เมื่อยล้าทางสายตา (Eye Fatigue)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020
Share now

อาการ เมื่อยล้าทางสายตา เกิดจากการใช้สายตาอย่างหนัก เช่น การขับรถยนต์ การอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แต่ในบางกรณีอาการเมื่อยล้าทางสายตาอาจเป็นสัญญาณของโรคประจำตัวที่ต้องรับการรักษา

คำจำกัดความ

เมื่อยล้าทางสายตา คืออะไร

เมื่อยล้าทางสายตา (Eye Fatigue) หรือ อาการตาล้า เป็นอาการที่พบได้ทั่วไป เกิดจากการใช้สายตาอย่างหนัก เช่น การขับรถยนต์ การอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มักไม่มีอาการรุนแรง แต่มีข้อควรระวังทั่วไปที่สามารถช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการเมื่อยล้าทางสายตา ได้ แต่ในบางกรณี อาจเป็นสัญญาณของโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาการ เมื่อยล้าทางสายตา พบบ่อยเพียงใด

อาการเมื่อยล้าทางสายตาพบได้บ่อยมาก และส่งผลต่อคนทุกวัย แต่สามารถป้องกันได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของการเมื่อยล้าทางสายตา

อาการทั่วไปของการเมื่อยล้าทางสายตาได้แก่

  • ปวด อ่อนล้า แสบ หรือคันตา
  • ตาแฉะหรือตาแห้ง
  • มองเห็นไม่ชัดหรือมองเห็นภาพซ้อน
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดหลัง
  • ตาไวต่อแสงมากขึ้น
  • มีปัญหาในการเพ่งมอง
  • รู้สึกว่าไม่สามารถลืมตาได้

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรไปพบหมอเมื่อมีอาการใดๆ ดังต่อไปนี้

  • เคืองตา
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • การมองเห็นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
  • มีอาการเรื้อรังแม้จะมีการดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เมื่อยล้าทางสายตา

  • จ้องหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ เป็นเวลานาน
  • อ่านหนังสือโดยไม่พักสายตา
  • ขับรถในระยะทางไกลและทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องเพ่งมองเป็นเวลานาน
  • สัมผัสแสงสว่างหรือแสงจ้า
  • ฝืนมองภาพในสภาพแสงน้อย
  • มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับดวงตา เช่น ตาแห้งหรือมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาผิดปกติ
  • มีความเครียดหรืออ่อนเพลีย
  • การสัมผัสอากาศแห้งหรือลมจากพัดลม เครื่องทำลมร้อน หรือระบบปรับอากาศ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเมื่อยล้าทางสายตา

ปัจจัยความเสี่ยงของการเกิดอาการ เมื่อยล้าทางสายตามีหลายประการ เช่น

  • ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
  • ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ใช้สายตาอย่างหนัก เช่น อ่านหนังสือเป็นเวลานานหรือแม้กระทั่งดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน
  • อาศัยอยู่ในสภาพอากาศแห้ง
  • ไม่ได้เข้ารับตรวจวัดค่าสายตาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดสอบตาสำหรับการมองเห็นในระยะกลาง

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการเมื่อยล้าทางสายตา

จักษุแพทย์จะถามคำถามเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการและอาการเมื่อยล้าทางสายตา จะมีทดสอบการมองเห็น

การรักษาอาการเมื่อยล้าทางสายตา

โดยทั่วไปแล้ว การรักษาอาการเมื่อยล้าทางสายตาคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวันหรือสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย ในบางราย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโรคประจำตัวเกี่ยวกับดวงตา

สำหรับบางคน การสวมใส่แว่นสายตาที่สั่งทำสำหรับกิจกรรมเฉพาะ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์หรือการอ่านหนังสือจะช่วยบรรเทาอาการ เมื่อยล้าทางสายตา โดยแพทย์อาจแนะนำให้บริหารดวงตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้สามารถโฟกัสในระยะทางที่แตกต่างกันได้

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับอาการตาล้า

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับมือกับอาการตาล้าได้

  • ปรับแสงไฟ เมื่อดูโทรทัศน์ ดวงตาจะทำงานหนักน้อยลงหากลดความสว่างของไฟห้องลง เมื่ออ่านหนังสือหรือทำงานในระยะใกล้ พยายามให้แสงไฟเข้าทางด้านหลังเพื่อให้แสงตกลงบนหน้าหนังสือหรืองานที่กำลังทำ หากกำลังอ่านหนังสือที่โต๊ะ ควรใช้โคมไฟและตั้งไว้ด้านหน้าโคมไฟจะส่องแสงไปยังหน้าหนังสือซึ่งจะสามารถป้องกันไม่ให้แสงไฟส่องไปยังดวงตาโดยตรง
  • พักสายตา เมื่อทำงานในระยะใกล้ ให้พักสายตาเป็นระยะ และผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อตา ด้วยการบริหารเพื่อคลายกล้ามเนื้อตา โดยวางข้อศอกลงบนโต๊ะและหงายฝ่ามือขึ้น ทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าและวางศีรษะลงบนมือทั้งสองข้าง วางตำแหน่งศีรษะเพื่อให้มือปิดตาได้พอดี และกางนิ้วมือออกไปยังหน้าผาก จากนั้น หลับตาและหายใจเข้าลึกๆ ผ่านทางจมูก โดยกลั้นหายใจไว้ 4 วินาที แล้วค่อยหายใจออก จากนั้น ให้หายใจเข้าลึกๆ ทำแบบนี้เป็นเวลา 15 ถึง 30 วินาที โดยสามารถทำซ้ำได้หลายครั้งในระหว่างวัน
  • จำกัดเวลามองดูหน้าจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กซึ่งมักไม่รู้ว่าการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจะทำให้เกิดสายตาล้า และไม่รู้ว่าควรพักตาอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมที่จำหน่ายทั่วไปสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการตาแห้ง อันที่จริง แม้จะไม่มีอาการก็ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อให้ดวงตามีน้ำหล่อลื่นอยู่เสมอ ทั้งยังป้องกันการเกิดอาการใหม่ โดยแพทย์สามารถแนะนำน้ำตาเทียมที่ดีและปลอดภัยได้ โดยเฉพาะน้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสียนั้น สามารถใช้ได้บ่อยตามต้องการ
    ส่วนน้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ไม่ควรใช้เกินสี่ครั้งต่อวัน และห้ามใช้น้ำตาเทียมที่รักษาอาการตาแดงเนื่องจากอาจทำให้อาการตาแห้งแย่ลง
  • ปรับปรุงคุณภาพอากาศบริเวณโดยรอบ การปรับเปลี่ยนบางอย่างอาจช่วยป้องกันอาการตาแห้ง เช่น การใช้เครื่องทำความชื้น การปรับเครื่องปรับอุณหภูมิเพื่อลดการเป่าอากาศ และการหลีกเลี่ยง
    การสูบบุหรี่ การย้ายเก้าอี้ไปยังบริเวณใหม่อาจหลีกเลี่ยงอากาศแห้งและลมที่พัดมากระทบสายตาและใบหน้าได้
  • เลือกสวมใส่แว่นสายตาที่เหมาะสม หากคุณจำเป็นต้องใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์และต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้พิจารณาซื้อแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรปรึกษานักตรวจปรับสายตาเกี่ยวกับการเคลือบเลนส์และระดับสีของเลนส์ที่อาจช่วยการมองเห็นอีกด้วย หากต้องขับรถระยะทางไกล ควรใส่แว่นตากันแดดที่มีเลนส์กันแสงและคุณสมบัติป้องกันรังสียูวี

การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นสาเหตุทั่วไปของอาการสายตาล้า หากต้องทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ ขั้นตอนการดูแลตนเองดังต่อไปนี้สามารถช่วยรักษาอาการตาล้าได้

  • หมั่นกะพริบตาเพื่อกระตุ้นดวงตา คนจำนวนมากกระพริบตาน้อยกว่าปกติเมื่อทำงานกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ตาแห้งได้ การกระพริบตาทำให้เกิดน้ำตาที่ทำให้ดวงตาชุ่มชื้นและกระตุ้นดวงตา ควรกะพริบตาบ่อยๆ จนเป็นนิสัยเมื่อต้องจ้องมองหน้าจอ
  • พักสายตา ให้พักสายตาโดยการละสายตาจากหน้าจอบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน โดยลองใช้กฎ 20-20-20 กล่าวคือ ในทุกๆ 20 นาที ให้มองไปวัตุใดวัตถุหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
  • ตรวจสอบแสงไฟและลดแสงจ้า แสงไฟส่องสว่างและแสงจ้าที่มากเกินไปจะทำให้ดวงตาอ่อนล้าและทำให้มองหน้าจอได้ยากสายตาพร่า อาการที่รุนแรงที่สุดโดยทั่วไปเกิดจากแสงที่มาจากด้านบนหรือจากด้านหลัง ซึ่งได้แก่แสงฟลูออเรสเซนต์และแสงแดด ให้ลองปิดไฟเหนือศีรษะบางส่วนหรือทั้งหมด หากจำเป็นต้องใช้แสงไฟสำหรับการเขียนหรือการอ่าน ให้ใช้หลอดไฟตั้งโต๊ะที่สามารถปรับได้ และปิดบานเกล็ดหรือม่าน และไม่ควรวางหน้าจอไว้ด้านหน้าหน้าต่างหรือกำแพงสีขาวโดยตรง และควรใช้วัสดุกันแสงติดไว้ที่หน้าจอ
  • ปรับหน้าจอ ให้วางหน้าจอไว้ข้างหน้าโดยให้ห่างจากตัวประมาณหนึ่งช่วงแขนเพื่อให้หน้าจออยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่า การปรับเก้าอี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก็สามารถช่วยได้อีกทางหนึ่ง
  • ใช้ที่วางเอกสาร หากจำเป็นต้องอ่านเอกสารในขณะที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ให้วางเอกสารไว้ในที่วางเอกสารที่ออกแบบให้วางไว้ระหว่างแป้นพิมพ์และหน้าจอ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ให้วางไว้ด้านข้าง ควรเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับการทำงานของตนเอง จุดประสงค์หลักก็คือ การลดการปรับสายตาและการหันคอและศีรษะไปมาตลอดเวลานั่นเอง
  • ปรับการตั้งค่าหน้าจอ ให้ปรับขนาดตัวอักษรเพื่อใหอ่านได้ง่ายขึ้น และปรับความแตกต่างของสีและความสว่างในระดับที่เหมาะสม
  • ทำความสะอาดหน้าจอ หมั่นเช็ดฝุ่นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ ฝุ่นทำให้ความแตกต่างของระดับสีหน้าจอลดลงและทำให้เกิดแสงจ้าและเป็นปัญหาเกี่ยวกับการสะท้อนแสง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Eye Strain. http://www.medicinenet.com/eye_strain/page3.htm. Accessed October 10, 2016.

Eye Fatigue. http://www.webmd.com/eye-health/eye-fatigue-causes-symptoms-treatment#1. Accessed October 10, 2016.

Eyestrain. http://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/eyestrain/basics/definition/con-20032649. Accessed October 10, 2016.

 

บทความแนะนำ

ใช้สายตามากเกินจนเกิด อาการตาล้า จัดการอย่างไรดี?

ใช้สายตามากเกินจนเกิด อาการตาล้า จัดการอย่างไรดี?

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ มกราคม 1, 2019
ตาล้า (Eye Fatigue)

ตาล้า (Eye Fatigue)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ ธันวาคม 31, 2018
ภูมิแพ้ขึ้นตา คืออะไรและคุณจะรับมือได้อย่างไร

ภูมิแพ้ขึ้นตา คืออะไรและคุณจะรับมือได้อย่างไร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ธีรวิทย์ บุญราศรี
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 19, 2018
ลูกเป็นตาแดง คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไรดี

ลูกเป็นตาแดง คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไรดี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Sopista Kongchon
เผยแพร่วันที่ ตุลาคม 30, 2018