ยากานามัยซิน (kanamycin) อย่างเช่นกันเทร็กซ์ (Kantrex) ยาสเตรปโตมัยซิน (streptomycin) ยาโทบรามัยซิน (tobramycin) อย่างเช่นเน็บซิน (Nebcin) และอื่น ๆ

  • ยาปฏิชีวนะควิโนโลน (Quinolone antibiotics)

แมกนีเซียมอาจลดปริมาณการดูดซึมยาปฏิชีวนะของร่างกาย การใช้แมกนีเซียมร่วมกับยาปฏิชีวนะบางชนิด อาจลดประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ ควรใช้ยาปฏิชีวนะเหล่านี้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ถึง 6 ชั่วโมงหลังจากที่รับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียม

ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่มีผลต่อแมกนีเซียม ได้แก่ ยาซิโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) อย่างเช่นซิโปร (Cipro) ยาอีนอกซาซิน (enoxacin) อย่างเช่นเพเนเทร็กซ์ (Penetrex) ยานอร์ฟลอกซาซิน (norfloxacin) อย่างเช่นชิบร็อกซ์ซิน (Chibroxin) หรือโนโรซิน (Noroxin) ยาสปาร์ฟลอกซาซิน (sparfloxacin) อย่างเช่นซาแกม (Zagam) ยาโทวาฟลอกซ์ซาซิน (trovafloxacin) อย่างเช่นโทรแวน (Trovan) และยาเกรพพาฟลอกซาซิน (grepafloxacin) อย่างเช่นแรกซ์ซาร์ (Raxar)

  • ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน (Tetracycline antibiotics)

แมกนีเซียมสามารถเกาะติดกับยาเตตราไซคลีนในกระเพาะอาหาร ทำให้ลดปริมาณของยาเตตราไซคลีนที่ร่างกายจะดูดซึมได้ การรับประทานแมกนีเซียมคู่กับยาเตตราไซคลีน อาจจะลดประสิทธภาพของยาเตตราไซคลีนได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ ควรรับประทานแคลเซียม 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 4 ชั่วโมง หลังรับประทานยาเตตราไซคลีน

ยาในกลุ่มเตตราไซคลีนบางชนิดมีดังนี้ ยาเดเมโคลไซคลีน (demeclocycline) อย่างเช่นเดโคลมัยซิน (Declomycin) ยามิโนไซคลีน (minocycline) อย่างเช่นไมโนซิน (Minocin) และยาเตตราไซคลีน อย่างเช่นอะโครมัยซิน (Achromycin)

  • ยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ (Bisphosphonates)

แมกนีเซียมสามารถลดปริมาณการดูดซึมยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ของร่างกายได้ การใช้แมกนีเซียมคู่กับยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ สามารถลดประสิทธิผลของยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยานี้ ให้ใช้ยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์อย่างน้อยสองชั่วโมงก่อนแมกนีเซียม หรือหลังจากนั้น

ยากลุ่มไบฟอสโฟเนตส์บางชนิดได้แก่ ยาอะเลนโดรเนต (alendronate) อย่างเช่นโฟซาแมกซ์ (Fosamax) ยาเอดทิโดรเนท (etidronate) อย่างเช่นไดโดรเนล (Didronel) ยาเรซิโดรเนท (risedronate) อย่างเช่นแอคโทเนล (Actonel) ยาทิลูโดรเนท (tiludronate) อย่างเช่นสเกลลิด (Skelid) และอื่น ๆ

  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูงกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium channel blockers)

แมกนีเซียมอาจลดระดับความดันโลหิตได้ การใช้แมกนีเซียมร่วมกับยาเพื่อรักษาอาการความดันโลหิตสูง อาจทำให้ความดันโลหิตของคุณต่ำเกินไป

