ค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชม ควรอยู่ที่เท่าไหร่

    ค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชม ควรอยู่ที่เท่าไหร่

    การวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารเป็นวิธีที่นิยมใช้ประเมินความสามารถในการดูดซึมน้ำตาลจากอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในระดับสูงสุด และใช้เป็นเกณฑ์ชี้วัดสภาวะสุขภาพได้ โดย ค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชม ของคนทั่วไปควรน้อยกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในขณะที่ค่าน้ำตาลหลังกินข้าว 1 ชม ของคนเป็นโรคเบาหวานควรน้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

    ทำไมต้องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด

    การวัดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นประโยชน์ในการคัดกรองและวินิจฉัยโรคเบาหวาน และช่วยในการติดตามผลการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทำให้ทราบว่าแนวทางการรักษาที่คุณหมอกำหนดให้ผู้ป่วยมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคเบาหวานมากน้อยเพียงใด ทั้งยังช่วยให้คุณหมอสามารถปรับแนวทางการรักษาและให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองได้เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยมากที่สุด

    โดยทั่วไปแล้ว การวัดระดับน้ำตาลในเลือดสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยการใช้เครื่องตรวจเบาหวานหรือเครื่องวัดน้ำตาลในเลือด (Blood Glucose Meter หรือ BGM) ผู้ทำการทดสอบจะต้องเจาะเลือดบริเวณปลายนิ้วมือแล้วหยดเลือดลงบนแผ่นทดสอบ จากนั้นเครื่องมือจะตรวจวัดและแสดงค่าระดับน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดที่วัดได้ การวัดระดับน้ำตาลในเลือดสามารถทำได้หลายช่วงเวลา เช่น ก่อนมื้ออาหาร หลังมื้ออาหาร หลังออกกำลังกายหรือใช้แรงหนัก

    สำหรับการวัดค่าน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร มีจุดประสงค์เพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าสามารถพุ่งไปได้สูงสุดเท่าใด ทางการแพทย์นิยมทดสอบระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพราะหลังมื้ออาหารเป็นช่วงที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากอาหารส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะถูกย่อยและแปรสภาพเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด

    ค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชม ควรอยู่ที่เท่าไหร่

    ตามปกติแล้วค่าน้ำตาลในเลือดจะวัดเป็นหน่วยมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) โดยอาจมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    ค่าน้ำตาลในเลือดก่อนมื้ออาหาร

    • คนทั่วไปควรมีค่าน้ำตาลก่อนกินข้าว 1 ชม อยู่ที่ 72-90 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • คนเป็นโรคเบาหวานควรมีค่าน้ำตาลก่อนกินข้าว 1 ชม อยู่ที่ 80-130 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • คนเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรมีค่าน้ำตาลก่อนกินข้าว ไม่เกิน 95 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

    ค่าน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร

    • คนทั่วไปควรมีค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชมน้อยกว่า 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • คนเป็นโรคเบาหวานควรมีค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชวน้อยกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
    • คนเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรมี
      • ค่าน้ำตาล หลัง กิน ข้าว 1 ชมไม่เกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
      • ค่าน้ำตาล หลังกินข้าว 2 ชั่วโมงไม่เกิน 120 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

    เกณฑ์ค่าน้ำตาลในเลือดอาจแตกต่างกันไปตามอายุ ส่วนใหญ่แล้วระบบเผาผลาญของคนที่อายุยังน้อยและอยู่ในวัยหนุ่มสาวจะมีประสิทธิภาพมากกว่า ทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่าคนสูงอายุ และเสี่ยงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานน้อยกว่า การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดจึงมักเริ่มตรวจตอนอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่ก็อาจเริ่มตรวจเร็วกว่านั้น หรือต้องตรวจบ่อย ๆ หากมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน เช่น มีภาวะก่อนเบาหวาน มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรืออาจต้องตรวจเป็นประจำหากเป็นโรคเบาหวาน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ ภาวะเบาหวานขึ้นตา ภาวะเบาหวานลงเท้า โรคไต ภาวะหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูง โรคทางระบบประสาท

    การดูแลตัวเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

    การดูแลตัวเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาจทำได้ดังนี้

    • หมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และอาจจดบันทึกค่าน้ำตาลในเลือดที่ได้ในแต่ละวันเพื่อติดตามการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตัวเอง วิธีนี้อาจช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และอาจทำให้ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานสามารถปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงได้
    • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรปฏิบัติตามแผนการรักษาและการดูแลตัวเองที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดกินยาหรือปรับขนาดยาเอง หากกินยารักษาเบาหวานแล้วยังมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ควรไปพบคุณหมอเพื่อปรับขนาดยาหรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสม และควรปรึกษาคุณหมอก่อนเปลี่ยนรูปแบบออกกำลังกายในขณะกินยารักษาเบาหวาน
    • รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผักและผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด พืชตระกูลถั่ว ข้าวกล้อง และลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว น้ำตาลทราย น้ำหวาน อาจช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างคงที่และไม่พุ่งสูงในเวลาอันสั้น
    • งดสูบบุหรี่เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก จนอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะเบาหวานขึ้นตา
    • ออกกำลังกายในระดับความเข้มข้นปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เล่นโยคะ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือ 150 นาที/สัปดาห์ อาจช่วยกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินซึ่งทำหน้าที่นำน้ำตาลไปเป็นพลังงานให้กับเซลล์ทั่วร่างกาย จึงอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่มีคีโตนในปัสสาวะควรปรึกษาคุณหมอเกี่ยวกับวิธีออกกำลังกายที่เหมาะสม เนื่องจากการออกกำลังกายอาจทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    เนตรนภา ปะวะคัง


    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย · แก้ไขล่าสุด 29/12/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา