บาดทะยัก (Tetanus)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date มกราคม 24, 2020
Share now

คำจำกัดความ

โรคบาดทะยักคืออะไร

โรคบาดทะยัก (Tetanus) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่าคลอสตรีเดียมเททานี (Clostridium tetani) เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้พบทั่วโลก และพบในดินเป็นหลัก แบคทีเรียนี้จะผลิตสารพิษที่ทำให้ระบบประสาทเสียหาย กล้ามเนื้อที่ควบคุมโดยเส้นประสาทจะแข็งเกร็งและชา หากไม่ได้รับการรักษาทันที โรคนี้อาจทำให้ถึงตายเมื่อกล้ามเนื้อหายใจหยุดทำงาน ชนิดของโรคบาดทะยักมีทั้งชนิดที่เกิดกับระบบร่างกาย เฉพาะบริเวณ และที่พบในเด็กแรกเกิด โรคบาดทะยักไม่ใช่โรคติดต่อ และป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

โรคบาดทะยักเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

โรคบาดทะยักมักจะเกิดในผู้คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา โดยมากแล้วเด็กทารกและคนหนุ่มสาวมีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้มากกว่า

อาการ

อาการของโรคบาดทะยัก

บาดทะยักบนร่างกายเป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด กล้ามเนื้ออาจจะตึง และเกิดการชักเกร็งอย่างเจ็บปวดภายใน 7 วันหลังจากได้รับบาดเจ็บ หรือร่างกายได้รับเชื้อจุลินทรีย์ อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับเชื้อส่วนมากจะเป็นกราม คอ ไหล่ หลัง ช่องท้องส่วนบน แขนและต้นขา กล้ามเนื้อใบหน้าหดตัวทำให้หน้าย่น บางคนที่มีอาการชักกระตุกของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงจะรู้สึกเจ็บทั่วตัว โรคนี้เป็นได้ทั้งแบบไม่รุนแรง (กล้ามเนื้อเป็นตะคริวและชักเล็กน้อย) แบบปานกลาง (กรามค้างและกลืนอาหารได้ลำบาก) หรือแบบรุนแรง (ชักอย่างรุนแรง หรือหยุดหายใจชั่วคราว)

โรคบาดทะยักชนิดเป็นในบางบริเวณ ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วร่างกาย อาการจะเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อใกล้บาดแผล

อาจมีอาการหรือสัญญาณอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึง หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับสัญญาณเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ที่ฉันควรจะไปโรงพยาบาล

เมื่อคุณได้รับบาดเจ็บ หากแผลสกปรกหรือลึก รวมถึงเปื้อนดินหรือมูลสัตว์ คุณควรไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีนบาดทะยัก ถ้าคุณไม่ได้ฉีดวัตซีนมาภายใน 5 ปี หรือการฉีดยาครั้งล่าสุดผ่านมานานแล้ว คุณยังควรไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดวัคซีน หากคุณไม่ได้ฉีดวัคซีนบาดทะยักภายใน 10 ปี

หากคุณมีอาการหรือสัญญาณใดๆ ตามที่กล่าวไปข้างต้น หรือมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์ ร่างกายแต่ละคนตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคบาดทะยัก

การติดเชื้อที่บาดแผล โดยปกติแล้วจะเป็นแผลเปิด ที่มีสปอร์ของแบคทีเรีย (bacterial spore) จะทำให้เกิดโรคบาดทะยัก สปอร์จะแทรกซึมในแผลบนผิวหนัง เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และสร้างพิษที่เกาะติดอยู่กับเส้นใยประสาทส่วนปลาย พิษจะค่อยๆ แพร่ไปสู่ไขสันหลังและสมอง พิษจะป้องกันไม่ให้สัญญาณทางเคมีจากสมองและไขสันหลังส่งไปถึงกล้ามเนื้อ กลไกลของร่างกายจะผิดปกติ คุณอาจหยุดหายใจและเสียชีวิต โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด มักจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อระหว่างตัดสายสะดือของทารก

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคบาดทะยัก

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคบาดทะยัก รวมถึง

  • ขาดภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ได้รับวัคซีนบาดทะยักอย่างทันท่วงที
  • สปอร์ของโรคบาดทะยักทำให้ระคายเคืองบาดแผล
  • ร่างกายติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคชนิดอื่น
  • ความเสียหายของเนื้อเยื่อ
  • อาการบวมรอบแผล

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคบาดทะยัก

แพทย์จะวินิจฉัยโรคบาดทะยักด้วยการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการตรวจกล้ามเนื้อ และระบบประสาท แพทย์อาจใช้สำลีถูรอบแผล เก็บตัวอย่าง และส่งไปห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อบาดทะยัก แพทย์อาจให้คุณตรวจเลือด การตรวจโรคบาดทะยักในทารกแรกเกิด ขึ้นอยู่กับอาการของเด็ก

การรักษาโรคบาดทะยัก

แพทย์จะรักษาโรคบาดทะยักด้วยการกำจัดแหล่งของพิษ ขับสารพิษ ป้องกันและรักษาอาการชักของร่างกาย รวมถึง

  • ทำความสะอาดแผลทั้งหมด และผ่าเอาเนื้อตายออก ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • คุณจะได้รับการฉีดวัคซีนแก้พิษ ที่เรียกว่าวัคซีนบาดทะยักชนิดอิมมูโนโกลบิน (tetanus immunoglobulin) เพื่อขับสารพิษออก
  • ยาระงับประสาทไดอะซีแพม (diazepam) ช่วยควบคุมอาการชัก
  • หากคุณกรามค้าง กลืนลำบาก หรือกล้ามเนื้อกระตุก คุณอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • ผู้ป่วยโรคบาดทะยักอาจเป็นนานถึง 2 ถึง 3 เดือน อาจใช้เวลา 4 เดือนกว่าจะหายเป็นปกติ การรักษาทางการแพทย์จะช่วยให้ร่างกายกลับมาแข็งแรง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือกับบาดทะยัก

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณจัดการกับโรคบาดทะยักได้

  • ล้างบาดแผลด้วยสบู่และน้ำทันที
  • ปรึกษาแพทย์ หากคุณได้รับบาดเจ็บ และไม่แน่ใจว่าคุณจำเป็นต้องฉีดวัคซีนบาดทะยักหรือไม่
  • ปรึกษาแพทย์หากกล้ามเนื้อชักกระตุก กลืนหรือหายใจลำบาก
  • ให้ลูกฉีดวัคซีนเริ่มตั้งแต่อายุ 2 เดือนจนกว่าจะครบ ผู้ใหญ่ควรฉีดวัคซีนกระตุ้น หากเคยฉีดวัคซีนมาแล้ว 10 ปี

หากคุณมีคำถามใดๆ ปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

เชื้อจุลินทรีย์ในอาหาร ที่พบบ่อย และต้องระวังให้ดี หากคุณไม่อยากมีปัญหาสุขภาพ

เชื้อจุลินทรีย์ในอาหาร เช่น ไวรัส แบคทีเรีย สามารถก่อโรคได้มากมาย และนี่คือ เชื้อจุลินทรีย์ในอาหารที่พบได้บ่อย พร้อมวิธีป้องกันตัวเบื้องต้นที่คุณควรทราบ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by เนตรนภา ปะวะคัง

วัคซีนผู้สูงอายุ จำเป็นแค่ไหน อะไรที่บ้าง ที่ไม่ควรพลาด

ผู้ใหญ่ก็อาจจำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากมาย วัคซีนผู้สูงอายุ ที่ควรได้รับนั้นมีอะไรบ้าง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

อาการป่วยของเด็ก ที่พ่อแม่ไม่ควรเพิกเฉย

อาการป่วยของเด็ก บางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ยิ่งต้องคอยสังเกตและกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเพิกเฉยแล้ว อาจจะส่งผลถึงขั้นทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น อย่างไรให้สะอาดและปลอดภัย

สาวๆ หลายคนคงมีวิธี ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ที่แตกต่างกัน แต่วิธีไหนกันหนอที่จะทำให้จุดซ่อนเร้นของเรานั้นสะอาด แถมยังปลอดภัยอีกด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย