ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนท้อง

    ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร เพื่อสุขภาพที่ดีของคนท้อง

    ดื่มน้ำวันละกี่ลิตร เป็นหนึ่งในคำถามยอดนิยมที่คนท้องอยากรู้คำตอบมากที่สุด เพราะนอกจากน้ำจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นแล้ว ยังช่วยให้อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งท้อง นอกเหนือจากที่ต้องดื่มน้ำเพื่อตนเองแล้ว ยังต้องดื่มน้ำเพื่อลูกน้อย ดังนั้น การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

    การดื่มน้ำสำคัญอย่างไร

    การที่ร่างกายได้รับปริมาณน้ำที่เพียงพอนั้น ช่วยให้ระบบภายในทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ร่างกายกำจัดของเสียได้ดีขึ้นเช่นกัน เช่น ของเสียในไตจะละลายในน้ำและถูกขับออกมาเป็นปัสสาวะ ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ และไต

    นอกจากนี้ การดื่มน้ำยังช่วยเรื่องของระบบขับถ่าย ทำให้อุจจาระง่าย ขับถ่ายคล่อง โดยเฉพาะคนท้องมักประสบปัญหาท้องผูกซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ดังนั้น การดื่มมาก ๆ ก็อาจช่วยลดปัญหาคนท้องท้องผูกได้

    ปริมาณน้ำที่คนท้องควรดื่มในแต่ละไตรมาส

    โดยปกติแล้วคนเราควรดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 1500-1800 มิลลิลิตรต่อวัน แต่สำหรับปริมาณน้ำที่คนท้องควรดื่มในแต่ละไตรมาส มีดังนี้

    ไตรมาสที่ 1

    ในช่วงไตรมาส ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง มีเรื่องที่ต้องรับมือและเตรียมพร้อมมากมาย ปริมาณน้ำที่ควรดื่มไม่ควรน้อยกว่าน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป ที่สำคัญ ในช่วงนี้คนท้องอาจจะรับประทานอาหารที่มีรสชาติเค็มขึ้นมาหน่อย เพื่อให้ร่างกายส่งสัญญาณไปยังสมองในการกักเก็บน้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรบริโภคเกลือมากเกินไป เพียงแค่ขนมปังกรอบแบบเค็มเท่านั้นก็เพียงพอ

    ไตรมาสที่ 2

    วิทยาลัยสูตินรีแพทย์และนรีแพทย์อเมริกัน (ACOG) มีคำแนะนำสำหรับการตั้งท้องในไตรมาสที่ 2 ว่าควรรับประทานอาหารเพิ่มอีก 340 กิโลแคลอรี่ เพื่อให้เพียงพอต่อทารกในครรภ์ และควรดื่มน้ำมากขึ้น 1-1.5 มิลลิลิตร ต่อปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคเข้าไป หรือเพิ่มอย่างน้อย 340 มิลลิลิตร

    ไตรมาสที่ 3

    เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 มักมีการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้น 450 กิโลแคลอรี่ ดังนั้น ควรดื่มน้ำตามเข้าไปให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

    สัญญาณของ อาการขาดน้ำ

    ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) เป็นภาวะที่ร่างกายสูญเสียของเหลวมากกว่าที่ร่างกายได้รับเข้าไป คนท้องควรดื่มน้ำให้เพียงพอป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าเกิดอาการขาดน้ำ มีดังนี้

    กระหายน้ำ อาการกระหายน้ำ เป็นอาการพื้นฐานที่ร่างกายบ่งบอกกำลังต้องการน้ำ

    ปัสสาวะเปลี่ยนแปลง เมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอสีของปัสสาวะจะเปลี่ยนไป โดยปัสสาวะจะมีสีเหลืองเข้มซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดน้ำ

    อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ในช่วงตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ร่างกายทำงานหนัก อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลียได้ง่ายในช่วงแรก ๆ การขาดน้ำอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คนท้องจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ

    ภาวะสมองล้า เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดโดยไม่รู้ตัว หรือสมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นเวลานาน ซึ่งภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ เรียกว่า Momnesia เป็นภาวะที่คนท้องอาจหลง ๆ ลืม ๆ เพราะกังวลเรื่องลูกมากเกินไป แต่การดื่มน้ำให้เพียงพอก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งช่วยให้อาการดังกล่าวไม่แย่ลง หากร่างกายมีน้ำไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองได้

    ผิวแห้ง อาการคันในช่วงตั้งท้องนั้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาที่ร่างกายขาดความชุ่มชื่น ดังนั้น ผิวจึงแห้งกร้าน และรู้สึกไม่สบายตามผิวหนัง

    เครื่องดื่มประเภทอื่นที่คนท้องสามารถดื่มได้

    น้ำเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เพราะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื่น หากสงสัยว่าดื่มน้ำวันละกี่ลิตร อาจเตือนตัวเองได้ว่า การดื่มน้ำนั้นอาจมาจากเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้ด้วย แต่ต้องเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ เช่น

    น้ำผลไม้ปั่น

    น้ำผลไม้ปั่นนับเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หรืออาจจะลองเปลี่ยนจากผลไม้เป็น น้ำผักปั่นก็ช่วยเพิ่มวิตามินและเกลือแร่ให้ร่างกายมากขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการใส่น้ำตาล ควรใช้ผักและผลไม้ที่มีความหวานในตัวเองอยู่แล้ว

    นม

    คนท้องหลาย ๆ คนอจเลือกที่จะดื่มนมมาก ๆ เพราะนมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แคลเซียม วิตามินบี 5 และไอโอดีน

    น้ำปรุงรส

    คนท้องมักมีอาการแพ้ บางรายอาจรู้สึกเบื่อที่จะดื่มน้ำเปล่า การฝานมะนาว ส้ม เบอร์รี่ หรือว่าผลไม้อื่น ๆ แช่ลงในน้ำเปล่านั้นมีส่วนช่วยเพิ่มรสชาติให้กับน้ำ และช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้

    น้ำขิง

    แม้จะขิงจะมีรสชาติที่เผ็ด แต่การดื่มน้ำขิงหรือชาขิงนั้นมีส่วนช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ การได้จิบน้ำขิงนั้นช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ ทำให้ไม่ต้องอาเจียนออกมา จนร่างกายสูญเสียของเหลวจากร่างกายมากเกินไป

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    Duangkamon Junnet


    เขียนโดย ทีม Hello คุณหมอ · แก้ไขล่าสุด 19/06/2022

    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา
    โฆษณา