งูสวัด (Shingles)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date สิงหาคม 27, 2019 . เวลาในการอ่าน
Share now

งูสวัด เป็นอาการผื่นผิวหนังที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ส่วนใหญ่อาการจะปรากฏเป็นแนวตุ่มข้างลำตัว

คำจำกัดความ

งูสวัดคืออะไร

งูสวัด (shingles) เป็นอาการผื่นผิวหนังที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส แม้ว่าเมื่อหายจากอาการอีสุกอีใสแล้ว แต่เชื้อยังคงอยู่ในระบบประสาทนานนับปี จนกลับมาทำให้เกิดอาการงูสวัดได้

แม้ว่าทุกส่วนของร่างกายสามารถเกิดอาการงูสวัดได้ แต่ส่วนใหญ่อาการจะปรากฏเป็นแนวตุ่มข้างลำตัว

ผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคงูสวัด หรือเนื่องจากความเครียด การบาดเจ็บ ยาบางประเภทและสาเหตุอื่นๆ

โรคงูสวัดอาจเป็นอาการที่ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตรวจหาให้ทราบโดยเร็ว และรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อช่วยลดการติดเชื้อ และทำให้โอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนลดลง

โรคงูสวัดพบบ่อยแค่ไหน

โรคงูสวัดเกิดขึ้นได้บ่อยมาก และสามารถรักษาได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคงูสวัด

อาการกลุ่มแรกของโรคงูสวัดคืออาการเจ็บและรู้สึกแสบร้อน อาการเจ็บมักเกิดขึ้นข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย และเกิดผื่นเล็กๆ ขึ้น และมักเกิดผื่นแดงตามมา โดยลักษณะของผื่นมีดังนี้คือ

  • เกิดปื้นแดง
  • เกิดตุ่มน้ำที่แตกง่าย
  • เกิดผื่นจากสันหลังไปรอบตัว
  • เกิดผื่นที่หน้าและใบหู
  • มีอาการคัน

ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการนอกเหนือจากการเจ็บปวด และผื่นจากโรคงูสวัด อาการเหล่านี้ ได้แก่

  • มีไข้
  • หนาวสั่น
  • ปวดหัว
  • อ่อนเพลีย
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง

อาการแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยของโรคงูสวัด ได้แก่

  • ปวดหรือเกิดผื่นที่ตา ที่ควรได้รับการรักษา เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดกับดวงตา
  • สูญเสียการได้ยินหรือปวดหูข้างใดข้างหนึ่งรุนแรง เวียนศรีษะ หรือลิ้นไม่สามารถรับรสได้ ซึ่งเป็นอาการของกลุ่มอาการแรมซีย์ ฮันท์ (ramsay hunt syndrome)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจเกิดขึ้นหากผิวหนังเกิดอาการแดง บวม และรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัส

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น ดังนั้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์

ควรพบหมอเมื่อใด

คุณควรพบหมอหากคุณมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • มีอาการปวด หรือผื่นที่บริเวณใกล้ดวงตา หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา การติดเชื้อนี้สามารถนำไปสู่ความเสียหายกับดวงตาถาวรได้
  • เมื่อคุณมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป เนื่องจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการแทรกซ้อนได้อย่างมาก
  • คุณหรือบุคคลในครอบครัวมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เนื่องจากเป็นมะเร็ง การใช้ยา หรือโรคเรื้อรัง)
  • ผื่นขยายวงกว้างและเกิดอาการเจ็บ

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุไว้ข้างต้น ประสบกับปัญหา หรือมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์ การเข้าพบหมอเพื่อพูดคุยถึงวิธีการรักษาที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคงูสวัด

  • ไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของโรคงูสวัด และเป็นไวรัสชนิดเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส ผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสอาจเกิดโรคงูสวัดได้ หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใส ไวรัสจะเข้าสู่ระบบประสาท และไม่แสดงอาการนานนับปี ในที่สุด ไวรัสจะเริ่มแสดงปฏิกิริยา และเดินทางไปตามทางเดินระบบประสาท จนเกิดอาการที่ผิวหนัง
  • ยาบางชนิดสามารถกระตุ้นไวรัส และทำให้เกิดผื่นงูสวัด ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนถึงสาเหตุของกรณีนี้ แต่หลังจากที่ไวรัสเริ่มออกฤทธิ์อีกครั้ง จะทำให้เกิดอาการงูสวัด แต่ไม่ทำใหเกิดโรคอีสุกอีใส

