ไขมันพอกตับ (Fatty liver)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

คำจำกัดความ

ไขมันพอกตับ คืออะไร

ไขมันพอกตับ (Fatty liver) หรือไขมันจับตับ (steatosis) คือ ภาวะการก่อตัวของไขมันในตับ แม้ว่าปกติตับจะมีไขมันอยู่แล้ว แต่หากมีปริมาณไขมันมากกว่าร้อยละ 5 ถึง 10 ของน้ำหนักตับ จะถือว่ามีภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไขมันพอกตับมักไม่มีอาการและมักไม่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถาวร

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในร่างกาย มีหน้าที่จัดการทุกสิ่งที่เรารับประทานหรือดื่มเข้าไป รวมทั้งช่วยกรองสารพิษตกค้างจากกระแสเลือด กระบวนการดังกล่าวจะถูกขัดขวางหากมีไขมันมากเกินไป ตับมักซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเซลล์ใหม่เมื่อเซลล์เดิมเสียหาย หากตับเกิดความเสียหายซ้ำๆ จะเกิดพังผืดถาวรขึ้น เรียกว่าตับแข็ง (cirrhosis)

ไขมันพอกตับ พบได้บ่อยแค่ไหน

ไขมันในตับพบได้ทั่วไป ผู้ที่มีไขมันมากเกินไปในตับ มักไม่มีอาการอักเสบหรือเกิดความเสียหาย อย่างไรก็ดี โรคนี้สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของ ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับมักไม่มีอาการที่สัมพันธ์กัน อาจมีอาการอ่อนเพลีย หรือปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ตับอาจโตขึ้นเล็กน้อย โดยแพทย์สามารถตรวจพบได้ในระหว่างการตรวจร่างกาย

ไขมันส่วนเกินสามารถทำให้เกิดตับอักเสบได้ หากตับมีอาการอักเสบ อาจทำให้เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดท้อง อ่อนเพลีย และมึนงง

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของ ไขมันพอกตับ

เชื่อกันว่าสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของโรคไขมันพอกตับ คือ โรคพิษสุราเรื้อรัง และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินปริมาณที่เหมาะสม  แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นพิษสุราเรื้อรัง แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับจะมีอาการมากขึ้นเมื่อร่างกายสร้างไขมันมากเกินไป หรือไม่สามารถเผาผลาญไขมันได้เร็วพอ ไขมันส่วนเกินจะถูกเก็บในเซลล์ตับ และสะสมมากขึ้นจนทำให้เกิดไขมันพอกตับได้ ส่วนการรับประทานอาหารไขมันสูงนั้น ยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของไขมันพอกตับ

คุณอาจมีความเสี่ยงในการเกิดไขมันพอกตับ หากมีภาวะดังต่อไปนี้

ไขมันพอกตับเป็นการก่อตัวของไขมันส่วนเกินในตับ และมีโอกาสเกิดได้มากกว่าในกลุ่มคนที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ก็มีความเสี่ยงในการเป็นไขมันพอกตับเช่นกัน เนื่องจากการสะสมของไขมันในตับสัมพันธ์กับอาการต่อต้านอินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

นอกจากนี้ ภาวะไขมันพอกตับยังสามารถเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด ได้แก่ แอสไพริน สเตียรอยด์ ทามอคซิเฟน (tamoxifen) เททราไซคลีน (tetracycline)
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป
  • การใช้ยาที่ซื้อมาใช้เองบางชนิด เช่น อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) ในขนาดที่มากเกินกว่าที่แนะนำ
  • การตั้งครรภ์
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง
  • ภาวะทุพโภชนาการ
  • โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยไขมันพอกตับ

หากแพทย์สงสัยว่าคุณเป็นไขมันพอกตับ แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การตรวจเลือด

แพทย์อาจพบว่าเอนไซม์ในตับมีค่าสูงกว่าปกติ แต่สิ่งนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ การวิเคราะห์ในลำดับต่อไปเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหาสาเหตุของอาการตับอักเสบ

  • อัลตราซาวด์

ไขมันที่ตับจะมองเห็นเป็นบริเวณสีขาวในภาพอัลตราซาวด์ อาจมีการตรวจประเภทอื่น เช่น ซีทีสแกน เอ็มอาร์ไอ ซึ่งช่วยในการตรวจจับไขมันในตับเท่านั้น แต่ไม่สามารถช่วยให้แพทย์ยืนยันความเสียหายในอนาคตใดๆ ได้

  • การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อตับ

ในการตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อตับ แพทย์จะสอดเข็มไปที่ตับเพื่อนำเนื้อเยื่อออกมาตรวจ และใช้ยาชาเพื่อให้อาการปวดลดลง ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ทราบอย่างแน่ชัดว่ามีไขมันพอกตับหรือไม่ อีกทั้ง การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อตับยังช่วยให้แพทย์ระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ด้วย

การรักษาไขมันพอกตับ

ยังไม่มียาหรือการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคไขมันพอกตับโดยเฉพาะ แต่แพทย์จะให้ข้อแนะนำเพื่อลดความเสี่ยง ได้แก่

หากคุณเป็นไขมันพอกตับเนื่องจากโรคอ้วน หรือนิสัยการรับประทานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แพทย์อาจแนะนำให้คุณเพิ่มการออกกำลังกาย และงดอาหารบางประเภท การลดปริมาณแคลอรี่ที่คุณรับประทานในแต่ละวัน สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักและรักษาตับได้

คุณยังสามารถรักษาไขมันพอกตับได้โดยการลดหรืองดอาหารที่มีไขมัน และอาหารที่มีน้ำตาลสูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น เช่น ผลไม้สด ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด และควรบริโภคโปรตีนไขมันต่ำจากไก่และปลา แทนเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกับไขมันพอกตับ

ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากคุณมีภาวะโรค เช่น เบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง ควรใช้ยาตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ ควรเพิ่มการออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง เพื่อรักษาน้ำหนักที่เหมาะสม

หากมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ดีไฮโดรเมทีน (Dehydroemetine)

ดีไฮโดรเมทีน (Dehydroemetine) เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคในกระเพาะ ลำไส้ โรคตับ โรคระบบที่เกิดจากบิดมีตัว และอาการอื่น ๆ โดยทำให้ระบบทางเดินอาหารขับถ่ายช้าลง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย pimruethai
ยา ก-ฮ, ยา-สมุนไพร ก-ฮ พฤศจิกายน 1, 2019 . เวลาในการอ่าน

โรคตับและอาการคัน เกี่ยวข้องกันอย่างไร

อาการคันเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงหลายๆ โรคได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็น โรคตับและอาการคัน กลายเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม อย่าลืมดูแลตัวเองกันนะคะ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์
เคล็ดลับสุขภาพ, สุขภาพชีวิตที่ดี สิงหาคม 27, 2019 . เวลาในการอ่าน

จะรู้ได้ไงว่าตับกำลังไม่สบาย รู้ทัน สัญญาณโรคตับ ก่อนสายเกิน

โรคตับ มักตรวจไม่พบในระยะแรกเริ่ม จึงนำมาสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย ต่อไปนี้คือ สัญญาณโรคตับ ที่อาจจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เธียรธัช มีโภคา
โรคในช่องท้องและลำไส้, ศูนย์สุขภาพ เมษายน 29, 2019 . เวลาในการอ่าน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับประเภทของ การตรวจการทำงานของตับ (LFTs)

การตรวจการทำงานของตับ (LFTs) คือการตรวจที่ช่วยให้คุณหมอสามารถวิเคราะห์ว่าตับมีปัญหาหรือไม่ สามารถแบ่งแยกย่อยเป็น 3 ประเภทหลักดังต่อไปนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เธียรธัช มีโภคา
โรคในช่องท้องและลำไส้, ศูนย์สุขภาพ เมษายน 26, 2019 . เวลาในการอ่าน

บทความแนะนำ

ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย-gynecomastia

ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (Gynecomastia)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 15, 2020 . เวลาในการอ่าน
ไลฟ์สไตล์-ต้านโรค-ไขมันพอกตับ

การปรับไลฟ์สไตล์ ต้านภัย ไขมันพอกตับ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ มกราคม 10, 2020 . เวลาในการอ่าน
อุจจาระสีซีด-pale-stool

อุจจาระสีซีด สัญญาณบอกโรคของร่างกาย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มกราคม 6, 2020 . เวลาในการอ่าน
นอร์โค-Norco

นอร์โค® (Norco®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย pimruethai
เผยแพร่วันที่ พฤศจิกายน 26, 2019 . เวลาในการอ่าน