คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ask-doctor-icon

ถามหมอฟรี

เป็นคนแรกที่ให้ Hello Khunmor รู้ความคิดของคุณ!

ผื่น อาการ สาเหตุ การรักษา

    ผื่น อาการ สาเหตุ การรักษา

    ผื่น เป็นการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนบริเวณผิวหนังหรือสีผิว ผื่นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การแพ้ต่าง ๆ การติดเชื้อไวรัส เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้ผิวเกิดอาการคัน ระคายเคือง บวมแดง หรือเป็นสะเก็ด ดังนั้น จึงควรเข้าพบคุณหมอเพื่อหาสาเหตุของผื่นที่แน่ชัดและรับการรักษาที่เหมาะสม

    health-tool-icon

    เครื่องคำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงาน (BMR)

    ใช้เครื่องมือคำนวณปริมาณแคลอรี่ของเราเพื่อช่วยคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ที่ร่างกายของคุณต้องการในแต่ละวัน โดยพิจารณาจากส่วนสูง น้ำหนัก อายุ และระดับการทำกิจกรรม

    เพศชาย

    เพศหญิง

    ผื่น คืออะไร

    ผื่น คือ การอักเสบของผิวหนังที่อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การแพ้ต่าง ๆ การติดเชื้อ ซึ่งอาจเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนบริเวณผิวหนังหรือสีผิว นอกจากนั้นยังอาจทำให้ผิวหนังเกิดอาการคัน ระคายเคือง เป็นสะเก็ด ผื่นมีด้วยกันหลายประเภท ที่พบบ่อย มีดังนี้

    • ผิวหนังอักเสบ หรือ โรคผื่นแพ้อักเสบ อาจเกิดจากการที่ผิวหนังไปสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ เช่น สารเคมีต่าง ๆ ในเสื้อผ้า รวมถึงสีย้อมผ้า เครื่องสำอาง ผงซักฟอก สบู่ สารเคมีในผลิตภัณฑ์พลาสติก ยาง หรือน้ำยาง การเปลี่ยนแปลงของอากาศและสภาพแวดล้อม ผู้ที่เป็นโรคผื่นแพ้อักเสบ เกิดจากผิวหนังที่ไวต่อสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดอาการคัน บวมแดง หรือผิวหนังแตกเป็นสะเก็ด
    • กลาก คือ ผื่น และตุ่มใสเล็ก ๆ ซึ่งเกิดจากตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น เชื้อแบคทีเรีย สารระคายเคือง สารก่อภูมิแพ้ สภาพอากาศร้อน อาจทำให้เกิดอาการคัน และรุนแรงขึ้นในช่วงเวลากลางคืน กลากอาจเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้
    • งูสวัด อาจเกิดจากเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดอีสุกอีใส งูสวัดอาจทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง มีผื่นแดงขึ้นบริเวณที่ปวดมีไข้ ผื่นอาจมีลักษณะเป็นตุ่มใสเรียงกันเป็นกลุ่ม หรือเป็นแถวยาวตามแนวเส้นประสาท เมื่อผื่นแตกก็อาจเป็นแผล และตกสะเก็ด งูสวัดอาจหายได้เองใน 2 สัปดาห์
    • โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากต่อมไขมัน ผื่นที่เกิดขึ้นอาจมีลักษณะเป็นสะเก็ดหรือรอยแดงรอบปาก จมูก คิ้ว ตา หลังใบหู แต่หากเกิดบริเวณหนังศีรษะอาจเรียกว่า รังแค ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทารกและผู้ใหญ่
    • แผลพุพอง (Impetigo) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเสตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) และเชื้อแบคทีเรียสแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) บริเวณหนังกำพร้า อาจส่งผลทำให้ผิวเกิดแผลพุพองและเป็นหนอง โดอาจพบได้บ่อยในเด็ก ผื่นกุหลาบ (Pityriasis Rosea) เป็นผื่นผิวหนังทั่วไปที่เกิดจากเชื้อไวรัส ช่วงเริ่มต้นอาจทำให้ผิวหนังเป็นสีชมพู ซึ่งอาจเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ บริเวณหน้าอกหรือหลัง ซึ่งขนาดและบริเวณที่เกิดผื่นจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล อาการที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผิวหนังเกิดผื่นแดง อักเสบ และมีอาการคัน
    • โรคสะเก็ดเงิน อาจเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายผิดปกตินำไปสู่การกระตุ้นเพิ่มจำนวนเซลล์ผิวรวดเร็วจนเกินไป ทำให้เกิดเป็นสะเก็ดหนาปกคลุมผิวหนังทั่วร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะ มีผื่นขึ้นตามลำตัว ทำให้เกิดอาการคัน แสบร้อน ผิวแห้งแตก

    อาการของผื่น

    อาการของผื่นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และสาเหตุของการเกิดผื่น อาการที่อาจพบได้ทั่วไป อาจได้แก่

    • เกิดตุ่มใสขนาดเล็ก เมื่อเกาหรือมีรอยขีดข่วนจะทำให้ของเหลวที่อยู่ภายในตุ่มซึมออกมา
    • การติดเชื้อบริเวณผิวที่มีความบอบบาง
    • ผิวแดง
    • มีอาการคัน ระคายเคือง
    • ผิวแห้ง เป็นขุย หากเกาเป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นแผล และเปลี่ยนเป็นหนังหนา ๆ หรือมีลักษณะเป็นสะเก็ด

    แม้ผื่นจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ผื่นก็อาจบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ควรไปพบคุณหมอทันทีหากมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้

    • มีไข้ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
    • เจ็บคอ
    • ปวดตามข้อ
    • หน้าบวม
    • หายใจไม่ออก
    • วิงเวียนศีรษะ
    • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
    • อาเจียน หรือท้องเสียซ้ำ ๆ
    • เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณที่เกิดผื่น
    • มีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย
    • มีผื่นเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว
    • ผื่นเป็นสีม่วงที่ดูเหมือนรอยฟกช้ำ
    • ผื่นเริ่มเป็นแผลพุพอง

    สาเหตุของผื่น

    ผื่นอาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้

    • ยา ผื่นที่เกิดขึ้นในบางคนอาจเป็นผลข้างเคียงของยา หรืออาการแพ้ยาบางชนิดรวมถึงยาปฏิชีวนะ เช่น ซัลฟา เพนิซิลลิน ผื่นเหล่านี้อาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดมากขึ้น ทั้งยังอาจทำให้ผิวหนังมีลักษณะคล้ายกับการถูกแดดเผา
    • โรคติดต่อทางผิวหนัง เป็นสาเหตุที่อาจพบได้บ่อยในการเกิดผื่น โดยโรคติดต่อทางผิวหนังอาจเกิดการที่ผิวหนังมีปฏิกิริยากับบางสิ่งที่สัมผัส จนทำให้ผิวหนังเกิดอาการอักเสบ เกิดผื่นแดง นอกจากนั้น ยังอาจทำให้มีอาการน้ำมูกไหล โดยสิ่งที่อาจทำให้เกิดโรคติดต่อทางผิวหนัง อาจได้แก่
      • ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม
      • สารเคมี เช่น พลาสติก ยาง หรือน้ำยา
      • สีย้อมในเสื้อผ้า รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ
    • โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases) เมื่อระบบภูมิคุ้มกันส่งผลต่อเนื้อเยื่อที่สุขภาพดี อาจทำให้เกิดผื่นขึ้นได้ โดยโรคแพ้ภูมิตัวเอง ได้แก่ โรคลูปัส (Lupus) ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งผิวหนังด้วย จนทำให้เกิดผื่นรูปผีเสื้อบนใบหน้า
    • การติดเชื้อ การติดเชื้อจากเชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย อาจทำให้เกิดผื่นได้ โดยผื่นจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการติดเชื้อ เช่น เชื้อราแคนดิดาซี (Candidiasis) อาจทำให้เกิดผื่นคันบริเวณรอยพับของผิวหนัง เชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) อาจทำให้เกิดผื่นลักษณะเป็นตุ่มใส่ ทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียเสตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) อาจส่งผลทำให้ผิวหนังกำพร้าเกิดแผลพุพอง

    การวินิจฉัยผื่น

    คุณหมออาจตรวจผิวหนังรวมถึงสอบถามอาการที่เกิดขึ้น นอกจากนั้น ยังอาจมีการตรวจบริเวณผิวหนังที่แข็งกระด้าง หรือเป็นขุยรวมถึงการทดสอบภูมิแพ้ การตรวจเลือด การตรวจชิ้นเนื้อที่ผิวหนัง และเศษผิวหนัง เพื่อแยกแยะโรคผิวหนังหรือการติดเชื้ออื่น ๆ

    การรักษาผื่น

    การรักษาผื่นอาจทำได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

    • ใช้มอยเจอไรเซอร์ที่ปราศจากน้ำหอม และมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น น้ำมันแร่ (Mineral Oil) กลีเซอรีน เซราไมด์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอาง หรือทาโลชั่นลงบนผื่นโดยตรง
    • ยา ครีม หรือขี้ผึ้งที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา
    • ครีมคอร์ติโซน (Cortisone) ซึ่งต้องสั่งจ่ายโดยคุณหมอ
    • รับประทานยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อ
    • รับประทานยาแก้แพ้ เพื่อควบคุมอาการคัน
    • การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototherapy) เป็นการรักษาด้วยคลื่นแสงอัลตราไวโอเลต ไม่ว่าจะเป็น UVA หรือ UVB ซึ่งพบได้ในแสงแดด แต่การรักษาด้วยวิธีนี้อาจทำให้ผิวแห้ง ผิวเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร ฝ้า กระ เกิดอาการคันบริเวณผิวหนัง

    วิธีการดูแลตัวเอง

    สำหรับวิธีการดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นผื่น หรือทำให้อาการต่าง ๆ ของผื่นดีขึ้น อาจทำได้ดังนี้

    • ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
    • หลีกเลี่ยงวัสดุที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วน เช่น ผ้าขนสัตว์
    • หลีกเลี่ยงสารเคมีต่าง ๆ เช่น สารซักฟอก สบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรง
    • ใช้สบู่อ่อน ๆ ไม่แต่งกลิ่น เช่น สบู่สำหรับทารก
    • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เหงื่อออก และร้อนเกินไป
    • ลดความเครียดด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง
    • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือความชื้นอย่างกะทันหัน

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    แหล่งที่มา

    Rashes. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/guide/common-rashes. Accessed October 16, 2021

    RASH 101 IN ADULTS: WHEN TO SEEK MEDICAL TREATMENT. https://www.aad.org/public/everyday-care/itchy-skin/rash/rash-101. Accessed October 16, 2021

    Rash. https://www.pennmedicine.org/for-patients-and-visitors/patient-information/conditions-treated-a-to-z/rash. Accessed October 16, 2021

    Rashes. https://acaai.org/allergies/symptoms/rashes/. Accessed October 16, 2021

    Rashes overview. https://www.plunket.org.nz/child-health-concerns-and-symptoms/skin-issues/rashes-overview/. Accessed October 16, 2021

    Skin Rashes: Home Treatment. https://www.uofmhealth.org/health-library/tw6850. Accessed October 16, 2021

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย แก้ไขล่าสุด 17/06/2022
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล
    Next article: