อยากสอนให้ลูกรักกินแบบ BLW คุณแม่ควรเริ่มต้นได้อย่างไร

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

เมื่อลูกน้อยที่มีอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป จากนมที่เคยเป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียว ก็ถึงเวลาที่คุณแม่ควรจะปรับเปลี่ยนอาหารเสียที โดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเปลี่ยนเป็นอาหารจำพวกผัก ผลไม้ แต่ยังคงใช้เทคนิคการให้โดยการบดอย่างละเอียดเพราะกังวลว่าอาหารเหล่านี้จะเข้าไปเป็นอันตรายได้ แต่วันนี้ Hello คุณหมอ ได้มีแนวทางใหม่ในการหัดให้เด็กเล็กรู้จักกับการรับประทานอาหารด้วยตัวเองที่เรียกว่า Baby Led Weaning (BLW) ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการพัฒนาอวัยวะร่างกายของลูกรักให้แข็งแรงขึ้น มาฝากทุกครอบครัวกัน

BLW (Baby Led Weaning) คืออะไร

เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูก ๆ ได้ทานอาหารด้วยมือของเขาเอง อาหารที่จะนำมาฝึกให้ลูกของคุณจะค่อนข้างแข็งเล็กน้อย และควรผ่านการปรุงสุกเพื่อช่วยลดความแข็งนี้ลงให้เหมาะกับเด็กเล็ก ส่วนใหญ่แล้วคุณแม่มักเลือกผัก ผลไม้ ที่ให้คุณประโยชน์เสริมสร้างร่างกายแก่ลูก เช่น มะละกอ แอปเปิ้ล มะเขือเทศ แครอท เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้จะแตกต่างจากการใช้วิธีบดอาหารแบบเดิม

โดยช่วงอายุที่แนะนำให้มีการเริ่มเลี้ยงลูกของคุณแบบBLW คือตั้งแต่ช่วง 6 เดือนขึ้นไป เพราะช่วง 6 เดือนนี้เป็นช่วงที่ลูกเริ่มมีความสนใจในอาหาร เริ่มหยิบจับคว้าอะไรได้บ้างแล้ว และสามารถเริ่มนั่งตัวตรงได้ การใช้เทคนี้สอนลูกรักของคุณเป็นการเสริมทักษะอย่างหนึ่งให้พวกเขาได้เริ่มหัดช่วยเหลือตนเองต่อไปได้ในอนาคต และที่สำคัญยังทำให้คุณแม่ประหยัดเวลาในการบดอาหาร หรือการป้อนอาหารมากขึ้นอีกด้วย

เช็กลูกรักของคุณ ว่าพร้อมเริ่มการฝึก BLW ได้เมื่อใด

  • ลูกของคุณต้องมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยที่สามารถนั่งบนเก้าอี้แบบทรงตัวตรง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะต้องกินอาหารได้เองแบบที่ไม่ต้องมีคนคอยช่วย เพียงแค่คอยสังเกตพฤติกรรมเท่านั้น การนั่งเองได้เป็นสิ่งที่สำคัญมากกับการกินแบบBLW เมื่อเด็กสามารถนั่งเองได้ก็จะง่ายต่อการกิน
  • หยิบจับของได้ การกินแบบนี้ส่วนใหญ่เน้นให้เด็ก ๆ กินด้วยตัวเอง คุณพ่อ หรือคุณแม่ควรสังเกตจากขั้นพื้นฐานของลูกในเรื่องการเริ่มหยิบจับสิ่งของ
  • เริ่มเคี้ยวอาหารได้ แม้ว่าฟันของเด็ก ๆ จะยังไม่ขึ้นเต็มที่ แต่เขาก็มีเหงือกที่แข็งแรงพอที่จะเคี้ยวบดอาหารได้แล้ว

คุณพ่อคุณแม่ สามารถเริ่มต้นได้อย่างไร

  • ให้ลูกนั่งร่วมโต๊ะอาหารในทุก ๆ มื้ออาหาร แม้เขาอาจจะไม่ได้กินอาหารในทุก ๆ มื้อ แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างนิสัยที่ดีให้กับเขาได้ และปรับให้เขาชินคุ้นเคย
  • หั่นอาหารเป็นชิ้น ๆ ให้พอเหมาะกับมือเล็ก ๆ ของเขา เพื่อที่จะได้หยิบจับเข้าปากได้อย่างง่าย นอกจากนี้ควรหั่นเป็นรูปทรงที่ง่ายต่อการหยิบจับ เช่น ชิ้นแบบยาว เป็นริ้ว ๆ
  • เตรียมพื้นที่ สำหรับการกิน เพราะอาจจะมีความยุ่งยากในระหว่างที่ลูก ๆ รับประทานอาหาร เพราะอาจเกิดความเลอะเทอะไปทั่วทั้งโต๊ะ พื้นบ้าน หรือแม้แต่ใบหน้า ลำตัวของเขาเอง แต่นั้นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเขากำลังสนุกกับการกิน
  • คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมความพร้อมให้เขาด้วยการล้างมือก่อนกินอาหาร หลังอาหาร เป็นการสอนเสริมไปในตัวถึงความสะอาด เพื่อให้เขาจดจำ และทำต่อมาเมื่อเติบโต
  • เลือกอาหารที่เหมาะกับวัยของเด็ก อาจจะเริ่มต้นมื้อแรกของลูก ๆ ด้วยอาหารที่ไม่แข็งจนเกินไป เช่น อะโวคาโดบดหยาบ ๆ ไม่ถึงกับละเอียด มันฝรั่งต้ม หรือผักที่ปรุงสุกอื่น ๆ เช่น แครอท บร็อคโคลี่
  • นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเนื้อสัตว์ที่มีความนิ่มในแต่ละมื้ออาหารลงไปได้ด้วย เช่น เนื้อปลานึ่งสุก ตับ หมูเนื้อ เพื่อให้ลูก ๆ ได้ สารอาหารอย่างครบถ้วน และควรให้แต่พอดีในสัดส่วนที่พอดีกับผัก ผลไม้

ประโยชน์ของการฝึกให้ลูกทานอาหารแบบ BLW

การกินแบบนี้จะเป็นการเน้นให้เด็ก ๆ ได้กินด้วยตัวเอง หยิบจับอาหารในจานของตัวเอง อย่างแรกคือ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเสียเวลาป้อน หรือบังคับให้เด็ก ๆ กินอาหาร เพราะเขาจะเป็นคนเลือกเองว่าอยากทานแบบไหนที่เราได้จัดเตรียม และได้ลองเลือกหยิบจับสิ่งนั้นกิน ถือได้ว่าเป็นการบ่งบอกว่าสิ่งไหนที่ลูกของคุณชอบหรือไม่ชอบ เพื่อนำไปปรับเปลี่ยนวัตถุดิบในมื้อต่อไปได้ และมากไปกว่านั้นลูกของคุณจะได้การเรียนรู้ด้านการเคลื่อนไหว พัฒนาทักษะของนิ้ว มือ การเคี้ยว ในระหว่างที่หยิบจับอาหารรับประทาน

ข้อควรระวัง

อย่างไรก็ตามนมแม่ก็ยังเป็นอาหารที่มีความสำคัญกับเด็ก ๆ มากที่สุด ด้วยคุณค่าทางสารอาหารที่มากมาย ดังนั้น เราควรเลือกการกินแบบ BLW เพียงวันละ 1 มื้อ ในแต่ละวัน และไม่ควรให้เด็ก ๆ กินในช่วงที่เขากำลังมีอารมณ์เชิงลบ หรือร้องไห้ งอแงอยู่ เพราะอาจทำให้พวกเขาคัดค้านการฝึกนี้ แถมเสี่ยงที่จะทำให้เขาเกิดการสำลัก

ดินา ดิมาจกิโย (Dina DiMaggio) ผู้ช่วยศาสตราจารย์คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ ได้กล่าวในนิตรสารฉบับหนึ่งว่า เด็้กเล็กยังคงมีความล่าช้าในพัฒนาการด้านระบบประสาท ควรให้อาหารแบบอ่อนในมื้อแรก ๆ และค่อย ๆ เพิ่มความแข็งขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคุณแม่ที่เตรียมอาหารให้เล็กน้อยนี้ควรจะต้องระวัง หรือตรวจสอบดูความผิดปกติของลูกเรื่องการแพ้อาหารเป็นพิเศษ รวมทั้งอาหารที่อาจส่งผลให้ลูกรักสำลัก ติดคอได้ เช่น ถั่ว องุ่น ลูกเกด ข้าวโพดคั่ว และผักดิบ

หากคุณพ่อคุณแม่ไม่มั่นใจ หรือมีข้อกังวลเพิ่มเติม เกี่ยวกับอาหารที่ควรฝึกให้ลูกของคุณเริ่มทานอาหารด้วยตนเอง หรืออยากได้เทคนิคอื่น ๆ ร่วมด้วย สามารถเข้าขอคำปรึกษาจากนักโภชนาการ หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ได้เช่นกัน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: พฤศจิกายน 5, 2018 | Last Modified: เมษายน 3, 2020

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน