ราลทิกราเวียร์ (Raltegravir)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 11 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ ราลทิกราเวียร์

ราลทิกราเวียร์ (Raltegravir) ใช้สำหรับ

ราลทิกราเวียร์ (Ralegravir) เป็นยาที่ใช้ร่วมกับยารักษาโรคเอชไอวีอื่นๆ ใช้เพื่อควบคุมจำนวนเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสของการเกิดอาการแทรกซ้อนของเอชไอวี (เช่น การติดเชื้ออื่นๆ โรคมะเร็ง) และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณ ยาราลทิกราเวียร์เป็นที่รู้จักว่าเป็นยาในกลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ (Integrase inhibitor) ทำหน้าที่ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสและยับยั้งไม่ให้เซลล์อื่นติดเชื้อมากขึ้น

ยา ราลทิกราเวียร์ ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยานี้จะลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวี และควรปฏิบัติดังนี้

  1. ใช้ยาเอชไอวีทั้งหมดอย่างเคร่งครัด ตามที่แพทย์ของคุณกำหนดต่อไป
  2. ใช้วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ (ถุงยางอนามัยโพลียูรีเทนหรือลาเท็กซ์/แผ่นยางอนามัย) ในทุกกิจกรรมทางเพศ
  3. อย่าใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน (เช่น เข็ม/เข็มฉีดยา แปรงสีฟัน และมีดโกนหนวด) ที่อาจสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวในร่างกาย ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีการใช้ยาราลทิกราเวียร์

  • รับประทานยาราลทิกราเวียร์ร่วมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก
  • ยาราลทิกราเวียร์ยาเม็ดแบบเคี้ยว สามารถเคี้ยวหรือกลืนทั้งเม็ดก็ได้
  • อย่าบด เคี้ยว หรือหักยาแบบเม็ดธรรมดา ให้กลืนลงไปทั้งเม็ด
  • ยาราลทิกราเวียร์แบบแขวนตะกอนชนิดรับประทาน (oral suspension) เป็นผงที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้งาน ผสมยา 1 ห่อเข้ากับน้ำ 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) วัดส่วนผสมด้วยเข็มฉีดยาที่ให้มา และรับประทานยาภายใน 30 นาที หลังจากผสมยาแล้ว อย่าเก็บยาที่ผสมแล้วไว้ใช้ภายหลัง
  • หากเด็กใช้ยาตัวนี้ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเด็กมีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนักตัว ขนาดยาราลทิกราเวียร์นั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเด็ก การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักใดๆ ก็ตามจะส่งผลต่อขนาดยา
  • หากแพทย์เปลี่ยนยี่ห้อ ความแรง หรือชนิดของยาราลทิกราเวียร์ ขยาดยาก็อาจจะต้องเปลี่ยนเช่นกัน สอบถามเภสัชกรหากคุณมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับยาตัวใหม่ที่คุณได้รับ
  • ใช้ยาราลทิกราเวียร์เป็นประจำเพื่อรับผลประโยชน์สูงสุด รับใบสั่งยาเพิ่มก่อนที่คุณจะใช้ยาจนหมด
  • เอชไอวี/เอดส์นั้นมักจะรักษาด้วยการใช้ยาต่างๆ ร่วมกัน ใช้ยาทั้งหมดที่แพทย์กำหนด อ่านแนวทางการใช้ยาและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ให้มากับยาต่างๆ อย่าเปลี่ยนขนาดยาหรือตารางการใช้ยา โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ทุกคนที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

การเก็บรักษายาราลทิกราเวียร์

ควรเก็บยานี้ไว้ในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาราลทิกราเวียร์บางยี่ห้อ อาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ

ไม่ควรทิ้งยาราลทิกราเวียร์ลงในชักโครก หรือทิ้งลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา ราลทิกราเวียร์

  • ก่อนรับประทานยานี้ แจ้งประวัติทางการแพทย์ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ โดยเฉพาะหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี และซี กล้ามเนื้อผิดปกติ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) กล้ามเนื้ออักเสบ (myopathy) ระดับครีเอทีนไคเนส (Creatine Kinase) ในเลือดสูง
  • ก่อนการผ่าตัด แจ้งหมอหรือทันตแพทย์ให้ทราบว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ)
  • ในช่วงการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อถูกประเมินว่าจำเป็นเท่านั้น การรักษาสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อเอชไอวีไปสู่บุตร และยาราลทิกราเวียร์อาจเป็นส่วนหนึ่งในการรักษานี้ ควรปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลดีกับแพทย์ก่อน
  • ยานี้อาจส่งผลต่อการให้นมบุตร เนื่องจากนมแม่สามารถส่งต่อเชื้อเอชไอวีได้ จึงไม่ควรให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเพียงพอ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยาราลทิกราเวียร์ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาความเสี่ยงของการใช้ยา

ยาราลทิกราเวียร์มีดัชนีความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ประเภท N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดย FDA มีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาราลทิกราเวียร์

  • อาจเกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ และนอนไม่หลับ หากผลข้างเคียงใดๆ ไม่หายไป หรือมีอาการแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบโดยทันที
  • โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ
  • เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณแข็งแรงขึ้น มันจะเริ่มต่อสู้กับการติดเชื้อที่คุณมีอยู่ ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกลับมาอีกครั้ง คุณอาจมีอาการได้เช่นกัน หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำงานมากเกินไป ปฏิกิริยานี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ไม่นานหลังจากเริ่มการรักษาเอชไอวีหรือหลายเดือนต่อมา) รับการรักษาทางการแพทย์ทันที หากคุณมีอาการร้ายแรงใดๆ รวมถึงน้ำหนักลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ กล้ามเนื้อปวด/อ่อนแรงไม่ยอมหาย อาการปวดหัวที่รุนแรงหรือไม่ยอมหาย ปวดข้อต่อ เหน็บชาบริเวณ มือ เท้า แขน ขา การมองเห็นเปลี่ยนไป มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม หายใจติดขัด ไอ แผลที่ผิวหนังหายช้าผิดปกติ) มีสัญญาณของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (เช่น ตื่นตัว กระวนกระวาย ไวต่อความร้อน หัวใจเต้นเร็ว/รุนแรง/ผิดปกติ ตาโปน คอหรือต่อมไทรอยด์โตเกินไปหรือโรคคอหอยพอก) มีสัญญาณของปัญหาระบบประสาทบางอย่างที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์ (Guillain-Barre) เช่น มีปัญหาการหายใจ การกลืน การขยับลูกตา ใบหน้าเบี้ยว อัมพาต และมีปัญหากับการพูด
  • แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น สัญญาณของปัญหาโรคไต (เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ เบื่ออาหาร ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีเข้ม ตาและผิวเป็นสีเหลือง
  • อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายขึ้น ในขณะที่คุณใช้ยาตัวนี้ (เช่น ไขมันบริเวณด้านหลังส่วนบนและส่วนท้องเพิ่มขึ้น ไขมันที่แขนและขาลดลง) สาเหตุและผลกระทบในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ควรปรึกษากับแพทย์ ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษา รวมทั้งการออกกำลังกายที่จะช่วยลดผลข้างเคียงได้
  • การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ถ้าคุณสังเกตเห็นอาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่ เกิดผื่น (โดยเฉพาะหากคุณมีไข้ แผลพุพอง แผลที่ปาก ตาแดงหรือบวม ปวดกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อ) คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด
  • ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยากับยาตัวนี้ ได้แก่ ออริสแต (oristat)

ยาราลทิกราเวียร์อาจมีปฏิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของยาหรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งยาที่คุณใช้ทั้งหมด (รวมไปถึงยาตามใยสั่งยา ยาที่หาซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาราลทิกราเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาราลทิกราเวียร์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ ถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาราลทิกราเวียร์ เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาราลทิกราเวียร์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา หรือผู้ป่วยที่ถูกกดเชื้อไวรัสที่ได้รับยาเริ่มต้นเป็นยาเม็ดเคลือบฟิล์ม 400 มก. วันละสองครั้ง

  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก.: 1200 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยที่ผ่านการรักษามาแล้ว

  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

วิธีการใช้:ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่น ๆ เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่มาจากการทำงาน

คำแนะนำจากกลุ่มงานบริการสาธารณสุขแห่งสหรัฐอเมริกา

  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.:400 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง

ระยะเวลาในการรักษา: 28 วัน หากสามารถทนได้

คำแนะนำ

  • แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้คู่กับยาเอ็มตริซิตาบีน ทีโนโฟเวียร์ ไดโซพร็อกซิล ฟูมาเรต (emtricitabine-tenofovir disoproxil fumarate) ซึ่งเป็นสูตรยาที่แนะนำ สำหรับการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่มาจากการทำงาน และยังแนะนำให้ใช้ยาตัวนี้เป็นสูตรยาทางเลือกอื่นๆ
  • การป้องกันโรคควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุดภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการสัมผัส
  • ระยะเวลาที่เหมาะสมในการป้องกันโรคนั้นยังไม่แน่ชัดและอาจแตกต่างกันตามเกณฑ์ของสถาบัน
  • คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน

คำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา

  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.: รับประทานครั้งละ
    400 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง

ระยะเวลาในการรักษา: 28 วัน

คำแนะนำ

  • ยานี้ได้รับการแนะนำให้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาที่แนะนำ (หรือทางเลือก) 3 สูตร สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หลังการสัมผัสที่ไม่ได้มาจากการทำงาน หากมีการพิจารณาใช้ทางเลือกอื่น ก็แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาต่างๆ
  • การป้องกันโรคควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการสัมผัสกับโรค
  • คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การปรับขนาดยาสำหรับคนไข้โรคไต

ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

การปรับขนาดยาสำหรับคนไข้โรคตับ

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. ยาเม็ดแบบเคี้ยว ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน

  • ตับวายระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง: ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา
  • ตับวายระดับรุนแรง: ไม่มีข้อมูล

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก.

  • โรคตับวาย: ไม่แนะนำ

การปรับขนาดยา

ใช้ร่วมกับยาไรแฟมพิน (rifampin)

ผู้ใหญ่ (ไม่เคยรับการรักษา หรือเคยรับการรักษาแล้ว)

  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก: รับประทานครั้งละ 800 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

การทำไดอะไลซิส (Dialysis)

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาก่อนการการทำไดอะไลซิส ระดับของยาอาจจะไดอาไลซิสได้นั้นยังไม่แน่ชัด

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

  • สามารถรับประทานยาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงอาหาร
  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์: กลืนทั้งเม็ด
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยว: อาจจะเคี้ยวหรือกลืนทั้งเม็ด
  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: ห้ามเขย่าขวด ควรใช้ภาย 30 นาทีหลังจากผสม
  • เนื่องจากคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์แตกต่างกัน อย่าใช้ยาเม็ดแบบเคี้ยวหรือยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานแทนยาเม็ดเคลือบฟิลม์ และอย่าใช้ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. แทนยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก. เพื่อให้ได้เท่ากับยาขนาด 1200 มก. วันละครั้ง
  • หากผู้ป่วยเด็กมีน้ำหนักอย่างน้อย 25 กก. ไม่สามารถกลืนยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. ได้ ให้ใช้ยาเม็ดแบบเคี้ยวแทน
  • ห้ามใช้ยาลดกรด (antacids) ที่มีส่วนประกอบของอะลูมิเนียม และ/หรือ แมdนีเซียม ห้ามใช้ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก. กับยาลดกรดแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate antacids)
  • ควรปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์กรณีลืมรับประทานยา

การเก็บรักษา

  • เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซียลเซียส ถึง 25 องศาเซียลเซียส (68 ฟาเรนไฮน์ ถึง 77 ฟาเรนไฮน์) ในระหว่างการเดินทางอนุญาตให้ได้ถึง 15 องศาเซียลเซียส ถึง 30 องศาเซียลเซียส (59 ฟาเรนไฮน์ ถึง 86 ฟาเรนไฮน์)
  • ยาเม็ดเคลือบฟิลม์และยาเม็ดแบบเคี้ยว:เก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมและปิดฝาให้สนิท ใส่สารดูดความชื้นลงในขวดเพื่อป้องกันความชื้น
  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: เก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม อย่าแกะกระดาษฟอยล์จนกว่าจะพร้อมใช้งาน

เทคนิคการฟื้นฟูหรือการเตรียมตัว

  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: ควรมีการปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์

ทั่วไป

  • ยาเม็ดแบบเคี้ยวขนาด 25 และ 100 มก. ประกอบด้วย 0.05 และ 0.1 มก. ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ตามลำดับ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria)
  • ห่อยาใช้ครั้งเดียวของยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานประกอบด้วยยาราลทิกราเวียร์ 100 มก. เมื่อนำไปแขวนลอย ระดับความเข้มข้นสุดท้ายจะอยู่ที่ 10 มก./มิลลิลิตร

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • อ่านฉลากยาที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลผู้ป่วยและคำแนะนำในการใช้)
  • หากมีอาการผดผื่นเกิดขึ้น ควรติดต่อผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลในทันที หากมีอาการผดผื่นพร้อมกับมีไข้ รู้สึกไม่สบาย เหนื่อยล้าอย่างมาก ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ มีแผลพุพอง มีแผลในปาก ตาอักเสบ หน้าบวม มีอาการบวมที่ดวงตา ริมฝีปาก และปาก หายใจลำบาก หรือมีอาการหรือสัญญาณของโรคตับ ควรหยุดใช้ยาและรรับการรักษาในทันที
  • แจ้งผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลทราบในทันทีที่มีอาการติดเชื้อ
  • หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่หาสาเหตุไม่ได้ กดเจ็บ หรืออ่อนแรง ให้ติดต่อผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลในทันที

ขนาดยาราลทิกราเวียร์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน

ทารกที่คลอดแบบครบกำหนด (แรกเกิดจนถึง 4 สัปดาห์ [28 วัน]):

แรกเกิดจนถึง 1 สัปดาห์

  • น้ำหนักตั้งแต่ 2 ถึงน้อยกว่า 3 กก.: 4 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 5 มก. รับประทานวันละครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 5 กก.: 7 มก. รับประทานวันละครั้ง

1 ถึง 4 สัปดาห์

  • น้ำหนักตั้งแต่ 2 ถึงน้อยกว่า 3 กก.: 8 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 10 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 5 กก.: 15 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 สัปดาห์

  • น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 25 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 6 กก.: 30 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 6 ถึงน้อยกว่า 8 กก.: 40 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 8 ถึงน้อยกว่า 11 กก.: 60 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดแบบเคี้ยว

  • น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 75 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 20 ถึงน้อยกว่า 28 กก.: 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 28 ถึงน้อยกว่า 40 กก.: 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักอย่างน้อย 40 กก.: 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.

  • น้ำหนักอย่างน้อย 50 กก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก.

  • ผู้ที่น้ำหนักอย่างน้อย 40 กก. และไม่เคยรับการรักษา หรือผู้ป่วยที่ถูกกดเชื้อไวรัสที่ได้รับขนาดยาเริ่มต้นเป็นยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. วันละสองครั้ง: 1200 มก. รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสูงสุด

  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: 100 มก. วันละสองครั้ง
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยว: 300 มก. วันละสองครั้ง

คำแนะนำ

  • ทารก: หากมารดาใช้ยานี้ภายใน 2 ถึง 24 ชั่วโมงก่อนคลอด ควรให้ยาทารกครั้งแรก ระหว่าง 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด
  • ทารกแรกเกิดจนถึง 1 สัปดาห์: ขนาดยาที่แนะนำมีพื้นฐานคือประมาณ 1.5 มก./กก./ครั้ง
  • ทารกอายุ 1 ถึง 4 สัปดาห์: ขนาดยาที่แนะนำมีพื้นฐานคือประมาณ 3 มก./กก./ครั้ง
  • ผู้ป่วยเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 สัปดาห์: ขนาดยาตามน้ำหนักที่แนะนำสำหรับยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน และยาเม็ดแบบเคี้ยวนั้นมีพื้นฐานคือประมาณ 6 มก./กก./ครั้ง วันละสองครั้ง
  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานสามารถใช้หากน้ำหนักน้อยกว่า 20 กก. ทั้งยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานหรือยาเม็ดแบบเคี้ยวสามารถใช้สำหรับน้ำหนักระหว่าง 11 ถึง 20 กก.

วิธีการใช้: ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นๆ เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน

คำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา:

ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน

ผู้ป่วยเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 สัปดาห์

  • น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 25 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 6 กก.: 30 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 6 ถึงน้อยกว่า 8 กก.: 40 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 8 ถึงน้อยกว่า 11 กก.: 60 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดแบบเคี้ยว

  • น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 75 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 20 ถึงน้อยกว่า 28 กก.: 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักตั้งแต่ 28 ถึงน้อยกว่า 40 กก.: 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • น้ำหนักอย่างน้อย 40 กก.: 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.

  • น้ำหนักอย่างน้อย 25 กก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ขนาดยาสูงสุด:

  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: 100 มก. วันละสองครั้ง
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยว: 300 มก. วันละสองครั้ง

ระยะเวลาในการรักษา: 28 วัน

คำแนะนำ

  • ยานี้ได้รับการแนะนำให้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาที่แนะนำ (หรือทางเลือก) 3 สูตร สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ได้มาจากการทำงาน ในเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 4 สัปดาห์ หากมีการพิจารณาใช้ทางเลือกอื่น ก็แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาต่างๆ
  • ควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านเอชไอวีในเด็ก สำหรับทารก (อายุ 0 ถึง 27 วัน)
  • การป้องกันโรคควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการสัมผัส
  • ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน สามารถใช้ได้ตราบได้เท่าที่น้ำหนักต่ำกว่า 20 กก. ทั้งยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานหรือยาเม็ดแบบเคี้ยวสามารถใช้ได้สำหรับน้ำหนักระหว่าง 11 ถึง 20 กก.
  • คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อควรระวัง

ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้กับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 2 กิโลกรัม

รูปแบบของยา

จุดเด่นและรูปแบบการใช้งานมีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยวได้สำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดแกรนูลสำหรับละลายน้ำสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

อัลเบนดาโซล (Albendazole) ใช้เพื่อรักษาพยาธิบางชนิด เช่น ตัวอ่อนพยาธิที่พบในสมองและไขสันหลัง ยาอัลเบนดาโซลอยู่ในกลุ่มของยาถ่ายพยาธิ (anthelmintic) 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง อยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

ยาเพร็พ-prep-ป้องกัน-hiv-เชื้อเอชไอวี

ยาเพร็พ (PrEP) คืออะไร สามารถป้องกัน HIV ได้จริงหรือ?

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by panyapat Aiemsin
Published on 03/12/2020 . 3 mins read
คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 9 mins read