home

เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

close
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลเท็จหรือไม่ถูกต้องแม่นยำ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ถูกต้อง

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
บทความนี้อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ
chevron

โปรดแจ้งให้ทราบหากข้อมูลไม่ครบถ้วน

wanring-icon
คุณไม่จำเป็นต้องกรอกรายละเอียดนี้หากคุณไม่สะดวกใจ โปรดส่งความคิดเห็นของคุณที่ด้านล่างนี้เพื่อรับชมเว็บไซต์ต่อ
chevron
ฉันมีข้อสงสัย
chevron

แม้ว่าเราอาจไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรค แต่เราก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นของท่าน โปรดแสดงความคิดเห็นในกล่องข้อความด้านล่าง

wanring-icon
หากคุณเกิดภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โปรดแจ้งสายด่วน 1669 หรือติดต่อโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้พื้นที่ของคุณในทันที

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

คุมเบาหวานไม่อยู่ อาจเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่รู้ตัว

คุมเบาหวานไม่อยู่ อาจเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่รู้ตัว

ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ดังนั้นสิ่งสำคัญผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องดูแลตนเองและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่าง ๆ โดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงปรึกษาแพทย์เป็นประจำเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะถ้าหาก คุมเบาหวานไม่อยู่ อาจเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่รู้ตัว บทความนี้ Hello คุณหมอ จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวาน และ โรคหลอดเลือดหัวใจ ให้มากขึ้นกันค่ะ

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus : DM) คืออะไร

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus : DM) เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่า 180mg/dl แม้อดอาหารนานเกินกว่า 8 ชั่วโมง หรือภาวะที่ตรวจเช็กเลือด แล้วพบระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่า 200 mg/dl โดยระดับน้ำตาลในเลือดจะถูกควบคุมโดยฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตจากตับอ่อน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ร่างกายจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในร่างกาย ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดไม่สามารถเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานได้ และยังทำให้ไขมันสะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือด เป็นเหตุให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น มีดังต่อไปนี้

  • รับประทานยาเบาหวานไม่ถูกประเภท
  • ลืมรับประทานทานยา หรือลืมฉีดอินซูลิน
  • มีการออกกำลังกายที่น้อยกว่าที่ควร หรือการรับประทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อ หรือมีอาการป่วยซ่อนเร้น หรือโรคเครียดได้

จะทราบได้อย่างไรว่า น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ

หากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการอ่อนแรง เหนื่อย ตาพร่า ปัสสาวะบ่อยขึ้น ปากแห้ง กระหายน้ำ รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียน ต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลาหลายวัน จะรู้สึกเบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือเวียนหัวเวลายืน

ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนผู้อื่นสังเกตได้ว่ามีการแสดงออกด้วยท่าทีแปลก ๆ เช่น มีอาการสับสน ไปปัสสาวะบ่อยมาก ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทันที เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

คุมเบาหวานไม่อยู่ อาจเสี่ยงเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่รู้ตัว

เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ในการเกิดโรคหรือภาวะที่เกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือด ดังต่อไปนี้

  • โรคหัวใจวาย
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคหัวใจล้มเหลว
  • ภาวะไตวาย

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อสุขภาพดวงตา สายตาอาจพร่าวมัว หรือเกิดแผลติดเชื้อที่แขน ขา ชนิดรักษาไม่หาย เพราะยาไม่สามารถผ่านหลอดเลือดไปฆ่าเชื้อได้ จนการติดเชื้อรุนแรงขึ้น เชื้อโรคกระจายเข้าสู่ภายในร่างกาย จนเกิดเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรืออวัยวะภายในต่าง ๆ ทำให้ในที่สุด ต้องตัดแขนขาที่ติดเชื้อนั้นทิ้งเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย

ถึงแม้ว่าการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างมากก็ตาม แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากยังมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด และเสียชีวิตจากโรคนี้ เพราะผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่ ยังไม่ตระหนักถึงความเกี่ยวข้องของโรคเบาหวานและโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงไม่สามารถลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับ ระบบไหลเวียนโลหิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นการรักษาร่วมกันของทั้งสองโรคจึงมีความสำคัญและต้องรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease – CVD) คืออะไร

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นความผิดปกติทั้งที่บริเวณหัวใจและที่หลอดเลือดเป็นชื่อเรียกโดยทั่วไปของภาวะผิดปกติหลาย ๆ รูปแบบของหัวใจ รวมไปถึงโรคที่ส่งผลกระทบต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary heart disease) โรคแน่นหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina) โรคหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูง สภาวะหัวใจล้มเหลว โรคบกพร่องทางหัวใจและหลอดเลือดตั้งแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Vascular Disease, PVD) และโรคอื่น ๆ ในระบบไหลเวียนโลหิตที่อยู่นอกเหนือจากสมองและหัวใจ การจะเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ต้องใช้เวลาหลายปี เนื่องจากปริมาณโลหิตที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ จะลดลง เพราะมีการสะสมไขมันในหลอดเลือด (Atheroma) ทั้งในหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery) และหลอดเลือดแดงในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ซึ่งกระบวนการนี้เรียกโดยทั่วไปว่า การแข็งตัวของหลอดเลือด

อาการของโรคหัวใจและหลอดเลือด

ถ้าโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดบริเวณหัวใจ ผู้ป่วยอาจมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอก หรืออาจเป็นหนักกว่านั้น คือหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

ถ้าโรคหัวใจและหลอดเลือดเกิดบริเวณอวัยวะอื่นที่เรียกว่า โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Artery Disease, PAD) ซึ่งส่วนใหญ่จะพบบริเวณขา แต่ก็สามารถพบได้ที่แขนหรือตับได้เช่นกัน ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่แสดงอาการมากนัก อาการที่พบส่วนใหญ่คือเป็นตะคริวที่ขาทั้งขณะเดินหรือพัก ชาที่มือและเท้า ขาและเท้าเย็น สาเหตุที่อาการไม่รุนแรงเนื่องจากกล้ามเนื้อและกระดูก สามารถทนต่อการขาดเลือดได้นานเป็นชั่วโมง และอวัยวะเหล่านี้มีหลอดเลือดมาเลี้ยงหลายเส้นทาง หากหลอดเลือดหนึ่งถูกอุดตัน เลือดก็ยังไหลเวียนมาเลี้ยงจากหลอดเลือดอื่น ๆ ได้

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิด โรคหัวใจและหลอดเลือด

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มี 2 อย่างคือ

1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ อายุ เพศ กรรมพันธุ์ และชาติกำเนิด

2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือควบคุมได้ มีดังนี้

  • ความดันโลหิต

ความดันโลหิต เป็นค่าที่ซับซ้อน เกิดจากการขยายและหดตัวของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่และแรงดันจากหัวใจที่ส่งผ่านมา เมื่อหัวใจบีบและคลายตัว ทำให้ค่าความดันโลหิตประกอบด้วยค่าสองค่าเสมอ คือ

  • ค่าตัวบน เป็นความดันตอนหัวใจบีบตัวอัดส่งเลือดเข้าหลอดเลือดแดงที่ยืดหยุ่น ทำให้มีการขยายตัวออก เพื่อรับเลือด
  • ค่าตัวล่าง ซึ่งเป็นความดันในหลอดเลือด ช่วงเวลาที่หัวใจหยุดบีบตัวอัดเลือดแล้วและคลายตัวออก แต่ผนังหลอดเลือดแดงที่ขยายตัวออก เกิดการหดตัวยุบลง ทำให้มีความดันเหลือค้างในหลอดเลือดแดง

ค่าความดันโลหิตปกติ คือ 120/80 มิลลิเมตรปรอท

การที่หลอดเลือดตีบแคบลง จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพราะต้องบีบตัวแรงขึ้น เพื่อสร้างแรงดันให้สูงขึ้น ให้เลือดสามารถไหลผ่านท่อที่ตีบแคบลงทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หลอดเลือดแดงที่แข็งตัวขาดความยืดหยุ่น เมื่อมีหัวใจบีบอัดเลือดส่งเข้ามา ก็จะไม่สามารถขยายตัวออกเพื่อลดแรงดันลงได้ ก็เป็นเหตุให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

  • การสูบบุหรี่

ในควันบุหรี่มีสารพิษมากมายหลายอย่าง เช่น นิโคติน คาร์บอนมอนอกไซด์

นิโคตินทำให้หลอดเลือดแดงบีบเกร็งตัวตีบแคบลงและทำลายผนังหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดแคบลง หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น หรือแรงขึ้นหรือทั้งสองอย่าง เพื่อสามารถดันโลหิตเข้าหลอดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ ผลคือความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้น และทำให้คอเลสเตอรอลเกาะผนังหลอดเลือดมากขึ้น

ส่วนคาร์บอนมอนอกไซด์จะไปแย่งที่จับของออกซิเจนในเซลล์เม็ดเลือดแดงแบบกึ่งถาวร ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจน ไปสู่หัวใจและอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายน้อยลงเป็นเวลานาน และระดับไขมัน HDL ในเลือดลดลงเช่นกัน เป็นเหตุให้เลือดข้นขึ้นก่อเกิดลิ่มเลือดที่จะไปอุดตันหลอดเลือดของอวัยวะต่าง ๆ

  • ระดับคอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่พบได้ที่เยื่อหุ้มเซลล์ คอเลสเตอรอลมี 2 ชนิด คือคอเลสเตอรอลชนิดดี (High Density Lipoprotein Cholesterol, HDL-C, HDL) และ คอเลสเตอรอลชนิดเลว (High Density Lipoprotein Cholesterol, LDL-C, LDL)

ไขมัน HDL เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้ออกจากหลอดเลือดแดง

ไขมัน LDL เป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย ที่ก่อตัวอยู่ที่ผนังหลอดเลือด เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวหรือตีบตัน การที่ไขมัน LDL เพิ่มสูงขึ้นและไขมัน HDL ลดต่ำลงจะทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

  • การใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง (Sedentary Lifestyle)

คนที่ใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่ง เช่น นอนดูทีวีนาน ๆ นั่งเล่นมือถือนาน ๆ นั่งทำงานหน้าจอคอมนาน ๆ มีการขยับเคลื่อนไหว ร่างกายน้อย จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่มีการเปลี่ยนแปลงอริยาบถตลอดเวลา เพราะผลการที่ ร่างกายหยุดอยู่นิ่งเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้หัวใจอ่อนแอ เลือดในหลอดเลือดดำ และน้ำเหลืองมีการไหลเวียนน้อย หรือ คั่งค้างจนอาจเกิดอาการน้ำคั่ง หรือเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำที่อยู่ลึก ๆ และกระจายไปอุดอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ปอด หัวใจ และสมอง

  • การใช้ชีวิตที่ขาดการออกกำลังกาย

คนที่ขาดการออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อย จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง หลอดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นสูง ไม่แข็งตัวง่าย ความดันโลหิตเป็นปกติ ระดับไขมัน HDL เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ไขมัน LDL ลดน้อยลง

  • โรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน

โรคอ้วนทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและไขมัน LDL สูงขึ้น ในขณะที่ระดับไขมัน HDL ลดลง ทำให้ความดันโลหิตสูง
ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนั้น ยังทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นในการส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

การมีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือโรคอ้วนเป็นสิ่งที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่งและขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  • โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอยู่นาน ๆ จะทำ ให้หลอดเลือดทั้งขนาดเล็กและใหญ่อักเสบ เสียหาย หรือถูกทำลาย ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น โรคหัวใจวาย ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดในสมองตีบ ตัน หรือแตก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ หากเรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของโรคเบาหวานต่อหัวใจและหลอดเลือด เพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังป้องกัน การเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้อง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

  • มีปัจจัยเสี่ยงมากกว่า 1 ปัจจัยที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เช่น การสูบบุหรี่ หรือ ระดับไขมัน LDL สูง หรือ โรคเบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • ผู้ป่วยหลายคนไม่ทราบว่า ตนเองเป็นโรคหัวใจจนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจวาย หรือ แน่นหน้าอก และหายใจหอบ จากการออกกำลังกายเบา ๆ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จำนวน 7 ใน 10 คน จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจประเภทใด ประเภทหนึ่ง และอีก 1 ใน 6 จะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมอง
  • ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคหัวใจวายหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลวมากกว่าผู้ชาย

วิธีลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นต้องมุ่งมั่นในการดูแลพฤติกรรมของตนเองและปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น ได้แก่

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโทษต่อหัวใจและร่างกาย เช่น อาหารเค็ม อาหารมัน อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  2. การออกกำลังกายเป็นประจำและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  3. เลิกสูบบุหรี่ รวมทั้ง หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการสูบบุหรี่
  4. ตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ ความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอลอย่างสม่ำเสมอ
  5. การลดความเครียดและควบคุมอารมณ์
  6. การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง
  7. การปรึกษาแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ
health-tool-icon

เครื่องคำนวณหา ค่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ใช้เครื่องมือนี้เพื่อช่วยคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ และดูว่าคุณมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีหรือไม่ เครื่องมือนี้ยังสามารถใช้เพื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายของลูกคุณได้อีกด้วย

เพศชาย

เพศหญิง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

รูปของผู้เขียน
เขียนโดย ทีม Hello คุณหมอ เมื่อ 11/11/2020
x