backup og meta
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ
ถามคุณหมอ
บันทึก
สารบัญ

ปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือ ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย ทีม Hello คุณหมอ


เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง · แก้ไขล่าสุด 17/08/2020

ปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือ ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

การ ปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation) เป็นวิธีรักษาผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของเซลล์ไขกระดูก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการสร้างเม็ดเลือด และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อมูลพื้นฐาน

การ ปลูกถ่ายไขกระดูก คืออะไร

การปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplantation) หรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplantation) คือ หัตถการในการแทนที่ไขกระดูกที่เสียหายหรือถูกทำลายโดยโรค การติดเชื้อ หรือการทำเคมีบำบัด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) ซึ่งเป็นเซลล์ตัวอ่อนของเลือดที่อาศัยอยู่ในไขกระดูก และจะเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ที่ไหลวนอยู่ในร่างกาย รวมถึงมีส่วนในการสร้างไขกระดูกใหม่ด้วย

การปลูกถ่ายไขกระดูกมีด้วยกัน 2 ประเภท ได้แก่

การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้กระดูกของตนเอง (Autologous Bone Marrow Transplantation)

โดยต้องใช้ไขกระดูกของผู้ป่วยที่เก็บไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับเคมีบำบัดหรือฉายรังสี โดยผู้เชี่ยวชาญจะปลูกถ่ายไขกระดูกที่เก็บไว้กลับคืนเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรักษาดังกล่าวแล้ว แต่วิธีนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีไขกระดูกที่สมบูรณ์ดีเท่านั้น

การปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของผู้บริจาค (Allogeneic Bone Marrow Transplantation)

โดยผู้บริจาคจะต้องมีลักษณะทางพันธุกรรมที่ตรงกับผู้ป่วย วิธีนี้มีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนได้มากกว่า เช่น ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย และคุณอาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายไม่ทำลายเซลล์ใหม่ แต่ยาก็อาจทำให้คุณติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น

ความจำเป็นในการ ปลูกถ่ายไขกระดูก

ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกเมื่อไขกระดูกในร่างกายไม่แข็งแรง และทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

  • โรคไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia) ทำให้ไขกระดูกหยุดสร้างเซลล์เม็ดเลือดใหม่
  • โรคมะเร็งบางชนิดที่ส่งผลต่อไขกระดูก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดโลหิตขาวชนิดมัยอีโลมา (Multiple Myeloma)
  • ไขกระดูกถูกทำลายระหว่างการทำเคมีบำบัด
  • ภาวะนิวโทรฟิลในกระแสโลหิตต่ำที่เป็นแต่กำเนิด (Congenital Neutropenia) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ง่ายกว่าปกติ
  • โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle Cell Disease หรือ SCD)
  • โรคธาลัสซีเมีย
  • ความเสี่ยง

    ความเสี่ยงของการ ปลูกถ่ายไขกระดูก

    การปลูกถ่ายไขกระดูกจัดเป็นการผ่าตัดใหญ่ ที่อาจทำให้เกิดภาวะสุขภาพและอาการแทรกซ้อนดังต่อไปนี้

    ภาวะสุขภาพที่พบได้บ่อยหลัง ปลูกถ่ายไขกระดูก

    • ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว
    • ปวดศีรษะ
    • คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย
    • เจ็บปวด
    • หายใจถี่
    • หนาวสั่น
    • มีไข้

    อาการแทรกซ้อนจากการ ปลูกถ่ายไขกระดูก

    • ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย (Graft-versus-host disease หรือ GVHD)
    • ผู้ป่วยต่อต้านหรือไม่ยอมรับเซลล์ผู้บริจาค (Graft rejection หรือ Graft failure)
    • เลือดออกในปอด สมอง หรืออวัยวะอื่น ๆ
    • ต้อกระจก
    • อวัยวะสำคัญถูกทำลาย
    • ภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร
    • โลหิตจาง
    • โรคมะเร็งชนิดใหม่
    • ภาวะมีบุตรยาก
    • การเสียชีวิต
    • การติดเชื้อ
    • เยื่อบุช่องปากอักเสบ (Mucositis)

    ความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

    • อายุ
    • สภาวะสุขภาพ
    • โรคที่คุณเป็นอยู่
    • ประเภทของการปลูกถ่ายไขกระดูก

    สิ่งที่สำคัญคือ ก่อนเริ่มกระบวนการนี้ คุณควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อนให้ดี หากคุณมีข้อสงสัยใด ๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือศัลยแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

    ขั้นตอนการผ่าตัด

    การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก

    คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยต่าง ๆ เพื่อหาว่าคุณต้องการไขกระดูกชนิดใด และอาจต้องเข้ารับการบำบัดด้วยการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ไขกระดูกทั้งหมด ก่อนรับไขกระดูกใหม่

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์หรือศัลยแพทย์

    ขั้นตอนการปลูกถ่ายไขกระดูก

    ขั้นตอนในการปลูกถ่ายไขกระดูกนั้นคล้ายกับการให้เลือด (Blood transfusion) หากเป็นการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้ไขกระดูกของผู้บริจาค แพทย์จะต้องเก็บสเต็มเซลล์จากโพรงไขกระดูกของผู้บริจาคก่อนดำเนินการปลูกถ่ายไขกระดูก 1-2 วัน แต่หากเป็นการปลูกถ่ายไขกระดูกโดยใช้กระดูกของตนเอง แพทย์จะใช้ไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ของคุณที่เก็บรักษาเอาไว้ในธนาคารสเต็มเซลล์

    สำหรับกระบวนการเก็บสเต็มเซลล์ วิสัญญีแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกกับคุณ เมื่อยาออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะเก็บสเต็มเซลล์จากโพรงไขกระดูกโดยใช้เข็มและกระบอกฉีดเจาะเก็บสเต็มเซลล์จากบริเวณสะโพกด้านหลัง

    การพักฟื้น

    หลังการปลูกถ่ายไขกระดูก

    ไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์ใหม่ที่ได้รับการปลูกถ่ายมาจะเดินทางเข้าสู่ไขกระดูกของคุณผ่านทางกระแสเลือด จากนั้นสเต็มเซลล์จะแบ่งตัวแบบทวีคูณ และเจริญเติบโตเป็นเซลล์เม็ดเลือดใหม่ที่สุขภาพสมบูรณ์ดี โดยปกติแล้ว จะต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์กว่าปริมาณเม็ดเลือดในร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติ และสำหรับผู้ป่วยบางราย ก็อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น

    หลังจากปลูกถ่ายไขกระดูก คุณจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และเข้ารับการตรวจต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือด เพื่อตรวจสอบภาวะสุขภาพของคุณ และหากคุณมีอาการแทรกซ้อน เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย ก็อาจต้องใช้ยาบรรเทาอาการด้วย

    หากคุณเคยติดเชื้อหรือมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็อาจต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลนานขึ้น โดยระยะเวลาในการพักฟื้นนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของการปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ป่วยบางรายอาจต้องพักฟื้นตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์ ไปจนถึงหลายเดือน

    ความเสี่ยงหลังปลูกถ่ายไขกระดูก

    หลังการปลูกถ่ายไขกระดูก คุณอาจมีอาการดังต่อไปนี้

    • ภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล
    • ท้องเสีย
    • ภาวะสเต็มเซลล์ใหม่ต้านร่างกายผู้ป่วย
    • การติดเชื้อ
    • เจ็บในช่องปาก
    • ปวดท้อง ท้องไส้ปั่นป่วน
    • อาเจียน
    • เหนื่อยล้า

    คุณสามารถลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

    หมายเหตุ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    ทีม Hello คุณหมอ


    เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง · แก้ไขล่าสุด 17/08/2020

    ad iconโฆษณา

    คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

    ad iconโฆษณา
    ad iconโฆษณา