ยาสำหรับอาการความดันโลหิตสูงบางชนิด ได้แก่ ยาไนเฟดิปีน (nifedipine) อย่างเช่นอะดาลัท (Adalat) หรือโพรคาเดีย (Procardia) ยาเวอราปามิล (verapamil) อย่างเช่นคาลัน (Calan) หรือไอซอปทิน (Isoptin) หรือเวเรลัน (Verelan) ยาดิลไทอะเซม (diltiazem) อย่างเช่นคาร์ดิเซม (Cardizem) ยาอิสราดิพีน (isradipine) อย่างเช่นไดนาเซิร์ก (DynaCirc) ยาฟิโลดิปีน (felodipine) อย่างเช่นเพลนดิล (Plendil) ยาแอมโลดิปีน (amlodipine) อย่างเช่นนอร์วาสก์ (Norvasc) และอื่นๆ

  • ยาคลายกล้ามเนื้อ

แมกนีเซียมช่วยคลายกล้ามเนื้อ การรับประทานแมกนีเซียมคู่กับยาคลายกล้ามเนื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงของยาคลายกล้ามเนื้อ

ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิดได้แก่ ยาคาริโซโพรดอล (carisoprodol) อย่างเช่นโซมา (Soma) ยาไพพิคิวโรเนียม (pipecuronium) อย่างเช่นอาร์ดูอาน (Arduan) ยาออเฟเนดรีน (orphenadrine) อย่างเช่นแบนเฟล็กซ์ (Banflex) หรือดิซิพิล (Disipal) ยาไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) ยาแกลลามีน (gallamine) อย่างเช่นแฟล็กซิดิล (Flaxedil) ยาอะตราคิวเรียม (atracurium) อย่างเช่นแทรคเรียม (Tracrium) ยาแพนคูโรเนียม (pancuronium) อย่างเช่นพาวูลอน (Pavulon) ยาซักซินิลโคลีน (succinylcholine) อย่างเช่นอะเนคทีน (Anectine) และอื่นๆ

  • ยาขับปัสสาวะกลุ่มโปแตสเซียม-สแปริ่ง ไดยูเรติก (Potassium-sparing diuretics)

ยาขับปัสสาวะสามารถเพิ่มระดับของแมกนีเซียมในร่างกายได้ การรับประทานยาขับปัสสาวะคู่กับแมกนีเซียม อาจทำให้มีแมกนีเซียมในร่างกายมากเกินไป

ยาขับปัสสาวะที่เพิ่มแมกนีเซียมในร่างกาย ได้แก่ ยาอะมิโลไรด์ (amiloride) อย่างเช่นมิดามอร์ (Midamor) ยาสไปโรโนแลคโตน (spironolactone) อย่างเช่นอัลแดคโทน (Aldactone) และยาไตรแอมเทอรีน (triamterene) อย่างเช่นไดเนเนียม (Dyrenium)

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการใช้ยานี้

ขนาดปกติของการใช้แมกนีเซียม

ขนาดยาต่อไปนี้ได้รับการศึกษาในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว

สำหรับผู้ใหญ่

รับประทาน

  • ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวันสำหรับธาตุแมกนีเซียม: 19-30 ปี 400 มก. (ผู้ชาย) และ 310 มก. (ผู้หญิง) 31 ปีขึ้นไป 420 มก. (ผู้ชาย) และ 320 มก. (ผู้หญิง) สำหรับผู้ตั้งครรภ์อายุ 14-18 ปี ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวันคือ 400 มก. 19-30 ปี 350 มก. 31-50 ปี 360 มก. สำหรับผู้ให้นมบุตร 14-18ปี ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวันคือ 360 มก. 19-30 ปี 310 มก. 31-50 ปี 320 มก. ปริมาณสารอาหารสูงสุดที่สามารถบริโภคได้ในแต่ละวันสำหรับแมกนีเซียมคือ 350 มก. สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 8 ปี รวมไปถึงผู้ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • สำหรับอาการท้องผูก: รับประทานแมกนีเซียมซิเทรต 8.75-25 กรัม ตามปกติแล้วคือใช้ 150-300 มล. ในสารละลาย 290 มล. และมีการใช้แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 2.4-4.8 กรัม นอกจากนี้ยังมีการใช้แมกนีเซียมซัลเฟต 10-30 กรัม เกลือแมกนีเซียมควรใช้เฉพาะสำหรับการรักษาอาการท้องผูกเป็นครั้งคราว และควรรับประทานพร้อมกับน้ำเต็มแก้ว 8 ออนซ์
  • สำหรับอาการอาการไม่ย่อย: รับประทานแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 400-1200 mg เป็นเวลา 4 ครั้งต่อวัน นอกจากนี้ยังมีการใช้แมกนีเซียมออกไซด์ 800 มก. ต่อวัน
  • สำหรับการอาการขาดแมกนีเซียม: รับประทานแมกนีเซียมซัลเฟต 3 กรัม ทุกๆ 6 ชม. เป็นจำนวน 4 ครั้ง สารละลายแมกนีเซียมคลอไรด์ 5% รับประทานเป็นประจำทุกวันเป็นเวลา 16 สัปดาห์ มีการใช้น้ำแร่ที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม อย่างเฮพาร์ (Hepar) บรรจุ 110 มก./ลิตร รับประทานแมกนีเซียมแลคเตต 10.4 มิลลิโมล ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ควรหลีกเลี่ยงแมกนีเซียมออกไซด์และแมกนีเซียมคาร์บอเนต
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia): รับประทานแมกนีเซียม-ดีแอล-ไฮโดรเจน แอสพาร์เตด (magnesium-DL-hydrogen aspartate) 2.163 มก. และโพแทสเซียม-ดีแอล-ไฮโดรเจน แอสพาร์เตด (potassium-DL-hydrogen aspartate) 2.162 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 21 วัน
  • สำหรับอาการปวดเค้นหน้าอกเนื่องจากหลอดเลือดอุดตัน: แมกนีเซียมออกไซด์ 800-1200 มก. รับประทานทุกวัน เป็นเวลา 3 เดือน
  • สำหรับโรคเบาหวาน: สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รับประทานแมกนีเซียมคลอไรด์ 2.5 กรัมในสารละลาย 50 มล. ทุกวัน เป็นเวลา 16 สัปดาห์ รับประทานแมกนีเซียม 360 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 4 ถึง 16 สัปดาห์ สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 รับประทานอาหารเสริมแมกนีเซียมกลูโคเนต (magnesium gluconate) บางชนิดอย่างอัลตราแมกนีเซียม (Ultramagnesium) 300 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 5 ปี
  • สำหรับโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia): มีการใช้แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ร่วมกับกรดมาลิก อย่างยาซุปเปอร์มาลิก (Super Malic tablets) รับประทานแมกนีเซียมซิเตรต 300 มก. ทุกวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์
  • สำหรับการสูญเสียการได้ยิน: รับประทานแมกนีเซียมแอสพาร์เทต 167 มก. ผสมในน้ำมะนาว 200 มล. ทุกวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ หรือรับประทานครั้งเดียว
  • สำหรับอาการคอเลสเตอรอลสูง: รับประทานแมกนีเซียมออกไซด์ 1 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์
  • สำหรับกลุ่มอาการอ้วนลงพุง (metabolic syndrome): รับประทานแมกนีเซียมแอสพาร์เทต 365 มก. อย่างแมกนีซิโอการ์ด (Magnesiocard) ทุกวัน เป็นเวลา 6 เดือน
  • สำหรับโรคลิ้นหัวใจมิตรัล (mitral valve prolapse): แมกนีเซียมคาร์บอเนต 1200-1800 มก. รับประทานทุกวัน เป็นเวลา 5 สัปดาห์
  • สำหรับโรคกระดูกพรุน (osteoporosis): รับประทานแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 300-1800 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 6 เดือน ตามด้วยแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ 600 มก. ทุกวันเป็นเวลา 18 เดือน รับประทานแมกนีเซียมซิเตรต 1830 มก. ทุกวัน เป็นเวลา 30 วัน นอกจากเอสโตรเจนแล้ว รับประทานแมกนีเซียม 600 มก. ร่วมกับแคลเซียม 500 มก. และอาหารเสริมวิตามินรวม เป็นเวลา 1 ปี
  • สำหรับอาการปวดหลังการผ่าตัด: รับประทานยาอมแมกนีเซียมบางชนิด เช่น ยาอมแมกนีเซียมไดแอสโพรอล (Magnesium-Diasporal lozenge) เมดไอแอลเอซี (Med Ilac) อิสตันบูล (Istanbul) เตอร์กี (Turkey) ประกอบด้วยแมกนีเซียมซิเตรต 610 มก. รับประทาน 30 นาทีก่อนการผ่าตัด
  • สำหรับกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (premenstrual syndrome): รับประทานแมกนีเซียมออกไซด์ 333 มก. ทุกวัน สำหรับรอบการมีประจำเดือนสองครั้ง ขนาดยาที่สูงขึ้นของธาตุแมกนีเซียม 360 มก. รับประทานวันละสามครั้ง ตั้งแต่วันที่ 15 ของรอบเดือนจนกระทั่งมีประจำเดือน รับประทานธาตุแมกนีเซียม 360 มก. วันละสามครั้งทุกวัน เป็นเวลา 2 เดือน รับประทานแมกนีเซียม 200 มก. ทุกวัน ร่วมกับวิตามินบี6 50 มก. ทุกวัน

ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

  • สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียม: ขนาดยาเริ่มต้นสำหรับภาวะขาดแมกนีเซียมระดับเบา คือฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้ากล้ามเนื้อ 1 กรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมงเป็นจำนวน 4 ครั้ง สำหรับภาวะขาดแมกนีเซียมที่รุนแรงขึ้น ให้ยาแมกนีเซียมซัลเฟตทางหลอดเลือดดำ 5 กรัมเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียม โดยปกติผู้ใหญ่ควรรับธาตุแมกนีเซียม 60-96 มก. ต่อวัน
  • สำหรับอาการความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์เป็นพิษ (pre-eclampsia) และภาวะชัก (eclampsia): ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือดดำ 4-5 กรัม ตามด้วยแมกนีเซียม 4-5 กรัมทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือด 1 ถึง 3 กรัม ต่อชั่วโมง ขนาดยาแมกนีเซียมซัลเฟตไม่ควรเกิน 30 ถึง 40 กรัมต่อวัน มีการใช้ขนาดยาแมกนีเซียมซัลเฟตที่สูงขึ้น (9-14 กรัม) แล้วตามด้วยยาขนาดต่ำ (2.5-5 กรัม ทุกๆ 4 ชั่วโมงเป็นเวลา 24 ชั่วโมง)
  • สำหรับอาการหัวใจเต้นไม่ปกติ หรือตอร์ซาดเดอปวงต์ (torsades de pointes): ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือดดำ 1 ถึง 6 กรัม เป็นเวลานานกว่าหลายนาที ตามด้วยการให้ยาทางหลอดเลือดดำ
  • สำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias): สำหรับการลดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลังจากอาการหัวใจขาดเลือดฉับพลัน ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือดดำ 8 กรัม ในสารละลาย 250 มล. ในช่วงเวลา 12 ชั่วโมง สำหรับอาการหัวใจเต้นที่ผิดปกติหรือเร็วเกินไป ให้ยาแมกนีเซียมซัลเฟตทางหลอดเลือดดำ 5 กรัม ในสารละลาย 100 มล. ขนาดยาครึ่งหนึ่งให้ในช่วงเวลา 20 นาที ตามด้วยส่วนที่เหลือในช่วงเวลา 20 นาที สำหรับอาการหัวใจเต้นเร็ว ฉีดแมกนีเซียมคลอไรด์ขนาด 1-4 กรัม เข้าหลอดเลือดดำ ในช่วงเวลา 5 นาที สำหรับอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ที่เกิดจากเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker) แมกนีเซียมซัลเฟต 2 กรัมในสารละลาย 10 มล. ฉีดเข้าหลอดเลือด ในช่วงเวลา 10 นาที ตามด้วยแมกนีเซียมซัลเฟต 5-10 กรัม ในสารละลาย 250-500 มล. ในช่วงเวลา 5 ชั่วโมง
  • สำหรับอาการปวดที่มาจากเส้นประสาทที่เสียหายเพราะโรคมะเร็ง: ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตขนาด 0.5-1 กรัม เข้าหลอดเลือดดำ ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟต 50% ในปริมาณ 1 มล. หรือ 2 มล. ในช่วงเวลา 5-10 นาที
  • สำหรับโรคปอดที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (chronic pulmonary disease): ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือดดำ 1.2 กรัมหลังจากใช้ยาสูดพ่นแล้ว มีการใช้แมกนีเซียมซัลเฟต 1.2-2 กรัม ในสารละลาย 100-150 มล. ในช่วงเวลา 20 นาที
  • สำหรับโรคปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster Headache): ฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือดดำ 1 กรัม ในช่วงเวลา 5 นาที และยังมีการใช้ยาแมกนีเซียมขนาด 1 กรัม
  • สำหรับอาการปวดหลังการผ่าตัดมดลูก (Hysterectomy): ฉีดสารละลายแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือดดำ 3 กรัม ตามด้วยฉีดแมกนีเซียมซัลเฟตเข้าหลอดเลือด 0.5 กรัม ต่อชั่วโมง ในช่วงเวลา 20 ชั่วโมง
  • สำหรับอาการปวดหลังการผ่าตัด: ฉีดแมกนีเซียมเข้าหลอดเลือดดำ 5-50 มก./กก. ตามด้วยฉีดสายละลายเข้าหลอดเลือดอย่างต่อเนื่อง 6 มก./กก. หรือ 500 มก. ทุกๆ ชั่วโมง สำหรับระยะเวลาของการรักษาใน 48 ชั่วโมง และให้แมกนีเซียม 3.7-5.5 กรัมเป็นยาแก้ปวดเพิ่มเติม ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด
  • สำหรับอาการปวดเนื่องจากอาการกระตุกของหลอดเลือด (vasospastic angina): ฉีดแมกนีเซียมเข้าหลอดเลือดดำ 65 มก./กก. ของน้ำหนักตัว ในช่วงเวลา 20 นาที
  • สำหรับโรคหอบหืด: แมกนีเซียมซัลเฟตขนาด 1-2 กรัม ในช่วงเวลา 20 ถึง 30 นาที ฉีดยาแมกนีเซียมซัลเฟตขนาด 78 มก./กก./ชั่วโมง เข้าหลอดเลือดดำ ในช่วงเวลา 30 นาทีก่อนทำการตรวจสมรรถภาพของปอด

การฉีดยาเป็นช็อต

  • สำหรับอาการความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ภาวะครรภ์เป็นพิษที่มีอาการชัก (pre-eclampsia) และภาวะชัก (eclampsia): แมกนีเซียมซัลเฟต 4 กรัม เจือจางในสารละลายน้ำเกลือมากกว่า 10–15 นาที ฉีดเข้าทางหลอดเลือด ตามด้วยแมกนีเซียมซัลเฟต 5 กรัมฉีดเป็นช็อตเข้าไปที่บั้นท้ายแต่ละข้าง และแมกนีเซียมซัลเฟต 2.5 หรือ 5 กรัมฉีดเป็นช็อตทุกๆ 4 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง
  • สำหรับอาการอ่อนล้าเรื้อรัง (chronic fatigue syndrome:CFS): ฉีดสารละลายที่ประกอบด้วยแมกนีเซียมซัลเฟต 1 กรัม สัปดาห์ละหนึ่งครั้งเป็นเวลา 6 สัปดาห์

การสูดดม:

  • สำหรับโรคปอดที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD): ซาลบูทามอล (Salbutamol) 2.5 มก. คู่กับแมกนีเซียมซัลเฟต 2.5 มล. (151 มก. ต่อครั้ง) สูดดมสามครั้งโดยเว้นช่วง 30 นาที

สำหรับเด็ก

รับประทาน

  • ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ได้รับในแต่ละวันของธาตุแมกนีเซียมคือ: อายุ 1-3 ปี 80 มก. อายุ 4-8 ปี 130 มก. อายุ 9-13 ปี 240 มก. อายุ 14-18 ปี 410 มก. (เด็กผู้ชาย) 360 มก. (เด็กผู้หญิง) สำหรับทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวันคือ 30 มก. ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน และ 75 มก. ตั้งแต่อายุ 7 ถึง 12 เดือน ปริมาณสารอาหารสูงสุดที่สามารถบริโภคได้ในแต่ละวันสำหรับแมกนีเซียมคือ 65 มก. สำหรับเด็กที่อายุ 1-3 ปี และ 110 มก.สำหรับอายุ 4-8 ปี
  • สำหรับโรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่ง ที่ทำให้สารคัดหลั่งต่างๆ ในร่างกายเหนียวข้นขึ้น): ใช้แมกนีเซียมไกลซีน 300 มก. สำหรับรับประทานทุกวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์

ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

  • สำหรับโรคหอบหืด: แมกนีเซียมซัลเฟต 40 มก./กก. สูงสุดที่ 2 กรัม กับสารละลาย 100 มล. ให้ทางหลอดเลือดดำ ในช่วงเวลา 20 นาที

ขนาดยาของแมกนีเซียมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละคน ขนาดยาที่คุณใช้นั้นขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ และอาการอื่นๆ อาหารเสริมนั้นไม่ได้ปลอดภัยเสมอ โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับขนาดยาที่เหมาะสมกับคุณ

รูปแบบของแมกนีเซียม

รูปแบบของแมกนีเซียมมีดังนี้

  • ในอาหารที่มีใยอาหารสูง อาหารที่เป็นแหล่งของแมกนีเซียม ประกอบไปด้วยพืชตระกูลถั่ว ธัญพืช ผัก (โดยเฉพาะบล็อคโคลี่ สควอช และผักใบเขียว) เมล็ดพืชและถั่ว (โดยเฉพาะอัลมอนด์) แหล่งของสารอาหารอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ ช็อกโกแลต และกาแฟ น้ำที่มีแร่ธาตุสูง หรือน้ำกระด้างก็เป็นแหล่งของแมกนีเซียมเช่นกัน
  • ยาแคปซูลแมกนีเซียม

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

แนวทางปฏิบัติในการดูแลสุขภาพจิตสำหรับ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน

บทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ขอนำวิธีดูแลจิตใจสำหรับ ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน มาฝากกันค่ะ เพื่อให้ทุกคนนั้นได้มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยต่อไปอย่างใกล้ชิด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
ศูนย์โรคเบาหวาน, ศูนย์สุขภาพ พฤศจิกายน 9, 2020 . เวลาในการอ่าน

การบำบัดด้วยสี กับประโยชน์ที่คุณควรรู้ไว้

การบำบัดด้วยสี สามารถช่วยรักษาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิตได้ การบำบัดด้วยสีส่วนใหญ่ถูกมองว่า เป็นการบำบัดแบบเสริมหรือการแพทย์ทางเลือก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
รู้หรือไม่, สุขภาพชีวิตที่ดี พฤศจิกายน 6, 2020 . เวลาในการอ่าน

หลักการกินอาหารแบบ ล้างพิษน้ำตาล ลดความหวาน เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

การลดน้ำตาล สามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้ วันนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมารู้จักกับ หลักการกินอาหารแบบ ล้างพิษน้ำตาล ว่าเป็นอย่างไร และมีข้อดีอะไรบ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เคล็ดลับสุขภาพ, สุขภาพชีวิตที่ดี พฤศจิกายน 5, 2020 . เวลาในการอ่าน

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับน้ำตาล ที่อาจทำให้หลายคนแปลกใจ

ยังมี ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับน้ำตาล อยู่อีกมากมาย ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ความเชื่อผิด ๆ เหล่านั้นมีอะไรบ้าง หาคำตอบได้ในบทความนี้เลยค่ะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
โภชนาการ, สุขภาพชีวิตที่ดี พฤศจิกายน 2, 2020 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

ชามะระขี้นก เครื่องดื่มสมุนไพร ที่อาจช่วยต่อสู้กับ โรคเบาหวาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 13, 2020 . เวลาในการอ่าน
กลุ่มยาสแตติน-ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ

การลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Nattrakamol Chotevichean
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
โรคหลอดเลือดหัวใจ-โรคแทรกซ้อน-ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

โรคหลอดเลือดหัวใจ (CAD): โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยใน ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Nattrakamol Chotevichean
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
โรคเบาหวาน-น้ำตาลในเลือด-โรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วย โรคเบาหวาน หากไม่ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดี มีความเสี่ยงที่จะเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Nattrakamol Chotevichean
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 11, 2020 . เวลาในการอ่าน