home

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

บางคนอาจจะกลัวการเข้าโรงพยาบาล หรือกลัวการเข้ารับการรักษา ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด จะทำให้คุณเข้าใจขั้นตอนในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

ความรู้ทั่วไป

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

“การสวนหัวใจ” (Coronary Artery Angiography : CAG) หรือที่หลายคนมักเรียกว่า “การฉีดสี” เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือสงสัยว่าตนเองเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ บทความนี้ Hello คุณหมอ นำขั้นตอนทำหัตถการสวนหัวใจ และวิธีการดูแลตนเองหลังการทำสวนหัวใจ มาให้ทุกคนได้ศึกษากันค่ะ จะมีรายละเอียดอย่างไร ติดตามอ่านได้ในบทความนี้เลย  การสวนหัวใจ (Coronary Artery Angiography : CAG) การสวนหัวใจหรือการฉีดสี เป็นขั้นตอนในการตรวจประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ซึ่งจะใช้เวลาในการทำหัตถการประมาณ 40-60 นาที โดยเริ่มจากการสอดสายสวนแบบยาง ผ่านหลอดเลือดแดงที่บริเวณคอ แขน ต้นขา หรือขาหนีบ ก่อนจะฉีดสารทึบรังสีบริเวณหลอดเลือดหัวใจ  ระหว่างทำหัตถการ แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อทำให้บริเวณนั้นชาเวลาสอดสาย จากนั้นสายสวนจะร้อยผ่านหลอดเลือดเข้าไปยังห้องหัวใจ เพื่อตรวจดูความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจ  การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการสวนหัวใจ  การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการสวนหัวใจ มีดังต่อไปนี้ แพทย์จะแนะนำเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่ควรบริโภคในช่วง 24 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการสวนหัวใจ และคุณควรรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำ  ก่อนเข้ารับหัตถการสวนหัวใจจะต้องงดอาหารและน้ำเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง  แจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณกินยาตัวอื่น เช่น วิตามิน สมุนไพร นอกเหนือจากยาประจำที่ใช้ในการรักษาโรคหรือไม่ และหากมีอาการแพ้ยาหรือมีอาการแพ้อื่น ๆ เช่น […]

หัวข้อ ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด เพิ่มเติม

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

นิ่ว อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกันตามภาวะทางสุขภาพ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันออกไป คุณอาจจำเป็นต้องเข้าปรึกษาแพทย์ทันทีที่มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ปัสสาวะมีเลือดปน วันนี้ Hello คุณหมอ ขอพาทุกคนมารู้จักกับเทคนิค การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก ที่แพทย์นิยมเลือกใช้ในการกำจัดก้อนนิ่ว ก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษา มาฝากให้ได้ทราบไปพร้อม ๆ กันค่ะ การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) คืออะไร การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก มีชื่อเต็มภาษาอังกฤษทางการแพทย์ว่า Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy หรือ ESWL ถูกนำมาใช้ในครั้งแรกช่วงต้นทศวรรษ 1980 ที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้อุปกรณ์ที่มีระบบปล่อยคลื่นความถี่ไปยังจุดเฉพาะที่แพทย์กำหนด เข้าไปกระทบกับก้อนนิ่วแข็ง จนทำให้นิ่วแตกออกมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ และถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบปัสสาวะอย่างง่ายดาย ขั้นตอน การสลายนิ่ว ด้วยคลื่นกระแทก ก่อนเข้ารับการรักษา คุณอาจได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเลือดเป็นระยะเวลา 7-10 วัน เช่น แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) วิตามินอี (Vitamin E) พลาวิกซ์ (Plavix) จากนั้นเมื่อถึงวันนัดหมายของ การสลายนิ่ว ด้วยคลื่นกระแทก แพทย์อาจเริ่มต้นตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยอาจได้รับการดมยาสลบ […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

ปอดและหัวใจ ถือได้ว่าเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนนำก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ระบบการไหลเวียนของเลือด และช่วยสูบฉีดเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ แต่เมื่อใดที่อวัยวะทั้งสองมีการทำงานผิดปกติ เครื่องเอคโม (ECMO) ก็อาจเป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยเข้ามาประคองการทำงาของปอดและหัวใจได้ มาทำความรู้จักกับเครื่องเอคโมได้ในบทความนี้ค่ะ เครื่องเอคโม คืออะไร เอคโม (Extracorporeal membrane oxygenation ; ECMO) หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า เครื่องให้ออกซิเจนเยื่อหุ้มเซลล์ภายนอก คือเครื่องมือที่ใช้ในการบายพาสหัวใจและปอด พร้อมช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงช่วยเติมออกซิเจนในเลือด เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย สำหรับการติดตั้งเครื่องเอคโคเพื่อช่วยปรับปรุงการทำงานของปอดและหัวใจนั้น จะต้องใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อติดตั้งเครื่องมือภายในร่างกาย โดยแพทย์จะเริ่มจากการใช้ยาสลบหรือยาระงับความเจ็บปวด จากนั้นจึงค่อยสอดท่อขนาดเล็ก (Cannulas) ที่มีความยืดหยุ่นสูง เข้าไปในหลอดเลือดแดง หรือหลอดเลือดดำให้อยู่ตรงตำแหน่งที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจต้องใช้เครื่องเอคโคเป็นเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะทดสอบการทำงานของปอดและหัวใจ เพื่อดูว่าสามารถนำเครื่อง เอคโม ออกได้หรือยัง นอกจากนี้เครื่องเอคโมยังมีอีกรูปแบบหนึ่งในขนาดพกพา ที่เหมาะสำหรับการรักษาผู้ป่วยเบื้องต้นขณะนำส่งโรงพยาบาล ก่อนจะถูกส่งไปรักษาต่อโดยแพทย์อีกที ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่อาจสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้แทบทุกสถานการณ์เลยทีเดียว ใครบ้างที่เหมาะสมในการใช้ เครื่องเอคโม โดยส่วนใหญ่แพทย์มักเลือกใช้เครื่องเอคโมกับผู้ป่วยที่มีภาวะทางสุขภาพ ดังต่อไปนี้ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy decompensated) กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ภาวะช็อกจากสาเหตุหัวใจสูบฉีดเลือดไม่เพียงพอ ความดันโลหิตสูงในปอด ระบบหายใจล้มเหลว ไส้เลื่อนกระบังลม อาการสำลักน้ำคร่ำของทารกในครรภ์คุณแม่ โรคปอดบวมรุนแรง กลุ่มอาการหายใจลำบาก โรคปอดอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อุบัติเหตุรุนแรง ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้เครื่อง เอคโม นี้ ควรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจจากแพทย์เท่านั้น เพราะอาจมีเทคนิคการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมตามสภาวะของโรค หรือช่วยลดจากความเสี่ยงได้มากกว่าการใช้เครื่องเอคโมนั่นเอง ข้อเสียที่อาจได้รับจาก […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

การฉีดยาเข้าลูกตา แม้ว่าอาจจะฟังดูแล้น่ากลัว แต่ก็เป็นกระบวนการ ที่อาจสามารถช่วยแก้ไขปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับดวงตาของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขออาสาพาทุกคนมารู้จักกับ การฉีดยาเข้าวุ้นตา ทั้งข้อดีและข้อเสีย เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปประกอบการพิจารณาเป็นอีกตัวเลือกของการรักษาดวงตาค่ะ การฉีดยาเข้าลูกตา คืออะไร ฉีดยาเข้าลูกตา หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า ฉีดยาเข้าวุ้นตา (Eye Injections) คือ การรักษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพตาโดยตรง เช่น อาการจอประสาทตาเสื่อม โรคเบาหวานขึ้นตา การอุดตันของเส้นเลือดในจอประสาทตา โดยใช้ยาในกลุ่ม anti-VEGF ซึ่งเป็นยาที่ใช้ยับยั้งสารที่ก่อให้เกิดภาวะกระตุ้นการเจริญเติบโตของหลอดเลือด มีทั้งหมด 4 ชนิด ได้แก่ Aflibercept (Eylea) Bevacizumab (Avastin®) Brolucizumab( Beovu ®) Ranibizumab(Lucentis®) แต่ถึงอย่างไร แพทย์อาจมีการวินิจฉัย และการตรวจสอบอย่างละเอียดเสียก่อน เพื่อหาวิธีรักษา และเลือกชนิดยาที่เหมาะสมกับสภาวะที่คุณเป็น หากจำเป็นต้องเข้ารับการ ฉีดยาเข้าวุ้นตา ขั้นตอนการฉีดยาเข้าลูกตา โดยแพทย์ แพทย์อาจให้คุณนั่งหรือนอนในท่าที่สบายและผ่อนคลาย จากนั้นจึงนำยาชาหยอดลงในลูกตา เพื่อให้คุณไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด พร้อมเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการฉีดยา ดังนี้ ทำความโดยรอบบริเวณเปลือกตา โดยปกติแพทย์อาจใช้เป็นโพวิโดน ไอโอดีน (Povidone-iodine) ใช้อุปกรณ์ถ่างตา เพื่อเปิดเปลือกตาขึ้นเตรียมการฉีด ในระหว่างการฉีดยา แพทย์ให้คุณมองไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพื่อฉีดเข้าสู่บริเวณตาขาว ขั้นตอนการ ฉีดยาเข้าวุ้นตา ทั้งหมดนี้มักใช้ระยะเวลาเพียง 10-15 นาที เท่านั้น ซึ่งแพทย์อาจมีการทำความสะอาดรอบดวงตาอีกรอบหลังจากการฉีดยาเสร็จสิ้น เพื่อให้ดวงตาคุณสะอาดปลอดจากเชื้อแบคทีเรียมากที่สุด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังถูก ฉีดยาเข้าวุ้นตา การมองเห็นลดลง ดวงตาไวต่อแสง ปวดตา กระจกตาถลอก ความดันในตาเพิ่มขึ้น เรตินา […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

มะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในต่อมไทรอยด์ที่ผิดปกติ จนก่อให้เกิดก้อนเนื้อบางอย่างอยู่ภายในต่อมไทรอยด์ และเจริญเติบโตขึ้นจนกลายเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งในบางครั้ง แพทย์อาจทำการรักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยการให้ กินไอโอดีน แต่เทคนิคที่กล่าวมานี้มีขั้นตอนการเตรียมตัวและการรักษาอย่างไรบ้าง ติดตามได้ในบทความของ Hello คุณหมอ ที่นำมาฝากกันได้เลยค่ะ ไอโอดีน รักษา มะเร็งต่อมไทรอยด์ ได้อย่างไร ไอโอดีน หรือ ไอโอดีน-131 (l-131) เป็นสารกัมมันตภาพรังสีที่แพทย์ใช้เพื่อช่วยรักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ โดยส่วนใหญ่มักมาในรูปแบบเป็นยาเม็ดไว้รับประทาน เมื่อผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้รับสารชนิดนี้เข้าไป สารกัมมันตภาพรังสีก็จะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งที่อยู่ในต่อมไทรอยด์ ทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ ในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยควรตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก ๆ 4 – 6 สัปดาห์ หรือตามวันเวลาที่แพทย์นัดหมาย เนื่องจากแพทย์จำเป็นต้องติดตามผลการรักษาจนกว่าระดับฮอร์โมนไทรอยด์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง  พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้สารกัมมันตภาพรังสีใน ไอโอดีน ที่คุณได้รับแพร่ไปสู่ผู้อื่น ดังนี้ รักษาระยะห่างจากคนใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็ก และสตรีมีครรภ์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสอย่างใกล้ชิด เช่น การกอด การหอม หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์  แยกห้องนอนกับผู้อื่น ไม่ควรใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น แยกผ้าที่ต้องซัก ทั้งเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม การเตรียมตัวก่อนการบำบัดด้วยไอโอดีน เพื่อให้การบำบัดด้วย ไอโอดีน เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์อาจให้คุณเลือกรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนในระดับต่ำ อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการบำบัดด้วยไอโอดีน-131 เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง นม ไข่ และอาหารทะเล ส่วนที่สำคัญคือ […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

เมื่อผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะสุขภาพบางอย่าง จนทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารผ่านทางทางได้ตามปกติ การให้อาหารทางสายยาง ผ่านทางหน้าท้อง จึงเป็นอีกเทคนิคที่แพทย์มักเลือกใช้ แต่เทคนิคดังกล่าวนี้มีขั้นตอน และความเสี่ยงอย่างไรต่อผู้ป่วยบ้างนั้น หาคำตอบได้ในบทความของ Hello คุณหมอกันค่ะ ทำความรู้จักกับเทคนิค การให้อาหารทางสายยาง การให้อาหารทางสายยาง (Feeding Tubes) คือ การใส่อุปกรณ์หรือสายยางให้อาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหารผ่านช่องหน้าท้องโดยตรง วิธีการนี้มักใช้เฉพาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคี้ยวหรือกลืนอาหารด้วยตนเองได้ การให้อาหารทางสายยางผ่านทางช่องท้องจำเป็นต้องมีกระบวนการผ่าตัดที่เรียกว่า การใส่สายให้อาหารทางหน้าท้อง (Percutaneous Endoscopic Gastrostomy; PEG) โดยการผ่าตัดเพื่อสอดสายยางและกล้องส่องขนาดเล็กเข้าไปในช่องท้อง เพื่อให้สามารถมองเห็นบริเวณอวัยวะภายในที่ต้องการสอดสายยางเข้าไปยังในกระเพาะได้อย่างแม่นยำ การเตรียมตัวก่อนได้รับการให้อาหารทางสายยาง ขั้นตอนแรก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจมีการ สอบถามประวัติในการใช้ยาปฏิชีวนะ พร้อมตรวจสุขภาพตัวผู้ป่วยร่วมด้วย ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการใช้ยา สุขภาพ และโรคประจำตัวอย่างละเอียด ก่อนเข้ารับการผ่าตัดใส่ สายยางให้อาหาร อาจต้องมีการหยุดใช้ยาบางชนิดเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หรือตามที่แพทย์กำหนด เมื่อถึงวันนัดหมายเข้าผ่าตัดใส่สายยางให้อาหาร ผู้ป่วยก็มีควรงดรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มอย่างน้อยเป็นเวลา 8 ชั่วโมง การให้อาหารทางสายยางมีขั้นตอนอย่างไร ขั้นตอนการผ่าตัดใส่ สายยางให้อาหาร สวมชุดที่เหมาะสมกับการเข้าห้องผ่าตัด ส่วนมากมักเป็นชุดประจำของทางโรงพยาบาล และโปรดถอดเครื่องประดับตามแพทย์ได้ชี้แจงออกให้หมด แพทย์อาจมีการใช้ยากล่อมประสาท ยาบรรเทาอาการปวดเข้าสู่ทางหลอดเลือดดำของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายชั่วครู่ แพทย์จะเริ่มทำการนำกล้องขนาดเล็กที่เรียกกว่า กล้องเอ็นโดสโคป (Endodiscectomy) สอดเข้าผ่านทางช่องปากลงไปยังหลอดอาหาร จนถึงกระเพาะ แพทย์จะกรีดเปิดแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้องให้ตรงกับบริเวณที่จะใส่ สายยางให้อาหาร และนำสายยางให้อาหาร PEG ใส่เข้าไปยังบริเวณที่ตรงกับจุดที่แพทย์กำหนด ปิดเย็บแผลบริเวณ พร้อมทำความสะอาด กระบวนการนี้มักใช้ระยะเวลาการผ่าตัดทั้งหมด […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

รอยลึกใต้ตาสามารถทำให้ดวงตาของคุณดูเหนื่อยล้า รวมถึงอาจทำให้ดูแก่ขึ้นได้ รอยลึกใต้ตามักจะเด่นขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ทำให้หลาย ๆ คนอยากกำจัดรอยลึกใต้ตาออกไป ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดและเห็นผลค่อนข้างชัดเจน ก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แต่ก่อนจะเข้ารับ การฉีดฟิลเลอร์ คุณควรจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน ซึ่งทาง Hello คุณหมอ มีข้อมูลเรื่องนี้มาฝากคุณแล้ว ทำความรู้จักกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มวอลลุ่มใต้เปลือกตา ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้บ่อยที่สุดในการกำจัดรอยใต้ตาก็คือ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกรดไฮยาลูโรนิก แม้ว่าอาจจะใช้ส่วนผสมอื่น ๆ ด้วยก็ตาม กรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารคล้ายเจลที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายของคุณ เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวหนัง กรดไฮยาลูโรนิกจะเพิ่มความแน่นและลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นได้ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาปลอดภัยหรือไม่ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างปลอดภัย ทั้งยังมีร่องรอยน้อยกว่าการผ่าตัดเอาถุงใต้ตาออกอีกด้วย ซึ่งรวมไปถึงการปลูกถ่ายไขมันและการเปลี่ยนตำแหน่งไขมัน ผลลัพธ์ของ การฉีดฟิลเลอร์ นั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ซึ่งส่วนมากจะมีอายุประมาณ 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น คุณจะต้องเข้ารับ การฉีดฟิลเลอร์ ซ้ำหลายครั้ง เพื่อรักษาผลลัพธ์ในระยะยาว บางครั้ง การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ก็สามารถทำไปพร้อมกับขั้นตอนอื่น ๆ ได้ เช่น ฉีดโบท็อกซ์ การผลัดผิวด้วยเลเซอร์ การปลูกถ่ายไขมัน การเปลี่ยนตำแหน่งไขมัน การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับใครบ้าง ผู้ที่เหมาะสำหรับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ได้แก่ ผู้ที่ใต้ตาหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง ผู้ที่มีผิวที่แข็งแรงและหนา ผู้ที่เข้าใจว่า การรฉีดฟิลเลอร์ มีผลเพียงชั่วคราว ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้ การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับคุณก็ได้ ผู้ที่มีผิวบอบบาง ผู้ที่มีผิวหนังส่วนเกินใต้ดวงตา ผู้ที่มีร่องใต้ตาลึกมาก ผู้ที่มีไขมันปูดใต้ตา ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนังในบริเวณใต้ตา ผู้ที่มีอาการป่วยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ขั้นตอน การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ก่อนเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คุณหมอผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมจะประเมินเปลือกตาล่างของคุณ และตรวจสอบพื้นผิวและความหนาของผิวของคุณด้วย คุณหมอจะกำหนดชนิดของฟิลเลอร์ผิวหนังที่ดีที่สุดสำหรับความต้องการของคุณ จากนั้นจึงเริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้คุณ […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

สำหรับผู้หญิงบางคนการมีลูกกระเดือกนูนออกมาอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ เนื่องจากดูเหมือนผู้ชายมากเกินไป ส่วนผู้ชายที่ต้องการจะเป็นหญิงก็ต้องการที่จะทำให้ลูกกระเดือกหายไปเช่นกัน ดังนั้น วิธีที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ก็คือ การ กรอกระเดือก นั่นเอง แต่ขั้นตอนการกรอกระเดือก วิธีการดูแลตัวเอง รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร ลองมาติดตามในบทความนี้ของ Hello คุณหมอ กันเลย ทำความรู้จักกับการ กรอกระเดือก (Tracheal Shave) การกรอกระเดือก (Tracheal Shave) เป็นขั้นตอนการผ่าตัดเพื่อลดขนาด และความโดดเด่นของกล่องเสียง ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ด้านบนของต่อมไทรอยด์ตรงกลางลำคอ ซึ่งความโดดเด่นของกล่องเสียงมักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ลูกกระเดือก” ในระหว่าง การกรอกระเดือก กระดูกอ่อนของต่อมไทรอยด์จะถูกเอาออกจากด้านหน้าของกล่องเสียง ซึ่งบทบาทที่สำคัญของกระดูกอ่อนบริเวณต่อมไทรอยด์ก็คือ การปกป้องสายเสียงจากความเสียหายนั่นเอง เหตุใดถึงต้องกรอกระเดือก ในช่วงวัยแรกเกิดของเพศชาย ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะเพิ่มขนาดและปริมาตรของกล่องเสียง และกระดูกอ่อนต่อมไทรอยด์ และส่งผลให้สายเสียงยังสามารถยาวขึ้นได้ในช่วงเวลานี้ และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เสียงทุ้มขึ้น อีกทั้งยังทำให้ช่วงด้านหน้าของลำคอนูนยื่นออกมา ส่วนในวัยแรกเกิดของเพศหญิงนั้น ด้านหน้าของลำคอจะไม่นูนออกมาเหมือนเพศชาย ในช่วงวัยแรกรุ่นจึงทำให้ทั้งใบหน้าดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น ดังนั้น บางคนจึงเลือกที่จะกรอกระเดือกไปพร้อม ๆ กับขั้นตอนการศัลยกรรมส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า เช่น ลดคาง ลดกราม เสริมริมฝีปาก เสริมแก้ม เสริมหน้าผาก (Forehead Contouring) ผ่าตัดเสริมจมูก ขั้นตอน การกรอกระเดือก ที่คุณควรรู้ สิ่งแรกก่อนที่จะเข้ารับ การกรอกระเดือก คุณหมอจะต้องประเมินและให้คุณเข้ารับการตรวจวินิจฉัย เพื่อตรวจสอบว่า คุณมีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอสำหรับการผ่าตัดหรือไม่ ซึ่งการตรวจนี้จะรวมไปถึงการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

นอกจากการรับประทานอาหาร วิตามิน หรือการออกกำลังกาย อย่างเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว การฉีดเกล็ดเลือด เข้าสู่ร่างกาย ก็อาจเป็นอีกสิ่งที่สามารถส่งผลดีแก่สุขภาพของคุณได้เช่นกัน แต่ก่อนคุณจะเข้ารับการฉีดนั้น ควรจำเป็นอย่างมากที่ต้องทำการศึกษาถึงประโยชน์ และผลข้างเคียงเบื้องต้น จากบทความ Hello คุณหมอ เสียก่อนค่ะ การฉีดเกล็ดเลือด (PRP) คืออะไร การฉีดเกล็ดเลือด (Platelet-Rich Plasma Injections; PRP) คือการฉีดพลาสมาที่ประกอบด้วยเกล็ดเลือด น้ำและโปรตีนเข้าไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อให้สร้างเซลล์ในร่างกายได้แข็งแรงขึ้น ซึ่งมักนิยมนำมาฉีดบริเวณศีรษะ กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และผิวหนัง โดยมีกระบวนการ หรือขั้นตอนการฉีด ดังนี้ แพทย์จะทำการวินิจฉัย พร้อมประเมินปัญหา และกำหนดปริมาณของพลาสมาด้วยการดูดเลือดจากตัวคุณเองออกมา เลือดที่ได้จากตัวคุณจะถูกนำไปห้องปฏิบัติการ หรือเข้าเครื่องปั่นเฉพาะ เพื่อให้ส่วนประกอบของเลือดที่ต้องการจะนำมาฉีดแยกออกจากกัน ซึ่งมักใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 15 นาที เมื่อได้พลาสมาที่แยกออกมาแล้ว แพทย์จะเริ่มทำการเตรียมฉีดเข้าสู่บริเวณร่างกายที่คุณต้องการรักษา ในขณะฉีดแพทย์อาจมีการใช้เครื่องมืออัลตร้าซาวด์ร่วม เพื่อเป็นการระบุบริเวณที่จะได้รับพลาสมาเข้าไปได้อย่างตรงจุด ก่อนเข้าขั้นตอนการฉีด แพทย์อาจมีการนัดหมายล่วงหน้า พร้อมให้คำแนะนำถึงการเตรียมตัว ซึ่งคุณควรปฏิบัติตามทุกข้ออย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์นั้นออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด การฉีดเกล็ดเลือด เหมาะกับการรักษาภาวะสุขทางภาพใด ส่วนใหญ่การฉีดเกล็ดเลือด หรือพลาสมาตามจุดต่าง ๆ บนร่างกาย แพทย์มักนิยมใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ประสบกับปัญหาทางสุขภาพ ดังนี้ อาการบาดเจ็บที่เส้นเอ็น เส้นเอ็นเป็นเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อ และกระดูกที่ค่อนข้างมีลักษณะเหนียว และหนาอย่างมาก และเมื่อประสบกับอาการบาดเจ็บจึงทำให้เส้นเอ็นนั้น ใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูได้นานกว่าปกติ ซึ่งแพทย์จึงมักเลือกใช้การฉีดเกล็ดนี้นำไปรักษาด้วยการฉีดเข้าสู่บริเวณเส้นเอ็นโดยตรง เพื่อบรรเทาอาการปวด […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

ถึงชื่อของภาวะทางสุขภาพอย่าง ไส้เลื่อนที่ขาหนีบ อาจจะอ่านแล้วดูน่ากลัวไปสักนิด แต่ที่จริงนั้นมันสามารถรักษาได้โดยง่าย หากคุณเริ่มต้นเช็กอาการเบื้องต้น จากบทความของ Hello คุณหมอ วันนี้ เพื่อที่จะได้เข้าขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ถึงวิธีการรักษาได้อย่างเท่าทัน และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ที่อาจตามมาได้ในภายหลังมาฝากกันค่ะ ไส้เลื่อนที่ขาหนีบ คืออะไร ไส้เลื่อนที่ขาหนีบ (Inguinal hernia) สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อมีเนื้อเยื่อส่วนใดส่วนหนึ่งของลำไส้ยื่นผ่านออกมากทางผนังหน้าท้องที่ใกล้กับบริเวณขาหนีบด้านซ้าย หรือด้านขวา โดยมีลักษณะเป็นก้อนนูน และอาจก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดขึ้นได้ในขณะที่คุณมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเช่น การโน้มตัว ยกของหนัก เป็นต้น ซึ่งภาวะไส้เลื่อนที่ขาหนีบนี้อาจพบได้บ่อยในเพศชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทารกในอัตรา 2-3 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำก็อาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะประสบกับภาวะดังกล่าวได้อีกด้วยเช่นกัน อาการเบื้องต้น ของ ภาวะไส้เลื่อนที่ขาหนีบ หากกรณีที่ไส้เลื่อนเกิดขึ้นกับช่วงวัยเด็กทารกแรกเกิด คุณจะสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้จากก้อนนูนที่โผล่ออกมายังบริเวณผนังช่องท้องอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อเขาร้องไห้ ไอ หรือมีการเคลื่อนไหวของลำไส้บางส่วน แต่สัญญาณของ ภาวะไส้เลื่อนที่ขาหนีบ ในช่วงวัยผู้ใหญ่นั้น ส่วนใหญ่มักอาจปรากฏอาการต่าง ๆ ออกมาได้ ดังต่อไปนี้ เจ็บปวดที่ขาหนีบ เมื่อมีอาการไอ ออกกำลังกาย และงอลำตัว ถุงอัณฑะในเพศชายมีอาการบวม คลื่นไส้ อาเจียน พร้อมกับมีไข้ ปวดแสบ ปวดร้อนภายในช่องท้อง ลำไส้ อาการปวดทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว การรักษา ด้วยการผ่าตัด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยทั่วไปการผ่าตัด มักมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ […]

ขั้นตอนทางการแพทย์และการผ่าตัด

หลายท่านอาจเคยสงสัยว่าทำไมแพทย์มักจึงให้คำแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติในการ งดทานอาหาร และเครื่องดื่ม ก่อนเข้าผ่าตัด อยู่เสมอ ทาง Hello คุณหมอ จึงขอนำคำตอบเบื้องต้นมาช่วยคลายข้อสงสัย และไขข้อข้องใจให้ทุกคนได้ทราบกันในบทความนี้ค่ะ เหตุผลที่คุณควร งดทานอาหาร ก่อนเข้าผ่าตัด เมื่อคุณจำเป็นที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด สิ่งแรกแพทย์อาจจะทำการให้คำแนะนำข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ พร้อมนัดวันหมายให้คุณทราบล่วงหน้า รวมไปถึงออกข้อห้ามสำคัญอย่างการงดรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มอย่างเคร่งครัด เพราะหากคุณไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์นั้น ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาแก่สุขภาพขึ้นได้ ดังนี้ ระบบย่อยอาหารติดเชื้อ บางครั้งการผ่าตัดของคุณอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริเวณของลำไส้ หรือระบบย่อยอาหารร่วม ดังนั้น หากคุณมีการรับประทานอาหารก่อนการผ่าตัด ก็อาจสามารถส่งผลให้การผ่าตัดมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ จนทำให้แพทย์จำเป็นต้องระงับการผ่าตัดเอาไว้ชั่วคราว คลื่นไส้ อาเจียน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยอาจประสบหลังจากการผ่าตัด เนื่องจากช่วงขณะที่คุณผ่าตัดบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ยาสลบ พร้อมใส่ท่อช่วยหายใจร่วมด้วย จึงอาจส่งผลให้เกิดการสำลักหลังการผ่าตัด นำไปสู่โรคปอดบวม หรือโรคปอดติดเชื้อได้ในที่สุด การ งดทานอาหาร ก่อนเข้าผ่าตัด ของแต่ละช่วงวัย ในแต่ละช่วงอายุนั้นอาจมีข้อควรปฏิบัติในการงดอาหาร ก่อนการผ่าตัดที่ค่อนข้างแตกต่างกันอยู่พอสมควร โดยแบ่งออกเป็นตามเกณฑ์ของช่วงอายุ ดังต่อไปนี้ วัยผู้ใหญ่ และวัยรุ่นที่มีอายุมากกว่า 12 ปี ช่วงวัยนี้ อาจสามารถรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มประเภทนมได้ก่อนถึงเวลาผ่าตัดประมาณ 8 ชั่วโมง แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ อีกทั้งก่อนถึงเวลากำหนดที่จะเข้ารับการผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมง คุณควรรับประทานน้ำเปล่าให้เพียงพอแก่ร่างกาย เพราะถ้าหากใกล้เวลากำหนดแล้วนั้น คุณอาจไม่สามารถรับประทานเครื่องดื่มใด ๆ […]

x