home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณกำลังมีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

โรคซาร์ส (SARS) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome)

โรคซาร์ส (SARS) หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome)
ปัจจัยเสี่ยง|การวินิจฉัยและการรักษาโรค|การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

โรคซาร์ส (SARS) เป็นรูปแบบหนึ่งของปอดบวม โรคนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2002 แม้ว่าผู้ที่ติดเชื้อ 9 ใน 10 คน หายจากโรค แต่หากผู้ป่วยไม่เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยสามารถเสียชีวิตได้

คำจำกัดความ

โรคซาร์สคืออะไร

โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome) หรือโรคซาร์ส (SARS) เป็นรูปแบบหนึ่งของปอดบวม โรคนี้เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2002 ภายในเวลาไม่กี่เดือน นักท่องเที่ยวและชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศทำให้เกิดการระบาดของโรคใน 29 ประเทศทั่วโลก

แม้ว่าผู้ที่ติดเชื้อ 9 ใน 10 คน หายจากโรค แต่หากผู้ป่วยไม่เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยสามารถเสียชีวิตได้ ดังนั้น ภาคส่วนที่มีอำนาจเร่งประชาสัมพันธ์สัญญาณของโรค วิธีการวินิจฉัย และแนะนำให้แยกผู้ป่วยออกมาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2003 การระบาดของโรคซาร์สหยุดลง และไม่มีรายงานการเติดเชื้อโรคอีกตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา

โรคซาร์สพบบ่อยแค่ไหน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หากคุณป่วยเป็นโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และโรคซาร์ส คุณมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตอยู่ในอัตราที่สูง

อาการ

อาการของโรคซาร์ส

สัญญาณเบื้องต้นของโรคซาร์สได้แก่ ไข้หวัด ไข้สูง 38 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่า ตามด้วยอาการหนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว ไอแห้งๆ และอ่อนเพลีย

อาการที่รุนแรงกว่าประกอบด้วย ปวดบวมรุนแรง และระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง (เลือดขาดออกซิเจน)

อาจมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค ควรติดต่อแพทย์

ควรพบหมอเมื่อใด

คุณควรเข้ารับการดูแลทันที หากพบว่ามีอาการของโรคซาร์ส เช่น มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อและไอ

หากคุณเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตต่ำหรือเบาหวาน และเกิดอาการโรคซาร์ส ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉินเพื่อไม่ให้อาการกำเริบ

ควรพบหมอหากเกิดสัญญาณของโรค ร่างกายของแต่ละคนแสดงอาการได้แตกต่างกัน วิธีที่ดีสุดคือการปรึกษากับหมอว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคซาร์ส

สาเหตุของโรคซาร์สคือเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เป็นไข้หวัด ค้างคาวและสัตว์สายพันธุ์ชะมดเชื่อว่าเป็นตัวการในการแพร่เชื้อไวรัสผ่านระบบทางเดินหายใจ นั่นหมายถึงคุณจะป่วยหากหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่

คุณติดเชื้อซาร์สหากคุณสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น จับของที่เปื้อนน้ำลาย น้ำตา ปัสสาวะ และอุจจาระของผู้ป่วยโรคซาร์ส การกอด จูบหรือการรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วย การจบสิ่งของต่างๆ เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์ และปุ่มในลิฟต์ที่มีเชื้อซาร์ส อาจะทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคซาร์ส

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส มีดังนี้

  • อยู่ร่วมกับคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา
  • เดินทางไปยังพื้นที่หรือประเทศที่มีการระบาดของโรค
  • ไม่ล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร อาหารไม่สะอาด

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถแทนคำปรึกษาทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคซาร์ส

แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคซาร์ส และซักถามสาเหตุของการติดเชื้อ เช่น สถานที่ที่คุณเดินทางไป หรือบุคคลที่คุณอยู่ด้วย เป็นต้น

การตรวจเลือดและอุจจาระเป็นวิธีการในการตรวจดูว่า เลือดและอุจจาระมีเชื้อไวรัสโคโรนา หรือแอนติเจนท์ที่ต่อต้านเชื้อไวรัสอยู่หรือไม่

การถ่ายภาพรังสีและการเอกซเรย์ (CT) เป็นวิธีที่จำเป็น หากแพทย์สงสัยว่าเชื้อซาร์สลุกลามทำให้เกิดปัญหาที่หลอดลมและปอดบวม

การรักษาโรคซาร์ส

ในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาโรคซาร์สให้หายขาด หากคุณเป็นโรคซาร์ส แพทย์จะสั่งยารวมถึงการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ ออกซิเจน นักกายภาพบำบัด ยาปฏิชีวนะและยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการเกิดโรคอื่นๆ ยาต้านไวรัสไม่สามารถรักษาโรคซาร์สได้ แต่ป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย หากคุณมีอาการปอดบวม หมออาจสั่งยาสเตียรอยด์ต้านการติดเชื้อเพิ่มเติม

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการกับโรคซารส์

ในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาโรคซาร์สให้หายขาด หากคุณเป็นโรคซาร์ส แพทย์จะสั่งยารวมถึงการรักษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ ออกซิเจน นักกายภาพบำบัด ยาปฏิชีวนะและยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการเกิดโรคอื่นๆ ยาต้านไวรัสไม่สามารถรักษาโรคซาร์สได้ แต่ป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย หากคุณมีอาการปอดบวม หมออาจสั่งยาสเตียรอยด์ต้านการติดเชื้อเพิ่มเติม

หากมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจและหาวิธีการักษาที่ดีที่สุด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Ferri, Fred. Ferri’s Netter Patient Advisor. Philadelphia, PA: Saunders / Elsevier, 2012.  Print edition.

SARS. 20024278. Accessed September 29, 2015.

รูปของผู้เขียน
ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนโดย ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์
แก้ไขล่าสุด 06/12/2018
x