ลิวโพรไลด์ (Leuprolide)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 9 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้

ลิวโพรไลด์ ใช้สำหรับ

ลิวโพรไลด์ (Leuprolide) ใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระดับรุนแรงในผู้ชาย ยานี้ไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ โรคมะเร็งต่อมลูกหมากส่วนใหญ่นั้นต้องการฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน (testosterone) เพื่อการเจริญเติบโตและลุกลาม ยาลิวโพรไลด์นั้นทำงานโดยการลดปริมาณของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ร่างกายผลิตขึ้น ช่วยให้ชะลอหรือหยุดยั้งการเจิรญเติบโตของเซลล์มะเร็งและช่วยบรรเทาอาการ เช่น อาการปวดขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะติดขัด โปรดปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษา

ยา ลิวโพรไลด์ ยังใช้เพื่อหยุดยั้งภาวะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรในเด็ก (precocious puberty) ยานี้ช่วยชะลอพัฒนาการทางเพศ (เช่น การเจริญเติบโตของหน้าอกหรืออัณฑะ) และชะลอการเริ่มมีประจำเดือน ยานี้ยังช่วยชะลอการหยุดการเจริญเติบโตของกระดูกก่อนเวลาอันควร เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีระดับความสูงของวัยผู้ใหญ่ตามปกติ ยาลิวโพรไลด์นั้นทำงานโดยการลดปริมาณของฮอร์โมนเพศที่ร่างกายของเด็กผลิตขึ้นมา เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเด็กผู้หญิง และฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเด็กผู้ชาย

วิธีการใช้ยา ลิวโพรไลด์

ฉีดยานี้เข้าใต้ผิวหนังตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละครั้ง

สำหรับเด็กนั้น ขนาดยาจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์ควรพิจารณาหยุดใช้ยาก่อนอายุ 11 ปีสำหรับเด็กผู้หญิง และก่อนอายุ 12 ปีสำหรับเด็กผู้ชาย โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณใช้ยานี้เองที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีการเตรียมตัวและแนวทางการใช้ยาจากผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพและจากบรรจุภัณฑ์ของยา เรียนรู้วิธีการเก็บรักษาและการกำจัดอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างปลอดภัย

ก่อนใช้ยานี้ควรตรวจสอบยา หากยามีฝุ่นละอองหรือยาเปลี่ยนสี ก็ไม่ควรใช้ยานั้น ก่อนการฉีดยาทุกครั้ง ควรทำความสะอาดบริเวณที่จะฉีดยาด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ ควรเปลี่ยนบริเวณที่ฉีดยาทุกครั้งเพื่อลดการบาดเจ็บใต้ผิวหนัง

ใช้ยานี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

ในช่วงไม่มีสัปดาห์ของการรักษา ระดับฮอร์โมนของคุณจะเพิ่มสูงขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยลดลง อาการนี้เป็นการตอบสนองตามปกติของยานี้ อาการของคุณอาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์นั้น

หากคุณเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่ลุกลามไปยังกระดูกสันหลัง หรือทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มการรักษา แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการปวดกระดูก เป็นเหน็บชา หรืออ่อนแรงที่แขนหรือขา มีเลือดปนในปัสสาวะ รู้สึกปวดขณะปัสสาวะหรือปัสสาวะติดขัด หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

หากคุณใช้ยานี้เพื่อหยุดยั้งภาวะเป็นหนุ่มสาวก่อนวัยอันควร คุณอาจจะสังเกตเห็นอาการที่รุนแรงขึ้น (เช่น มีประจำเดือน) ในช่วงเริ่มการรักษา แต่ตามปกติอาการของคุณควรจะดีขึ้นภายใน 1 ถึง 2 เดือน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดอาการใหม่ หรืออาการของคุณแย่ลงหลังจากเริ่มต้นการรักษา

การเก็บรักษายาลิวโพรไลด์

เก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 77° ฟาเรนไฮต์ (25° เซลเซียส) ห้ามแช่แข็งยา อย่าเก็บยาไว้ใกล้กับเครื่องนำความร้อนหรือสถานที่อุ่นอื่นๆ เก็บให้พ้นจากแสงและเก็บขวดยาไว้ในกล่องจนกว่าจะใช้งาน

ส่วนใหญ่แล้วจะฉีดยาลิวโพรไลด์ที่โรงพยาบาลหรือสถานที่ปฏิบัติงานของแพทย์ หากจะเก็บยานี้เองที่บ้าน ควรทำตามวิธีการเก็บรักษายาตามที่แพทย์กำหนด

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาลิวโพรไลด์

ก่อนใช้ยาลิวโพรไลด์ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษา เช่น เบนซิลแอลกอฮอล์ (benzyl alcohol) ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคหัวใจ (เช่น หัวใจขาดเลือดฉับพลัน) โรคหลอดเลือดสมอง คอเลสเตอรอลสูง มีปัญหาทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น โรคซึมเศร้า) อาการชัก

สำหรับผู้ใหญ่ ยาลิวโพรไลด์นั้นอาจทำให้กระดูกของคุณอ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน หากใช้ยานี้เป็นเวลานาน ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณเป็นโรคกระดูกพรุน หรือหากคุณมีปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนดังต่อไปนี้ ได้แก่ ดื่มสุรามาเป็นเวลานาน สูบบุหรี่ ประวัติคนในครอบครัวเลยเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกหัก ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) อย่างเพรดนิโซน (prednisone) ยาต้านชักบางชนิด อย่างเฟนิโทอิน (phenytoin)

สำหรับผู้ใหญ่ ยาลิวโพรไลด์อาจทำให้เกิดสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ อย่างภาวะ QT prolongation ในนานๆ ครั้งภาวะนี้อาจทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) และอาการอื่นๆ (เช่น วิงเวียนอย่างรุนแรงหรือหมดสติ) และจำเป็นต้องรับการรักษาในทันที

ความเสี่ยงในการเกิด QT prolongation นั้นอาจเพิ่มขึ้น หากคุณมีสภาวะหรือใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้ ก่อนใช้ยาลิวโพรไลด์ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ และหากคุณมีสภาวะดังต่อไปนี้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า ภาวะ QT prolongation ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ คนในครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น QT prolongation ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือหัวใจตายฉับพลัน

ระดับของโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิด QT prolongation ได้อีกด้วย ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากคุณกำลังใช้ยาบางอย่าง (เช่น ยาขับปัสสาวะ/ยาขับน้ำ) หรือหากคุณมีสภาวะเช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน ปรึกษากับแพทย์ถึงวิธีการใช้ยาลิวโพรไลด์อย่างปลอดภัย

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย และควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ผู้สูงอายุอาจมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะภาวะ QT prolongation (อ่านเพิ่มเติมด้านบน)

ห้ามใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ จำเป็นต้องป้องกันการตั้งครรภ์ระหว่างที่กำลังใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาเกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดแบบไม่ใช้ฮอร์โมนที่น่าเชื่อถือ เช่น ถุงยางอนามัย หรือแผ่นยางอนามัยที่มียาฆ่าเชื้ออสุจิ ขณะที่กำลังใช้ยานี้ หากคุณตั้งครรภ์หรือคาดว่าอาจจะตั้งครรภ์ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายาลิวโพรไลด์นั้น สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ เนื่องจากโอกาสในการเกิดความเสี่ยงต่อทารก จึงไม่แนะนำการให้นมบุตรขณะใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาลิวโพรไลด์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท X โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาลิวโพรไลด์

อาจเกิดอาการแสบร้อน ปวด หรือรอยช้ำในบริเวณที่ฉีดยา อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกเพิ่มขึ้น มีเหงื่อในตอนกลางคืน เหนื่อยช้า ปวดหัว ท้องไส้ปั่นป่วน หน้าอกมีการเปลี่ยนแปลง สิว ปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ มีปัญหากับการนอนหลับ ความสนใจทางเพศลดลง รู้สึกไม่สบายที่ช่องคลอดหรือช่องคลอดแห้ง มีเลือดออกจากช่องคลอด มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า ปัสสาวะเพิ่มขึ้นในตอนกลางคืน หรือวิงเวียน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไป หรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

ในนานๆ ครั้งผู้ชายอาจเกิดอาการอัณฑะหดตัว มีอาการกดเจ็บหรือบวมที่เต้านม และความสนใจหรือสมรรถภาพทางเพศลดลงอันเป็นผลมาจากระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง โปรดปรึกษาแพทย์หากเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้

สำหรับผู้หญิง หากใช้ยานี้เป็นประจำนั้นควรจะมีอาการประจำเดือนหยุดหรือประจำเดือนลดลง กลายเป็นอาการเลือดออกเบาๆ หรือเลือดออกกะปริดกะปรอยในช่วง 2 เดือนแรก แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากยังคงมีประจำเดือนตามปกติหลังจากใช้ยาลิวโพรไลด์ผ่านไปแล้ว 2 เดือน

