สอนจูบง่าย ๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่รัก

    สอนจูบง่าย ๆ เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่รัก

    สอนจูบ วิธีการจูบอันดูดดื่ม สำหรับผู้ที่เริ่มต้นการจูบเป็นครั้งแรก หรือต้องการเพิ่มความสัมพันธ์และความโรแมนติกระหว่างคู่รัก โดยการจูบควรเริ่มต้นจากการยินยอมและความพึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่าย

    สอนจูบ เพื่อประสบการณ์จูบที่ดี

    เพื่อประสบการณ์การจูบที่ดีอาจมีเทคนิคสอนจูบง่าย ๆ ที่ทำให้การจูบรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

    1. การเตรียมตัวให้พร้อม การจูบอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปพบคู่รักอาจช่วยเสริมความมั่นใจให้มากขึ้น เช่น งดรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง ดูแลริมฝีปากให้ชุ่มชื้นไม่แห้งแตก ทาลิปบาล์มที่ริมฝีปากเสมอ รักษาลมหายใจให้สดชื่นโดยเคี้ยวหมากฝรั่งหรือใช้น้ำยาบ้วนปาก เพื่อความมั่นใจให้กับตัวเองและสร้างประสบการณ์ในการจูบที่ดีให้กับคู่รัก
    2. การเลือกสถานที่และเวลาที่เหมาะสม ตรวจสอบสถานที่ที่เหมาะกับการจูบ อย่างในห้องเงียบ ๆ ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว เพราะอาจไม่ใช่ทุกคนที่ชอบจูบในพื้นที่สาธารณะและอาจเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมนักในสังคมไทย ทั้งนี้ ควรสังเกตอารมณ์ของคู่รักเสียก่อน หากคู่รักอยู่ในอารมณ์โศกเศร้า เครียด หรือวิตกกังวล ก็อาจไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีในการจูบเพื่อสร้างความสัมพันธ์
    3. ความยินยอมและการให้เกียรติ การจูบควรเกิดขึ้นจากความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดังนั้นควรถามถึงความต้องการของอีกฝ่ายก่อนเริ่มการจูบเสมอ
    4. เริ่มต้นการจูบ ควรอ่านภาษากายโดยค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ พูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เอามือป้องแก้มเบา ๆ แล้วค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปจูบอย่างอ่อนโยน หากฝ่ายตรงข้ามรู้สึกประหม่าไม่ควรเร่งรีบจูบเกินไป อาจหลับตาสลับกับการสบตา เพื่อช่วยทำให้การจูบครั้งแรกอึดอัดน้อยลง จากนั้นเริ่มการจูบโดยค่อย ๆ ประกบปากลงอย่างช้า ๆ นุ่มนวลและอ่อนโยนที่สุด อาจใช้มือประคองที่คอของคู่รักหรือใช้มือลูบหัวร่วมด้วย ซึ่งอาจช่วยให้การจูบผ่อนคลายมากขึ้น
    5. การจูบแบบเปิดปาก เป็นการเพิ่มระดับการจูบให้เร่าร้อนมากขึ้น โดยอาจเริ่มต้นด้วยการจูบแบบนุ่มนวล จากนั้นค่อย ๆ เปิดปาก เอาปลายลิ้นค่อย ๆ สัมผัสกันอย่างแผ่วเบา เพื่อเช็กให้แน่ใจว่าทั้งคู่พร้อมสำหรับการจูบ เนื่องจากบางคนอาจไม่ชอบการสัมผัสน้ำลายกับผู้อื่น จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มการสัมผัสลิ้นให้มากขึ้น แต่ไม่ควรยัดลิ้นเข้าไปลึกมากเพราะอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกตกใจ แต่ค่อย ๆ ขยับทีละนิดอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับหายใจในจังหวะที่รู้สึกสบาย
    6. การเพิ่มอารมณ์ในการจูบ เมื่อการจูบแบบเปิดปากผ่านไปได้ด้วยดี อาจเพิ่มภาษากายที่คนทั้งคู่พอใจร่วมกับการจูบ เช่น กอด ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น จากนั้นอาจเพิ่มจังหวะความดูดดื่มของการจูบให้มากขึ้น อาจเปลี่ยนตำแหน่งการจูบเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นอารมณ์ เช่น ตามแนวกราม กระดูกไหปลาร้า ติ่งหู บางคนอาจชื่นชอบที่จะถูกกัดริมฝีปากเบา ๆ แต่ควรอยู่ในความพึงพอใจของทั้งคู่ แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มความเร่าร้อนในการจูบไปทีละนิด
    7. การจูบเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ หากการจูบที่ดำเนินไปอยู่ในความยินยอมของทั้ง 2 ฝ่ายและพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์ การจูบอาจช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ โดยทั้งคู่ควรขยับให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น พร้อมทั้งอาจสลับไปจูบเพื่อกระตุ้นอารมณ์ในจุดอื่น ๆ เช่น หู หลังคอ ซึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดอารมณ์ทางเพศมากขึ้น จากนั้นระหว่างการจูบอาจเริ่มใช้มือสัมผัสร่างกาย เช่น แขน ขา ผม หน้าอก สะโพก เพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางกายและทางเพศ

    ข้อดีของการจูบ

    การจูบที่เกิดขึ้นระหว่างคู่รักหรือเกิดขึ้นด้วยความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่ายอาจมีข้อดีต่อสุขภาพ ดังนี้

    • ความผูกพันทางกายและอารมณ์ การจูบเป็นการเพิ่มความใกล้ชิดทางกาย ทั้งยังช่วยเพิ่มความสุขและความผูกพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างคู่รัก ซึ่งอาจทำให้คู่รักรู้สึกผูกพันธ์ รักกันมากขึ้น ให้ความสำคัญกันมากขึ้น เป็นต้น
    • คลายความเครียด และกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ การจูบอาจช่วยให้สมองปล่อยสารเคมีบางชนิด เช่น ฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) สารโดปามีน (Dopamine) ที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสงบ มีความสุข และผ่อนคลาย ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น และอาจลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า นอกจากนั้น การจูบอย่างเร่าร้อนยังอาจเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ จนนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์
    • อาจเร่งการเผาผลาญแคลอรี่ การจูบอาจช่วยเร่งการเผาผลาญแคลอรี่ได้ 11.2 แคลอรี่/นาที เนื่องจากการจูบอาจเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ส่งผลให้เลือดสูบฉีดไปทั่วทั้งร่างกาย ทั้งยังส่งผลให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นทำให้การเผาผลาญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
    • อาจดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน การจูบอาจเพิ่มการสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ในปากของคู่รัก ซึ่งการรับเชื้อโรคจากภายนอกร่างกายอาจช่วยเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
    • อาจดีต่อสุขภาพปาก น้ำลายมีสารที่ต่อสู้กับแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา การจูบอาจทำให้ต่อมน้ำลายในปากผลิตน้ำลายมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยล้างแบคทีเรียออกจากฟัน ช่วยทำลายคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของน้ำลายส่งผลทำให้ปาก ฟัน และเหงือกแข็งแรง

    ข้อเสียของการจูบ

    การจูบอาจเพิ่มการสัมผัสกับเชื้อโรคซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้

    • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การจูบอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ไวรัสตับอักเสบบี หูด ซึ่งเป็นโรคที่อาจติดต่อผ่านทางน้ำลาย โดยเฉพาะหากปากมีบาดแผล เพราะเชื้อโรคเหล่านี้อาจเข้าสู่กระแสเลือดทางบาดแผลได้
    • โรคติดต่ออื่น ๆ การจูบอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่ออื่น ๆ เช่น โรคหวัด โควิด-19 ไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ผ่านทางน้ำลายและลมหายใจ
    • การติดเชื้อแบคทีเรีย การจูบอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจากแบคทีเรียอย่างโรคไข้กาฬหลังแอ่นที่อาจส่งผลถึงชีวิต ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบและภาวะโลหิตเป็นพิษ ทั้งยังอาจทำให้เกิดฟันผุ เพราะน้ำลายที่เกิดจากการจูบอาจทำให้จำนวนของแบคทีเรียที่ทำให้ฟันผุเพิ่มขึ้น

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย


    เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 26/01/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา