น้ำตาลในเลือด สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

    น้ำตาลในเลือด สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

    น้ำตาลในเลือด หมายถึง น้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือด ซึ่งได้จากการบริโภคอาหารและผ่านกระบวนการย่อยกลายเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย โดยมีฮอร์โมนอินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อน ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะหากสูงหรือต่ำเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อปัญหา สุขภาพได้ เช่น โรคเบาหวาน

    น้ำตาลในเลือด หมายถึงอะไร

    น้ำตาลในเลือด หมายถึง น้ำตาลกลูโคสซึ่งเป็นชนิดของน้ำตาลที่พบได้มากที่สุดในเลือด ได้มาจากอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง มันฝรั่ง เมื่อร่างกายรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเข้าไป

    คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยสลายและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดกลายเป็นพลังงานให้แก่อวัยวะและเซลล์ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

    โดยมีฮอร์โมนอินซูลินซึ่งผลิตจากตับอ่อนทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาลไปยังเซลล์หรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ และลำเลียงน้ำตาลซึ่งเกินจากที่ร่างกายต้องการไปยังตับ เพื่อสำรองไว้ในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง

    ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน (Glucagon) ซึ่งผลิตจากตับอ่อนเช่นกัน จะทำหน้าที่ตรงข้ามกับอินซูลิน คือช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ โดยการกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนไกลโคเจนกลับเป็นกลูโคส แล้วส่งกลับเข้าสู่กระแสเลือด

    น้ำตาลในเลือดสูง คืออะไร

    น้ำตาลในเลือดสูง เป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของน้ำตาลมากขึ้นเรื่อย ๆ

    ทั้งนี้ ระดับน้ำตาลในเลือดของคนปกติ จะอยู่ระหว่าง 70-99 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เมื่อตรวจเลือดหลังอดอาหารแล้ว 8 ชั่วโมง

    ในกรณีที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่านั้น หรือระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะหมายถึงมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะก่อนเบาหวาน หากมีระดับน้ำตาลตั้งแต่ 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไป หมายถึง เป็นโรคเบาหวาน

    นอกเหนือจากโรคเบาหวานแล้ว น้ำตาลในเลือดสูง อาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความเครียด การรับประทานแป้งหรือน้ำตาลที่มากเกินไป การไม่ออกกำลังกาย

    ยิ่งกว่านั้น น้ำตาลในเลือดสูงยังเป็นสาเหตุของอาการป่วย หรือภาวะแทรกซ้อนหลาย ๆ ประการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้แก่

    อาการผิดปกติเมื่อน้ำตาลในเลือดสูง

    • ปวดศีรษะ
    • คลื่นไส้ อาเจียน
    • ตาพร่ามัว
    • อ่อนเพลีย
    • ลมหายใจมีกลิ่นเปรี้ยว
    • ปวดท้อง

    ภาวะแทรกซ้อนจากน้ำตาลในเลือดสูง

    • หลอดเลือดถูกทำลาย ตีบหรือเปราะ จนทำให้การหมุนเวียนของเลือดในร่างกายผิดปกติ ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
    • โรคไตจากเบาหวาน เนื่องจากหลอดเลือดในไตอาจถูกทำลายจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ไตซึ่งทำหน้าที่กรองของเสียไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้เกิดโรคไตเรื้อรังได้
    • ภาวะเบาหวานขึ้นตา จอตาอาจเกิดภาวะขาดเลือดเนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูงไปทำลายเส้นเลือดฝอยจนเสื่อมสภาพ อาจมีน้ำหรือเลือดรั่วซึมเข้าสู่ดวงตา ตาพร่ามัวหรือบอดได้
    • การติดเชื้อที่ฟัน เหงือก หรือผิวหนัง น้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดต่ำลงจึงติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
    • เบาหวานลงเท้า เนื่องจากเส้นประสาทเสื่อมทำให้ชาหรือไร้ความรู้สึกบริเวณปลายมือหรือเท้า เมื่อเกิดแผลจึงไม่รู้สึก รักษาช้า แผลหายช้าหรือกลายเป็นแผลเรื้อรัง

    น้ำตาลในเลือดต่ำ บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับร่างกาย

    ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หมายถึง ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

    • การอดอาหาร หรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
    • การรับประทานคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไป
    • อาการป่วย เช่น โรคตับแข็ง เนื้องอกที่ตับอ่อน
    • การออกกำลังกายมากเกินไป หรือใช้พลังงานมากเกินไป
    • การฉีดอินซูลินผิดวิธี หรือในปริมาณมากเกินไป ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน
    • รับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดเกินขนาด หรือเกินปริมาณที่คุณหมอสั่ง ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน

    โดยอาการผิดปกติเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ประกอบด้วย

    • ตัวสั่น
    • หัวใจเต้นเร็ว
    • คลื่นไส้
    • หมดแรง ขาดพลังงาน
    • ปวดหัว
    • ฝันร้ายหรือร้องไห้ระหว่างนอนหลับ

    ทั้งนี้ ในกรณีผู้ป่วยเบาหวาน หากน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างผิดปกติหรือเฉียบพลันอาจทำให้เป็นลมชักหรือหมดสติได้ จึงจำเป็นต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลที่เพิ่มหรือลดลงอย่างผิดปกติ

    การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ

    บุคคลทั่วไปหรือผู้ป่วยเบาหวานควรรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ควรสูงหรือต่ำเกินไป

    หากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ควรปฏิบัติดังนี้

    • ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือประมาณ 150 นาที/สัปดาห์ เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการกระตุ้นให้ร่างกายใช้พลังงาน
    • ใช้อินซูลินตามคำแนะนำของคุณหมอ หรือในปริมาณที่เหมาะสมกับคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคในแต่ละวันสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
    • เลือกรับประทานอาหาร โดยลดการบริโภคคาร์โบไฮเดรต และรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไฟเบอร์ให้มากขึ้น เพราะไฟเบอร์ช่วยให้คาร์โบไฮเดรตถูกดูดซึมช้าลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหารไม่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

    หากมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรปฏิบัติดังนี้

    • รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ/วัน และอาจเพิ่มมื้ออาหารว่างระหว่างมื้อหลัก เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำตาล
    • รับประทานของว่างก่อนออกกำลังกาย เช่น ขนมปังโฮลวีต เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลต่ำลงอย่างเฉียบพลันระหว่างออกกำลังกาย ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ก่อนการออกกำลังกาย คุณหมออาจแนะนำให้ลดสัดส่วนของยาโรคเบาหวานบางอย่างลงร่วมด้วย
    • ใช้อินซูลินอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยเบาหวาน ควรฉีดอินซูลินในระดับพอเหมาะ ไม่มากเกินไป และฉีดเข้ากล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของคุณหมอ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น แก้ไขล่าสุด 26/05/2022
    ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์โดย นายแพทย์กมล โฆษิตรังสิกุล