คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

ผื่น อาการ สาเหตุ การรักษา

ผื่น อาการ สาเหตุ การรักษา

ผื่น เป็นการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณผิวหนังหรือสีผิว ผื่นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การแพ้ต่าง ๆ การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้ผิวเกิดอาการคัน ระคายเคือง บวมแดง หรือเป็นสะเก็ด

ผื่น คืออะไร

ผื่น คือ การอักเสบของผิวหนังที่อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การแพ้ต่าง ๆ การติดเชื้อ ซึ่งอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนบริเวณผิวหนังหรือสีผิว นอกจากนั้นยังอาจทำให้ผิวหนังเกิดอาการคัน ระคายเคือง เป็นสะเก็ด ผื่นมีด้วยกันหลายประเภท ที่พบบ่อย มีดังนี้

  • ผิวหนังอักเสบ หรือ โรคผื่นแพ้อักเสบ อาจเกิดจากการที่ผิวหนังไปสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ เช่น สารเคมีต่าง ๆ ในเสื้อผ้า รวมถึงสีย้อมผ้า เครื่องสำอาง ผงซักฟอก สบู่ สารเคมีในผลิตภัณฑ์พลาสติก ยาง หรือน้ำยาง การเปลี่ยนแปลงของอากาศและสภาพแวดล้อม ผู้ที่เป็นโรคผื่นแพ้อักเสบ เกิดจากผิวหนังที่ไวต่อสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดอาการคัน บวมแดง หรือผิวหนังแตกเป็นสะเก็ด
  • กลาก คือ ผื่น และตุ่มใสเล็ก ๆ ซึ่งเกิดจากตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น เชื้อแบคทีเรีย สารระคายเคือง สารก่อภูมิแพ้ สภาพอากาศร้อน อาจทำให้เกิดอาการคัน และรุนแรงขึ้นในช่วงเวลากลางคืน กลากอาจเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้
  • งูสวัด อาจเกิดจากเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใส งูสวัดอาจทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง มีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ปวดมีไข้ ผื่นอาจมีลักษณะเป็นตุ่มใสเรียงกันเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวยาวตามแนวเส้นประสาท เมื่อผื่นแตกก็อาจเป็นแผล และตกสะเก็ด งูสวัดอาจหายได้เองใน 2 สัปดาห์
  • โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากต่อมไขมัน ผื่นที่เกิดขึ้นอาจมีลักษณะเป็นสะเก็ดหรือรอยแดงรอบปาก จมูก คิ้ว ตา หลังใบหู แต่หากเกิดบริเวณหนังศีรษะอาจเรียกว่า รังแค ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทารกและผู้ใหญ่
  • แผลพุพอง (Impetigo) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) และเชื้อแบคทีเรียสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) บริเวณหนังกำพร้า อาจส่งผลทำให้ผิวเกิดแผลพุพองและเป็นหนอง โดอาจพบได้บ่อยในเด็ก ผื่นกุหลาบ (Pityriasis Rosea) เป็นผื่นผิวหนังทั่วไปที่เกิดจากเชื้อไวรัส ช่วงเริ่มต้นอาจทำให้ผิวหนังเป็นสีชมพู ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บริเวณหน้าอกหรือหลัง ซึ่งขนาดและบริเวณที่เกิดผื่นจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล อาการที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแดง อักเสบ และมีอาการคัน
  • โรคสะเก็ดเงิน อาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกตินำไปสู่การกระตุ้นเพิ่มจำนวนเซลล์ผิวรวดเร็วจนเกินไป ทำให้เกิดเป็นสะเก็ดหนาปกคลุมผิวหนังทั่วร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะ มีผื่นขึ้นตามลำตัว ทำให้เกิดอาการคัน แสบร้อน ผิวแห้งแตก

อาการของผื่น

อาการของผื่นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และสาเหตุของการเกิดผื่น อาการที่อาจพบได้ทั่วไป อาจได้แก่

  • เกิดตุ่มใสขนาดเล็ก เมื่อเกาหรือมีรอยขีดข่วนจะทำให้ของเหลวที่อยู่ภายในตุ่มซึมออกมา
  • การติดเชื้อบริเวณผิวที่มีความบอบบาง
  • ผิวแดง
  • มีอาการคัน ระคายเคือง
  • ผิวแห้ง เป็นขุย หากเกาเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นแผล และเปลี่ยนเป็นหนังหนา ๆ หรือมีลักษณะเป็นสะเก็ด

แม้ผื่นจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ผื่นก็อาจบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ควรไปพบคุณหมอทันทีหากมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้

  • มีไข้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • เจ็บคอ
  • ปวดตามข้อ
  • หน้าบวม
  • หายใจไม่ออก
  • วิงเวียนศีรษะ
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
  • อาเจียน หรือท้องเสียซ้ำ ๆ
  • เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่เกิดผื่น
  • มีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย
  • มีผื่นเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
  • ผื่นเป็นสีม่วงที่ดูเหมือนรอยฟกช้ำ
  • ผื่นเริ่มเป็นแผลพุพอง