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีอาการปวดกระดูกครั้งใหม่หรือรุนแรงขึ้น (ในผู้ใหญ่) กระหายน้ำเพิ่มขึ้นหรือปัสสาวะเพิ่มขึ้น (ในผู้ใหญ่) มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น โรคซึมเศร้า มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย อารมณ์แปรปรวน ก้าวร้าว)

สำหรับผู้ใหญ่ ในนานๆ ครั้งยานี้อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง รับการรักษาในทันที หากคุณมีอาการที่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ อาการของโรคหัวใจขาดเลือดฉับพลัน (เช่น มีอาการปวดที่หน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย หายใจไม่อิ่ม มีเหงื่อออกผิดปกติ) สัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง (เช่น อ่อนแรงที่ด้านหนึ่งของร่างกาย พูดลำบาก การมองเห็นเปลี่ยนแปลงฉับพลัน สับสน) หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียนอย่างรุนแรง หมดสติ

รับการรักษาในทันทีหากมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาการชัก

ในนานๆ ครั้ง อาจเกิดปัญหาที่รุนแรงมากต่อต่อมใต้สมอง อย่างภาวะต่อมใต้สมองตกเลือด (pituitary apoplexy) มักจะเกิดในช่วงชั่วโมงแรกจนถึง 2 สัปดาห์หลังจากฉีดยาครั้งแรก รับการรักษาในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงมากดังต่อไปนี้ ได้แก่ ปวดหัวอย่างรุนแรงฉับพลัน มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ฉับพลัน (เช่น สับสนอย่างรุนแรง รวบรวมสมาธิได้ลำบาก) การมองเห็นเปลี่ยนแปลง อาเจียนอย่างรุนแรง หมดสติ

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องแล็บบางชนิด และอาจทำให้เกิดผลเป็นเท็จได้ ควรแจ้งให้บุคลากรในห้องแล็บและแพทย์ของคุณทุกคนทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยาลิวโพรไลด์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาลิวโพรไลด์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

  • ยาลิวโพรไลด์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาลิวโพรไลด์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

  • 1 มก. ฉีดยาใต้ผิวหนังวันละครั้ง หรือ
  • 7.5 มก. ฉีดยาออกฤทธิ์นานเข้ากล้ามเนื้อหรือใต้ผิวหนังเดือนละครั้ง
  • 22.5 มก. ฉีดยาออกฤทธิ์นานเข้ากล้ามเนื้อ หนึ่งครั้งทุกๆ 3 เดือน หรือ
  • 30 มก. ฉีดยาออกฤทธิ์นานเข้ากล้ามเนื้อ หนึ่งครั้งทุกๆ 4 เดือน หรือ
  • 45 มก. ฉีดยาใต้ผิวหนังทุกๆ 6 เดือน หรือ
  • 65 มก. ฝังยาใต้ผิวหนัง หนึ่งครั้งทุกๆ 12 เดือน

การใช้งาน: เพื่อเป็นการรักษาแบบประคับประคองสำหรับโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระดับรุนแรง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

  • 3.75 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งเป็นเวลาสูงสุด 6 เดือน หรือ 11.25 มก. ฉีดยาออกฤทธิ์นานทุกๆ 3 เดือน

คำแนะนำ

  • สำหรับผู้หญิงที่ใช้ยาลิวโพรไลด์เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แนะนำให้ใช้การบำบัดทดแทนฮอร์โมน เพื่อลดการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูก และกลุ่มอาการเวโซมอเตอร์ (vasomotor symptoms) ควรพิจารณาความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาแต่ละอย่าง

การใช้งาน

  • เพื่อจัดการภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (รวมถึงการบรรเทาอาการปวดและลดแผลที่เยื่อบุโพรงมดลูก) การเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของเลือดก่อนการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางนั้นจะทำให้เกิดเนื้องอกมดลูก (uterine leiomyomata)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาเนื้องอกมดลูก

  • 3.75 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้งเป็นเวลาสูงสุด 6 เดือน หรือ 11.25 มก. ฉีดยาออกฤทธิ์นานทุกๆ 3 เดือน

คำแนะนำ

  • สำหรับผู้หญิงที่ใช้ยาลิวโพรไลด์เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แนะนำให้ใช้การบำบัดทดแทนฮอร์โมนเพื่อลดการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกและกลุ่มอาการเวโซมอเตอร์ (vasomotor symptoms) ควรพิจารณาความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาแต่ละอย่าง

การใช้งาน

  • เพื่อจัดการภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (รวมถึงการบรรเทาอาการปวดและลดแผลที่เยื่อบุโพรงมดลูก) การเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของเลือดก่อนการผ่าตัด (preoperative hematologic improvement) ในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางนั้นจะทำให้เกิดเนื้องอกมดลูก (uterine leiomyomata)

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

  • ควรเปลี่ยนบริเวณที่ฉีดยาเป็นระยะๆ
  • ควรหลีกเลี่ยงบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงหรือมีเส้นใยมาก หรืออยู่ในบริเวณที่สามารถถูหรือกดได้ (เช่น บริเวณที่สวมเข็มขัดหรือสายรัดเอว)

การเก็บรักษา

  • ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

เทคนิคการคืนรูปและการเตรียมการ

  • ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

การเฝ้าระวัง

  • การเผาผลาญ: ควรตรวจระดับน้ำตาลกลูในเลือด และ/หรือระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (glycosylated hemoglobin) เป็นระยะๆ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ยานี้สามารถส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขับรถและการใช้เครื่องจักรได้

ขนาดยาลิวโพรไลด์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัยอันควร (Precocious Puberty)

ยาฉีดออกฤทธิ์นาน

  • น้ำหนักตัวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 กก. ขนาด 7.5 มก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้ง
  • น้ำหนักตัวมากกว่า 25 กก. ถึง 37.5 กก. ขนาด11.25 มก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้ง
  • น้ำหนักตัวมากกว่า 37.5 กก. ขนาด15 มก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเดือนละครั้ง

คำแนะนำ

  • ควรตรวจระดับฮอร์โมนหลังจากรักษาไป 1 ถึง 2 เดือน และทุกครั้งที่เปลี่ยนขนาดยา เพื่อให้แน่ใจว่ามีการกดฮอร์โมนโกนาโดโทรปินของต่อมใต้สมอง (pituitary gonadotropin) อย่างเพียงพอ
  • เมื่อได้รับขนาดยาที่ทำให้เกิดการกดฮอร์โมนอย่างเพียงพอ ก็มักจะใช้ยาในขนาดนั้นไปตลอดระยะเวลาการรักษาสำหรับเด็กส่วนใหญ่ แต่ควรตรวจสอบระดับการกดฮอร์โมนเมื่อมีน้ำหนักขึ้นอย่างมากขณะที่กำลังรับการรักษา

ยาสำหรับฉีดใต้ผิวหนัง

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 50 ไมโครกรัม/กก./วัน ฉีดใต้ผิวหนัง หากจำนวนและการทำงานของตัวรับฮอร์โมนโดยรวมนั้นยังไม่ลดลง ควรปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นไป10 ไมโครกรัม/กก./วัน ควรพิจารณาขนาดยานั้นเป็นขนาดยาปกติ

คำแนะนำ

  • ควรปรับขนาดยาเมื่อน้ำหนักตัวเปลี่ยน
  • ควรพิจารณาหยุดการรักษาก่อนอายุ 11 ปีสำหรับเด็กผู้หญิง และ 12 ปีสำหรับเด็กผู้ชาย

การใช้งาน

  • เพื่อรักษาภาวะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวก่อนวัยอันควรจากฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง (central precocious puberty) ในเด็ก

การปรับขนาดยา

  • ผู้ป่วยเด็ก: หากยังไม่ได้รับการกดฮอร์โมนและการกดทางการแพทย์ที่เพียงพอจากการใช้ยาขนาดเริ่มต้น ควรเพิ่มขนาดยาไปยังขนาดยาที่สูงกว่าถัดไป (เช่น 11.25 มก. หรือ 15 มก. ในการฉีดยาเดือนถัดไป)

ข้อควรระวัง

  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการใช้ยาในผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาผงเตรียมสำหรับฉีดใต้ผิวหนัง ออกฤทธิ์นาน
  • ยาสำหรับฝังใต้ผิวหนัง
  • ชุดยาสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • ยาผงเตรียมสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ออกฤทธิ์นาน
  • ยาสารละลายสำหรับฉีดใต้ผิวหนัง
  • ชุดยาสำหรับฉีดใต้ผิวหนัง
  • ยาผงเตรียมสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ถูกจัดอยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

Recommended for you

คาพาสแตต-ซัลเฟต-capastat-sulfate

คาพาสแตต® ซัลเฟต (Capastat® Sulfate)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 06/02/2020 . 9 mins read
ดีกัวดิน-dequadin

ดีกัวดิน® (Dequadin®)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by วรภพ ไกยเดช
Published on 09/12/2019 . 3 mins read
อัลปราโซแลม-alprazolam

อัลปราโซแลม (Alprazolam)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 5 mins read
อัลเบนดาโซล-albendazole

อัลเบนดาโซล (Albendazole)

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล
Published on 01/12/2019 . 6 mins read