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคงูสวัด

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคงูสวัด เช่น

  • อายุตั้งแต่ 60 ขึ้นไป
  • เป็นโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เอชไอวี เอดส์ หรือมะเร็ง
  • เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือการฉายรังสี
  • ใช้ยาที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น สเตียรอยด์ หรือยาที่ต้องใช้หลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะ

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลนี้ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ได้ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคงูสวัด

  • อาการของโรคงูสวัดโดยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจร่างกาย ตรวจดูที่ผื่นและตุ่มน้ำ แพทย์จะซักถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาและการรักษา
  • ในบางกรณี อาจต้องมีการตรวจตัวอย่างผิวหนังหรือของเหลวจากตุ่มน้ำ การตรวจวิธีนี้จะใช้สำลีที่ปลอดเชื้อเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือของเหลว ตัวอย่างที่เก็บได้จะถูกส่งไปที่ห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาไวรัส

การรักษาโรคงูสวัด

การรักษาโรคงูสวัดเบื้องต้นที่สามารถบรรเทาอาการของโรค มีดังนี้

  • การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ประคบเย็นบริเวณที่เป็นผื่นเพื่อลดอาการเจ็บและคัน
  • ทาคาลามายน์โลชั่นเพื่อลดอาการคัน
  • แช่คอลโลดัล โอ๊ตมีลเพื่อบรรเทาอาการเจ็บและอาการคัน

ยังไม่มีการรักษางูสวัด แต่การรักษาโดยทันทีด้วยยาต้านไวรัสที่แพทย์สั่งเพื่อช่วยเร่งการบรรเทาอาการและลดความเสี่ยงการเกิดอาการแทรกซ้อน กลุ่มยาดังกล่าว ได้แก่

  • อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) อย่างโซวิแรกซ์ (Zovirax)
  • วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) อย่างวาลเทรกซ์ (Valtrex)
  • แฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) อย่างแฟมเวียร์ (Famvir)

โรคงูสวัดยังทำให้เกิดอาการเจ็บปวดรุนแรง ดังนั้น แพทย์อาจสั่งยา ดังต่อไปนี้

  • ครีมแคปไซซิน (Capsaicin cream)
  • ยากันชัก (Anticonvulsants) เช่น กาบ้าเพนติน (gabapentin) อย่าง นูรอนติน (Neurontin)
  • ยาแก้ซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (Tricyclic antidepressants) เช่น อะมิทริปไทลีน (amitriptyline)
  • ยาทำให้เกิดอาการชา เช่น ลิโดเคน (lidocaine) ในรูปแบบครีม เจล สเปรย์ หรือแผ่นปิดผิว
  • ยาที่มีส่วนผสมของนาร์โคติค เช่น โคเดอีน (codeine)
  • ยาฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์และยาชา

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไล์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่อาจช่วยจัดการกับงูสวัด

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการเยียวยาตนเองที่อาจช่วยรับมือกับโรคงูสวัดได้แก่

  • การฉีดวัคซีน สามารถป้องกันการเกิดอาการงูสวัดที่รุนแรง หรืออาการแทรกซ้อนจากโรคงูสวัดได้

โรคงูสวัดเป็นโรคติดต่อ วิธีการป้องกันการแพร่เชื้อ ประกอบด้วย

  • การปิดบริเวณที่เป็นผื่นแผล
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือมีระดับภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ล้างมือบ่อยๆ

หากคุณมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความเข้าใจการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความแนะนำ

วัคซีนป้องกันงูสวัด

วัคซีนป้องกันงูสวัด ป้องกันได้มากแค่ไหน ใครต้องฉีดบ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชมพูนุช ทรงถาวรทวี
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 25, 2018 . เวลาในการอ่าน