สาเหตุของผื่น

ผื่นอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

  • ยา ผื่นที่เกิดขึ้นในบางคนอาจเป็นผลข้างเคียงของยา หรืออาการแพ้ยาบางชนิดรวมถึงยาปฏิชีวนะ เช่น ซัลฟา เพนิซิลลิน ผื่นเหล่านี้อาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดมากขึ้น ทั้งยังอาจทำให้ผิวหนังมีลักษณะคล้ายกับการถูกแดดเผา
  • โรคติดต่อทางผิวหนัง เป็นสาเหตุที่อาจพบได้บ่อยในการเกิดผื่น โดยโรคติดต่อทางผิวหนังอาจเกิดการที่ผิวหนังมีปฏิกิริยากับบางสิ่งที่สัมผัส จนทำให้ผิวหนังเกิดอาการอักเสบ เกิดผื่นแดง นอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีอาการน้ำมูกไหล โดยสิ่งที่อาจทำให้เกิดโรคติดต่อทางผิวหนัง อาจได้แก่
    • ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
    • สารเคมี เช่น พลาสติก ยาง หรือน้ำยา
    • สีย้อมในเสื้อผ้า รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ
  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases) เมื่อระบบภูมิคุ้มกันส่งผลต่อเนื้อเยื่อที่สุขภาพดี อาจทำให้เกิดผื่นขึ้นได้ โดยโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แก่ โรคลูปัส (Lupus) ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งผิวหนังด้วย จนทำให้เกิดผื่นรูปผีเสื้อบนใบหน้า
  • การติดเชื้อ การติดเชื้อจากเชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย อาจทำให้เกิดผื่นได้ โดยผื่นจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการติดเชื้อ เช่น เชื้อราแคนดิดาซี (Candidiasis) อาจทำให้เกิดผื่นคันบริเวณรอยพับของผิวหนัง เชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) อาจทำให้เกิดผื่นลักษณะเป็นตุ่มใส่ ทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียเสตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) อาจส่งผลทำให้ผิวหนังกำพร้าเกิดแผลพุพอง

การวินิจฉัยผื่น

คุณหมออาจตรวจผิวหนังรวมถึงสอบถามอาการที่เกิดขึ้น นอกจากนั้น ยังอาจมีการตรวจบริเวณผิวหนังที่แข็งกระด้าง หรือเป็นขุยรวมถึงการทดสอบภูมิแพ้ การตรวจเลือด การตรวจชิ้นเนื้อที่ผิวหนัง และเศษผิวหนัง เพื่อแยกแยะโรคผิวหนังหรือการติดเชื้ออื่น ๆ

การรักษาผื่น

การรักษาผื่นที่เกิดบนผิวหนังด้วยตัวเองที่บ้าน อาจทำได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

  • ใช้มอยเจอไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำหอม และมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น น้ำมันแร่ (Mineral Oil) กลีเซอรีน เซราไมด์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง หรือทาโลชั่นลงบนผื่นโดยตรง
  • ยา ครีม หรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา
  • ครีมคอร์ติโซน (Cortisone) ซึ่งต้องสั่งจ่ายโดยคุณหมอ
  • รับประทานยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อ
  • รับประทานยาแก้แพ้ เพื่อควบคุมอาการคัน
  • การใช้ Dupilumab ซึ่งเป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดีแบบฉีด อาจใช้ได้ในผู้ป่วยที่มีโรคผิวหนังภูมิแพ้ระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งยังช่วยขจัดอาการคันได้อย่างรวดเร็ว
  • การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototherapy) เป็นการรักษาด้วยคลื่นแสงอัลตราไวโอเลต ไม่ว่าจะเป็น UVA หรือ UVB ซึ่งพบได้ในแสงแดด แต่การรักษาด้วยวิธีนี้อาจทำให้ผิวแห้ง ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ฝ้า กระ เกิดอาการคันบริเวณผิวหนัง

วิธีการดูแลตัวเอง

สำหรับวิธีการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นผื่น หรือทำให้อาการต่าง ๆ ของผื่นดีขึ้น อาจทำได้ดังนี้

  • ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
  • หลีกเลี่ยงวัสดุที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วน เช่น ผ้าขนสัตว์
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีต่าง ๆ เช่น สารซักฟอก สบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรง
  • ใช้สบู่อ่อน ๆ ไม่แต่งกลิ่น เช่น สบู่สำหรับทารก
  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เหงื่อออก และร้อนเกินไป
  • ลดความเครียดด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือความชื้นอย่างกะทันหัน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Rashes. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/guide/common-rashes. Accessed October 16, 2021

RASH 101 IN ADULTS: WHEN TO SEEK MEDICAL TREATMENT. https://www.aad.org/public/everyday-care/itchy-skin/rash/rash-101. Accessed October 16, 2021

Rash. https://www.pennmedicine.org/for-patients-and-visitors/patient-information/conditions-treated-a-to-z/rash. Accessed October 16, 2021

Rashes. https://acaai.org/allergies/symptoms/rashes/. Accessed October 16, 2021

Rashes overview. https://www.plunket.org.nz/child-health-concerns-and-symptoms/skin-issues/rashes-overview/. Accessed October 16, 2021

Skin Rashes: Home Treatment. https://www.uofmhealth.org/health-library/tw6850. Accessed October 16, 2021

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย แก้ไขล่าสุด 31/10/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล