backup og meta
สำรวจ
เครื่องมือตรวจเช็กสุขภาพ

1

ถามคุณหมอ
บันทึก

ตกขาวสีเหลืองขณะตั้งครรภ์ เกิดจากสาเหตุอะไร

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย


เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 28/01/2024

ตกขาวสีเหลืองขณะตั้งครรภ์ เกิดจากสาเหตุอะไร

ตกขาวสีเหลืองขณะตั้งครรภ์ เป็นอาการตกขาวที่อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียและปรสิต เช่น โรคหนองใน หนองในเทียม การติดเชื้อราในช่องคลอด ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และโรคพยาธิในช่องคลอด ซึ่งอาจทำให้มีอาการคัน แสบร้อนช่องคลอด เจ็บปวดเมื่อปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคอุ้งเชิงกรานอักเสบ คลอดก่อนกำหนด ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยได้เช่นกัน

สาเหตุของตกขาวสีเหลืองขณะตั้งครรภ์

ตกขาวสีเหลืองขณะตั้งครรภ์ อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุดังนี้

ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

เกิดจากความผิดปกติของแบคทีเรียในช่องคลอด ซึ่งตามปกติในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียแลคโตบาซิลไล (Lactobacilli) ที่ทำให้ช่องคลอดมีภาวะเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งเป็นภาวะที่ปกติ แต่หากแบคทีเรียแลคโตบาซิลไลลดลงจะทำให้ ภาวะกรดด่างในช่องคลอดเสียสมดุล เมื่อแบคทีเรียมีจำนวนเพิ่มมากเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ช่องคลอดอักเสบและมีอาการคัน อักเสบ แสบร้อน และตกขาวมีกลิ่นเหม็น

อาการของภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

  • ตกขาวมีกลิ่นคาวรุนแรง โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ตกขาวเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือสีเขียว และอาจเป็นฟอง
  • แสบช่องคลอดเมื่อปัสสาวะหรือเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • คันในช่องคลอดและด้านนอกอวัยวะเพศ

ความเสี่ยงของภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียขณะตั้งครรภ์ มีดังนี้

  • คลอดก่อนกำหนด
  • ภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด
  • ทารกน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ
  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นการติดเชื้อในมดลูกที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ
  • การรักษาภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียขณะตั้งครรภ์ คุณหมออาจทำการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์การใช้ยาอาจส่งผลเสียต่อช่องคลอดและทารกในครรภ์ได้ คุณหมอจึงอาจแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกอย่างธาตุเหล็ก สังกะสี และแมงกานีส เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ เพื่อส่งเสริมให้แบคทีเรียดีกลับมาแข็งแรงและรักษาสมดุลในช่องคลอดได้

    การติดเชื้อรา

    เป็นภาวะที่เชื้อราในช่องคลอดมีการเจริญเติบโตมากเกินไป ส่วนใหญ่เชื้อราที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์ คือ แคนดิดา อัลบิคัล (Candida Albicans) แคนดิดา กลาบราตา (Candida Glabrata) และแคนดิดา ทรอปิคัลลิส (Candida Tropicalis) ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่อาจทำลายแบคทีเรียดีซึ่งทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อราเติบโตมากเกินไป นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    อาการของการติดเชื้อราในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

    • อาการคัน แสบร้อนที่อวัยวะเพศ
    • ผิวแดง บวมในช่องคลอดหรือผิวด้านนอกช่องคลอด
    • มีผื่นภายในช่องคลอด
    • ปวดช่องคลอด
    • ตกขาวสีเหลืองข้น หนา

    ความเสี่ยงของการติดเชื้อราในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ มีดังนี้

    การรักษาการติดเชื้อราในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ คุณหมออาจรักษาด้วยการให้ครีมทาหรือยาเหน็บเพื่อฆ่าเชื้อรา เช่น เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) โคลไตรมาโซล (Clotrimazole)

    หนองในเทียม

    เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย (Chlamydia Trachomatis) โดยแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกันทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก

    อาการหนองในเทียมขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

    • ตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น
    • มีไข้ต่ำ
    • มีเลือดออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์
    • แสบร้อนเมื่อปัสสาวะ หรือเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์
    • ปวดท้องหรือปวดอุ้งเชิงกราน
    • ปวดท้องส่วนล่าง
    • มีอาการบวมรอบช่องคลอด

    ความเสี่ยงหนองในเทียมขณะตั้งครรภ์ ดังนี้

    • ภาวะน้ำเดินก่อนกำหนด
    • คลอดก่อนกำหนด
    • น้ำหนักทารกแรกเกิดต่ำ

    การรักษาหนองในเทียมขณะตั้งครรภ์ คุณหมออาจให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น กลุ่มยาเพนิซิลลิน (Penicillins) กลุ่มยาแมคโครไลด์ (Macrolides) กลุ่มยาเตตราไซคลิน (Tetracyclines) ซึ่งควรใช้ให้ครบชุดเพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาติดเชื้อซ้ำ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าการรักษาจะเสร็จสิ้น

    โรคหนองใน

    เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoeae) ซึ่งสามารถตรวจพบได้ในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด แพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกันทางช่องคลอด ทวารหนักและปาก การสัมผัสโดนอวัยวะหรือบริเวณที่มีเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งยังสามารถติดต่อจากมารดาไปยังทารกได้ระหว่างตั้งครรภ์

    อาการโรคหนองในขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

    • แสบร้อนขณะปัสสาวะ
    • ตกขาวสีเหลืองมากขึ้น
    • เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ
    • ช่องคลอดเป็นแผล
    • ปากช่องคลอดบวม
    • อาการคันที่ก้นและอวัยวะเพศ
    • อาการปวดทวารหนัก มีเลือดออกจากทวารหนัก

    ความเสี่ยงโรคหนองในขณะตั้งครรภ์ ดังนี้

    การรักษาโรคหนองใน ก่อนการตั้งครรภ์ควรตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก่อนเพื่อลดโอกาสเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์และต่อทารกในครรภ์ คุณหมออาจให้ยาเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในขนาดที่ปลอดภัยต่อคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์

    โรคพยาธิในช่องคลอด

    เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกันทางช่องคลอดหรือทวารหนัก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อปรสิตทริโคโมแนส (Trichomonas Vaginalis) ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ หากผู้หญิงตั้งครรภ์เป็นพยาธิในช่องคลอดอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดก่อนกำหนดได้

    อาการโรคพยาธิในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

    • คัน แสบร้อน เจ็บ และบวมบริเวณอวัยวะเพศ
    • แสบร้อนขณะปัสสาวะ หรือเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์
    • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น และอาจมีปริมาณเยอะผิดปกติ
    • ตกขาวอาจเป็นสีขาวขุ่น สีเทา สีเหลือง หรือสีเขียว และเป็นฟอง
    • ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
    • เลือดออกจากช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์

    ความเสี่ยงโรคพยาธิในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ มีดังนี้

    • คลอดก่อนกำหนด
    • น้ำหนักแรกเกิดทางรกต่ำ

    การรักษาโรคพยาธิในช่องคลอดขณะตั้งครรภ์ คุณหมออาจให้ยาปฏิชีวนะในการรักษา เช่น ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ทินิดาโซล (Tinidazole) เพื่อฆ่าเชื้อปรสิต

    หมายเหตุ

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด



    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย

    สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย


    เขียนโดย ทัตพร อิสสรโชติ · แก้ไขล่าสุด 28/01/2024

    ad iconโฆษณา

    คุณได้รับประโยชน์จากบทความนี้หรือไม่?

    ad iconโฆษณา
    ad iconโฆษณา