ซิลอสทาซอล (Cilostazol)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 6 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ยา ซิลอสทาซอล ใช้สำหรับ

ยา ซิลอสทาซอล (Cilostazol) ใช้ในการรักษาอาการเกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิตบริเวณขา ยานี้ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ตะคริวที่เกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกายหรือขณะเดิน รวมถึงอาการปวดขาเนื่องจากหลอดเลือดตีบ ที่เกิดจากออกซิเจนถูกส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ ยาซิลอสทาซอลช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และปริมาณออกซิเจนที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อ

ยาซิลอสทาซอลเป็นยาต้านการทำงานของเกล็ดเลือด และขยายหลอดเลือด ซึ่งช่วยยับยั้งเซลล์เลือดที่เรียกว่าเกล็ดเลือด (platelets) ไม่ให้จับตัวกันและป้องกันการอุดตั้นของเลือด รวมถึงช่วยขยายหลอดเลือดบริเวณขา

วิธีการใช้ยาซิลอสทาซอล

รับประทานยาซิลอสทาซอลในขณะท้องว่างตามที่แพทย์แนะนำ ปกติวันละสองครั้ง ก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง เช้าและเย็น ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับอาการ การตอบสนองต่อการรักษา และการใช้ยาชนิดอื่น ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบถึงยาที่คุณใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อเอง หรือยาสมุนไพร

ควรใช้ยาสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลสูงสุดและควรทานยาตรงเวลาในทุกๆ วัน อาการของคุณจะดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่อาจะใช้เวลาถึง 12 สัปดาห์ กว่าจะเห็นผลสูงสุด ควรแจ้งแพทย์ หากอาการยังคงอยู่หรือแย่ลง

การเก็บรักษายา ซิลอสทาซอล

ยาซิลอสทาซอลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง ให้พ้นแสงและความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเสื่อมสภาพ ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาซิลอสทาซอลบางยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรอ่านคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์หรือสอบถามเภสัชกรเสมอ และโปรดเก็บยาให้พ้นจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย

ไม่ควรทิ้งยาซิลอสทาซอลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น หากยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยา ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง โดยสามารถสอบถามข้อมูลวิธีกำจัดยาที่ถูกต้องได้จากเภสัชกร

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนการใช้ยาซิลอสทาซอล

ก่อนการใช้ยาซิลอสทาซอล ควรแจ้งแพทย์ หากคุณแพ้ยาซิลอสทาซอล หรือยาอื่นๆ  หรือหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาชนิดนี้อาจมีส่วนผสมไม่ออกฤทธิ์ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ได้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ควรแจ้งประวัติทางการแพทย์ให้แพทย์และเภสัชกรทราบ โดยเฉพาะ

  • อาการเลือดออกง่ายหรือรุนแรง เช่น แผลร้อนในเลือดออก เลือดออกในตาหรือสมอง
  • โรคเลือด เช่น โรคเลือดไหลไม่หยุด เกล็ดเลือดต่ำ
  • โรคหัวใจ เช่น หัวใจวาย เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็วหรือผิดจังหวะ
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคไต

ยานี้อาจทำให้คุณเวียนศีรษะ จึงไม่ควรขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมใดๆ ที่ต้องการการตื่นตัว จนกว่าคุณแน่ใจว่า สามารถทำกิจกรรมเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย

เพื่อลดโอกาสการเกิดแผล ฟกช้ำ หรือบาดเจ็บ ควรใช้ของมีคม เช่นมีดโกน และที่ตัดเล็บอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ

ยาชนิดนี้อาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์ทุกวันในขณะที่ใช้ยาอยู่ อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ ควรควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ ควรปรึกษาแพทยหรือเภสัชกร เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ปลอดภัย

ยาซิลอสทาซอลอาจทำให้เกิดภาวะที่ส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่มักไม่ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่แรงและผิดจังหวะ และอาการอื่นๆ เช่น เวียนศีรษะรุนแรง หมดสติ ที่ต้องได้รับการรักษาโดยทันที

ความเสี่ยงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติอาจเพิ่มขึ้น หากคุณมีอาการของโรคอื่น หรือใช้ยาอื่นที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยง ก่อนใช้ยาซิลอสทาซอล คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกร เกี่ยวยาทุกชนิดที่คุณใช้หรือมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • โรคเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจวาย หัวใจเต้นช้า คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ
  • ประวัติในครอบครัวเกี่ยวกับโรคหัวใจ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคหัวใจ

ระดับโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดที่ต่ำอาจเพิ่มความเสี่ยงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้นหากคุณใช้ยาต่างๆ เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือหากคุณมีภาวะสุขภาพ เช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน โปรดปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการใช้ยาซิลอสทาซอลอย่างปลอดภัย

ก่อนการผ่าตัด แจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ถึงยาทุกชนิดที่คุณใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อได้เอง ยาสมุนไพร ยาทางเลือกอื่นๆ เป็นต้น

ผู้สูงอายุอาจตอบสนองต่อการเกิดผลข้างเคียงของยาได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะอาการมือเท้าบวม อาการบวมน้ำ หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ

ระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ยาเมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของยา ยังไม่มีข้อมูลว่ายาชนิดนี้เข้าสู่น้ำนมหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนใช้ยานี้

ยาซิลอสทาซอล จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา มีดังนี้

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจจะมีความเสี่ยง
  • D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาซิลอสทาซอล

อาการปวดศีรษะ ท้องร่วง น้ำมูกไหล และวิงเวียนอาจเกิดขึ้นได้ หากอาการเหล่านี้ยังอยู่หรือแย่ลง ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทันที

แพทย์สั่งยาชนิดนี้เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย มากกว่าจะเกิดผลข้างเคียง และผู้ป่วยหลายคนที่ใช้ยานี้ไม่ได้รับผลข้างเคียงที่รุนแรงใดๆ

ติดต่อแพทย์ทันที หากเกิดผลข้างเคียงรุนแรง ได้แก่

  • มือเท้าบวม
  • อาการช้ำหรือเลือดออกง่าย
  • อุจจาระสีคล้ำหรือมีเลือดปน
  • อาเจียนสีคล้ายกาแฟบด
  • มีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น มีไข้ เจ็บคอเรื้อรัง

เข้ารับการรักษาทันทีหากคุณเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงมาก ได้แก่

  • เจ็บหน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย
  • หน้ามืด เวียนศีรษะรุนแรง
  • หัวใจเต้นเร็วและแรง
  • สายตาเบลอ
  • ร่างกายข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง
  • พูดไม่รู้เรื่อง มึนงง

อาการแพ้รุนแรงจากการใช้ยาไม่ค่อยเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสังเกตอาการของการแพ้ เช่น เวียนศีรษะรุนแรง หายใจลำบาก ผื่นคัน บวม โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น คอ ควรรีบเข้ารับการรักษาทันที

ผลข้างเคียงที่กล่าวมาข้างต้น อาจไม่ได้เกิดกับทุกคน หรือบางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นๆ

ยาซิลอสทาซอลอาจเกิดอันตรกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรด้วยว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง สมุนไพร เป็นต้น และเพื่อความปลอดภัย คุณไม่ควรเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจทำปฏิกิริยากับยาซิลอสทาซอล ได้แก่

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาเฮพาริน (heparin) ยาวาร์ฟาริน (warfarin)
  • ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาไดพิริดาโมล (dipyridamole) ยาทิพรานาเวียร์ (tipranavir)

ยาซิลอสทาซอลอาจใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงการเสียเลือด ตัวอย่างยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน (aspirin) ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ และใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการเลือดออกผิดปกติ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ตรวจสอบฉลากยาทั้งที่แพทย์สั่งและที่หาซื้อได้เองอย่างละเอียด เนื่องจากยาหลายชนิดอาจมีส่วนผสมของยาแก้ปวดหรือยาลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน (aspirin) ยาลดอาการอักเสบกลุ่ม NSAID เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงอาการเลือดออกหรือต้านเกล็ดเลือดได้ หากใช้ร่วมกับยาซิลอสทาซอล

อย่างไรก็ตาม หากแพทย์แนะนำให้ใช้ยาแอสไพรินขนาดต่ำ เพื่อป้องกันอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก (ขนาดปกติที่ใช้คือ 81-325 มิลลิกรัมต่อวัน) คุณควรใช้ยาแอสไพรินต่อไป จนกว่าแพทย์จะสั่งให้หยุดใช้ สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาซิลอสทาซอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่นๆ

ยาซิลอสทาซอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาซิลอสทาซอลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาปกติสำหรับผู้ใหญ่ในการรักษาอาการเส้นเลือดแดงที่ขาตีบ

  • รับประทานยา 100 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง 30 นาทีหรือ 2 ชั่วโมง ก่อนอาหารเช้าและเย็น

การปรับขนาดยาสำหรับภาวะไต 

  • ไม่มีข้อมูล

การปรับขนาดยาสำหรับภาวะตับ 

  • ยาซิลอสทาซอลถูกย่อยด้วยสารไซโตโครมพี 450 ในตับ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการตับวายควรรับประทานยานี้เพียง 50 มิลลิกรัม วันละสองครั้ง

การปรับขนาดยา

เนื่องจากปฏิกิริยาที่ทำกับเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 (CYP450) ขนาดยาซิลอสทาซอลควรปรับลดลงเหลือ 50 มิลลิกรัมวันละสองครั้งในช่วงที่ใช้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาต้านเชื้อนากลุ่มเอโซล (azole antifungals) ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ และยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด (proton pump inhibitors) นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเกรปฟรุต ร่วมกับยาซิลอสทาซอล

ข้อควรระวัง

  • ยาซิลอสทาซอลและเมตาโบไลท์ของยาชนิดนี้หลายตัว เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ชื่อ ฟอสโฟไดเอสเทอเรส (phosphodiesterase III inhibitors) ยาหลายชนิดและผลทางเภสัชวิทยาทำให้เกิดการรอดชีวิตน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก กับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ขั้นที่ 3 และ 4 (CHF) ยาซิลอสทาซอลเป็นยาที่ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ยาซิลอสทาซอลใช้ในการต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดและห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกต่อเนื่อง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ภาวะเลือดออกในกะโหลกศีรษะ
  • ควรใช้ยาซิลอสทาซอลอย่างระมัดระวังกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเสียเลือด และผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านเกล็ดเลือดแข็งตัว
  • ควรใช้ยาซิลอสทาซอลอย่างระมัดระวังกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดมาก่อน เช่น เกล็ดเลือดต่ำ

การฟอกเลือด

ยังไม่มีข้อมูล แต่ไม่สามารถกำจัดยาซิลอสทาซอลด้วยการฟอกเลือดได้ เนื่องจากมีพันธะโปรตีนอยู่สูง

คำแนะนำอื่นๆ

  • ควรทานยาซิลอสทาซอลอย่างน้อย 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมงก่อนอาหารเช้าและเย็น
  • ผู้ป่วยบางคนอาจรู้สึกว่าอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์หลังการรักษา ในขณะที่ผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้เวลาในการรักษาถึง 12 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล

ขนาดยาซิลอสทาซอลสำหรับเด็ก

ขนาดยาที่ใช้สำหรับเด็กยังไม่มีการระบุแน่ชัด ยาชนิดนี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กได้ สิ่งสำคัญคือ คุณต้องทำความเข้าใจถึงความปลอดภัยก่อนการใช้ยา โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ชนิดเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 5 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read