home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจคาดไม่ถึงว่า สุขภาพช่องปากของเรานั้นมีความเกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูงด้วย วันนี้บทความของ Hello คุณหมอ จึงขอพาทุกคนมาร่วมรู้จักถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมกันของ โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง นี้ ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อคลายข้อสงสัย และให้ได้ทราบถึงวิธีป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนส่งผลความเสี่ยงต่อสุขภาพช่องปากที่แย่ลง

โรคเหงือก คืออะไร

โรคเหงือก (Gum disease) คือโรคที่มีอาการอักเสบเกิดขึ้นที่เหงือก โดยเริ่มต้นขึ้นจากอาการเหงือกอักเสบ (Gingivitis) จากการติดเชื้อแบคทีเรียในเหงือก อีกทั้งยังสัญญาณเริ่มต้นที่คุณสามารถสังเกตได้ ดังนี้ เหงือกบวมแดง และมีเลือดออกขณะแปรงฟัน นอกจานี้หากยังไม่ได้รับการรักษา หรือปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานก็อาจส่งผลให้นำไปสู่การเป็นโรคปริทันต์ (Periodontitis) ซึ่งเนื้อเยื่อรอบฟัน และกระดูกจะถูกทำลาย เป็นสาเหตุสำคัญให้ฟันโยกและหลุดออกในที่สุด

โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

จากงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Hypertension ให้ข้อมูลว่า โรคเหงือก (Gum disease) หรือโรคปริทันต์ (Periodontitis) อาจรบกวนการควบคุมความดันโลหิตสูง โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ และประวัติทันตกรรมของผู้ป่วยมากกว่า 3,600 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเหงือกมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อยารักษาโรคความดันโลหิตสูงน้อยกว่า และสามารถบรรลุเป้าหมายในการมีค่าความดันโลหิตที่ถือว่าสุขภาพดีน้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพช่องปากที่ดี

นอกจากนี้ นายแพทย์เดวิท พีโทพาลี แผนกศัลยกรรมช่องปากแห่ง University of L’Aquila ประเทศอิตาลี ให้ข้อมูลว่า แพทย์ควรใส่ใจกับสุขภาพช่องปากของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยได้รับการรักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) และควรกระตุ้นให้คนไข้ที่มีสัญญาณของโรคปริทันต์อักเสบใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากให้มากยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอีกงานวิจัยที่พบว่า การรักษาโรคเหงือก หรือโรคปริทันต์ ยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองในผู้ป่วยชาวจีนที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง งานวิจัยพบว่า

  • 1 เดือนหลังจากได้รับการรักษาโรคเหงือก ค่าความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure) หรือค่าความดันโลหิตค่าบน ลดลงประมาณ 3 จุดในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือก แต่สำหรับค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) ไม่พบความแตกต่าง
  • 3 เดือนหลังจากได้รับการรักษาโรคเหงือก ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงประมาณ 8 จุด และค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงประมาณ 4 จุดในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือก
  • 6 เดือนหลังจากได้รับการรักษาโรคเหงือก ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงประมาณ 13 จุด และค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงประมาณ 10 จุดในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือก

ดังนั้น การรักษา โรคเหงือก จึงอาจช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยนี้ได้จัดแสดงในงานประชุมวิชาการ American Heart Association’s Scientific Sessions 2017 ที่จัดโดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา

วิธีป้องกันโรคเหงือก

การรักษา โรคเหงือก ขึ้นอยู่กับระยะของโรค และสุขภาพร่างกายของคุณ โดยการรักษาโรคเหงือกจะมีตั้งแต่การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ที่เป็นการควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ไปจนถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ต้องซ่อมแซมเนื้อเยื่อภายในช่องปาก

การป้องกันโรคเหงือก สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพช่องปาก ดังต่อไปนี้

  • แปรงฟันทุกวัน แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง
  • พบทันตแพทย์ ควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
  • บ้วนปาก บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือก
  • เลิกบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคเหงือกมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ 7 เท่า
  • บรรเทาความเครียด ความเครียดอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ และยากที่จะต่อสู้กับการติดเชื้อ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ การได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น เพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ นอกจากนี้การกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างอาหารที่มีวิตามินอี เช่น ผักใบเขียว และวิตามินซี เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว จะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการขบฟัน การขบฟันหรือกัดฟันจะทำให้เนื้อเยื่อที่รองรับฟันเกิดความเสียหาย

 

health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Gum Disease May Worsen Blood Pressure Problems. https://www.webmd.com/oral-health/news/20181022/gum-disease-may-worsen-blood-pressure-problems. Accessed on October 31, 2018.

Treating gum disease may help lower blood pressure. https://newsroom.heart.org/news/treating-gum-disease-may-help-lower-blood-pressure. Accessed on October 31, 2018.

Gingivitis and Periodontal Disease (Gum Disease). https://www.webmd.com/oral-health/guide/gingivitis-periodontal-disease#1. Accessed on October 31, 2018.

Severe gum disease linked to 49% higher risk of hypertension. https://www.medicalnewstoday.com/articles/326428 . Accessed on October 31, 2018.

Gum disease and tooth loss linked to high blood pressure in older women, research shows. https://www.dentalhealth.org/news/gum-disease-and-tooth-loss-linked-to-high-blood-pressure-in-older-women-research-shows . Accessed on October 31, 2018.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย Sopista Kongchon แก้ไขล่าสุด 20/05/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ
x