อีนอกซาพาริน (Enoxaparin)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date 11/05/2020 . 12 mins read
Share now

ข้อบ่งใช้ อีนอกซาพาริน

อีนอกซาพาริน ใช้สำหรับ

อีนอกซาพาริน (Enoxaparin) เป็นยาที่ใช้เพื่อป้องกันและรักษาลิ่มเลือดที่อันตราย ยานี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจวาย ยานี้ช่วยให้เลือดของคุณไหลเวียนได้ดีโดยการลดการทำงานของโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวภายในเลือด ยาอีนอกซาพารินเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) เป็นยาเฮพาริน (Heparin) ประเภทหนึ่ง

สภาวะที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดได้มีทั้งการผ่าตัดบางประเภท (เช่น ผ่าตัดเข่า/สะโพกเทียม ผ่าตัดที่ช่องท้อง) อยู่ในสภาวะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลานาน โรคหัวใจวายบางประเภท และอาการเจ็บหน้าอกที่เรียกว่าอาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่ (unstable angina) สำหรับสภาวะบางอย่างนั้น อาจต้องใช้ยาอีนอกซาพารินร่วมกับยาเจือจางเลือดอื่นๆ

วิธีการใช้ยาอีนอกซาพาริน

ฉีด อีนอกซาพาริน เข้าใต้ผิวหนังตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละหนึ่งหรือสองครั้งที่บริเวณช่องท้อง (อย่างน้อย 2 นิ้วเหนือจากสะดือ) อย่าฉีดยานี้เข้าในกล้ามเนื้อ ขนาดยาและระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา ขนาดยายังอาจจะขึ้นอยู่กับอายุและน้ำหนักตัวอีกด้วยสำหรับสภาวะบางประเภท ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยานี้ในเวลาเดียวกันทุกวัน

หากคุณใช้ยานี้เองที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีการเตรียมตัวและวิธีการใช้ทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพและบรรจุภัณฑ์ยา ก่อนใช้ยานี้ควรตรวจสอบยาเพื่อดูว่ามีฝุ่นละอองหรือเปลี่ยนสีหรือไม่ หากมีไม่ควรใช้ยานั้น ก่อนฉีดยาในแต่ละครั้งควรทำความสะอาดบริเวณที่จะฉีดยาด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ เปลี่ยนบริเวณที่ฉีดยาทุกครั้งเพื่อลดการบาดเจ็บใต้ผิวหนัง เพื่อลดอาการช้ำ อย่าขยี้บริเวณที่ฉีดยาหลังจากฉีดยา ควรเรียนรู้วิธีการเก็บและกำจัดอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างปลอดภัย

ผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพยังอาจจะฉีดยานี้เข้าหลอดเลือดดำตามที่แพทย์กำหนด

การเก็บรักษายาอีนอกซาพาริน

อีนอกซาพาริน ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาอีนอกซาพารินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาอีนอกซาพารินลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาอีนอกซาพาริน

ก่อนใช้ยาอีนอกซาพาริน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาเฮพาริน (heparin) หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อหมูหรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะอาการตกเลือดอย่างรุนแรง ลิ้นหัวใจเทียม โรคไต โรคตับ ความผิดปกติของเลือดหรืออาการเลือดออก (เช่น จำนวนเกล็ดเลือดต่ำ) จำนวนเกล็ดเลือดต่ำหลังจากใช้ยาเฮพาริน โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรงควบคุมไม่ได้ ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาบางประเภท เช่น ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic retinopathy) ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือลำไส้บางประเภท เช่น กำลังมีแผลหรือเพิ่งมีแผล เพิ่งผ่านการผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือผ่านการเจาะไขสันหลัง ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง เช่น กระดูกสันหลังผิดรูป เพิ่งผ่านการผ่าตัดดวงตา สมอง หรือไขสันหลัง

ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราขณะใช้ยานี้เนื่องจากอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

เพื่อลดโอกาสในการเกิดรอยบาด รอยช้ำ หรือการบาดเจ็บ ควรระมัดระวังในการใช้ของมีคม เช่น มีดโกนและกรรไกรตัดเล็บ และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรม เช่น กีฬาที่ต้องมีการปะทะกัน

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการตกเลือด

ระหว่างการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา ผู้หญิงตั้งครรภ์และมีลิ้นหัวใจเทียมควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาอีนอกซาพาริน จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา.

อาจเกิดอาการระคายเคือง ปวด รอยช้ำ รอยแดง และอาการบวมระดับเบาตรงบริเวณที่ฉีดยา และยังอาจเกิดอาการเหนื่อยล้าหรืออาการไข้อีกด้วย หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

ยานี้สามารถทำให้เกิดอาการเลือดออกได้หากยานี้ส่งผลมากเกินไปต่อโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัว โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการตกเลือด เช่น มีอาการปวด บวม หรือไม่สบายผิดปกติ อาการเลือดออกผิดปกติหรือเป็นเวลานาน มีรอยช้ำง่ายหรือผิดปกติ ปัสสาวะสีคล้ำ อุจจาระสีดำ ปวดหัวอย่างรุนแรง สับสน การมองเห็นเปลี่ยนแปลง วิงเวียนผิดปกติ หมดสติ ชัก อ่อนแรง ชา

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ยามิฟีพริสโตน (mifepristone)

ในบางครั้งยานี้จะใช้ร่วมกับยาเจืองจางเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดอื่นๆ เช่น ยาแอสไพริน ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) หรือยาวาฟาริน (warfarin) เมื่อแพทย์สั่งให้คุณใช้ยาเหล่านี้ร่วมกัน คุณจะต้องรับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงในการตกเลือด ควรไปตามนัดของแพทย์และห้องแล็บทุกครั้ง

ควรอ่านฉลากยาทั้งยาตามใบสั่งแพทย์และยาที่หาซื้อเองทั้งหมดอย่างละเอียด เนื่องจากยาเหล่านี้อาจจะมีส่วนผสมของยาบรรเทาอาการปวดหรือลดไข้ อย่างยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ยานาพรอกเซน (naproxen) หรือยาแอสไพริน ซึ่งเมื่อใช้ร่วมกับยาอีนอกซาพารินแล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกหรือมีผลต้านเกล็ดเลือดได้ แต่ควรใช้ยาแอสไพรินขนาดต่ำที่แพทย์สั่งให้ใช้สำหรับเหตุผลทางการแพทย์ เช่น ใช้เพื่อป้องกันโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองต่อไป (ขนาดยาโดยปกติคือ 81-325 มก. ต่อวัน) โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยาอีนอกซาพารินอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาอีนอกซาพารินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาอีนอกซาพารินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาอีนอกซาพารินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (Deep Vein Thrombosis)

  • ผู้ป่วยนอก 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยใน 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง หรือ1.5 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้งในเวลาเดียวกันทุกวัน
  • ระยะเวลาการรักษา อย่างน้อย 5 วันและจนกว่าจะได้รับผล ไอเอ็นอาร์ [INR] 2 ถึง 3 ระยะเวลาโดยเฉลี่ยคือ 7 วัน เคยมีการรักษานานถึง 17 วันในการทดลองแบบควบคุม
  • คำแนะนำ ในการรักษาทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ควรเริ่มต้นการรักษาด้วยยาวาฟารินโซเดียม เมื่อเหมาะสม (โดยปกติคือภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากเริ่มใช้ยาอีนอกซาพาริน)
  • การใช้งาน เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตันเฉียบพลันที่ไม่ได้เป็นโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (pulmonary embolism) ในผู้ป่วยนอกเมื่อใช้ร่วมกับยาวาฟารินโซเดียม
  • เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตันเฉียบพลันที่เป็นหรือไม่ได้เป็นโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดในผู้ป่วยในเมื่อใช้ร่วมกับยาวาฟารินโซเดียม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

  • 40 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • ระยะเวลาการรักษา โดยปกติคือ 6 ถึง 11 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 14 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนหลอดเลือดดำอุดตันเนื่องจากผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างรุนแรงขณะที่มีอาการป่วยเฉียบพลัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

  • อาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิด Non Q Wave
  • 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง ใช้ร่วมกับการรับประทานยาแอสไพริน (100 ถึง 325 มก. วันละครั้ง)
  • ระยะเวลาการรักษา อย่างน้อย 2 วัน และจนกว่าจะมีอาการคงตัว ระยะเวลาปกติคือ 2 ถึง 8 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 12.5 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนขาดเลือดของอาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดnon Q wave เมื่อใช้ร่วมกับยาแอสไพริน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน (STEMI)

  • 30 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำทันทีหนึ่งครั้ง ร่วมกับ 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังหนึ่งครั้ง ตามด้วย 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง (สูงสุด 100 มก. สำหรับสองครั้งแรกเท่านั้น ตามด้วย 1 มก./กก. สำหรับครั้งที่เหลือ)
  • ระยะเวลาการรักษา ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ดีที่สุด แต่อาจจะนานกว่า 8 วัน
  • คำแนะนำ เมื่อใช้ร่วมกับยาสลายลิ่มเลือด (thrombolytic) ควรให้ยาอีนอกซาพาริน 15 นาทีก่อนและ 30 นาทีหลังจากเริ่มให้ยาสลายลิ่มเลือด
  • ผู้ป่วยทุกรายควรรับประทานยาแอสไพริน (75 ถึง 325 มก. วันละครั้ง เว้นเสียแต่จะห้ามใช้)
  • สำหรับผู้ป่วยที่ใช้การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (PCI) หากการให้ยาอีนอกซาพารินใต้ผิวหนังครั้งสุดท้ายนั้นห่างจากเวลาในการขยายบอลลูนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาเพิ่ม หากนานเกิน 8 ชั่วโมง ควรฉีดยาขนาด 0.3 มก./กก. เข้าหลอดเลือดดำทันที
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันการกำเริบของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลันที่ใช้ยาสลายลิ่มเลือดและจัดการด้วยยาหรือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน เมื่อกำลังใช้ร่วมกับยาแอสไพริน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการปวดเค้นหัวใจ (Angina Pectoris)

อาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิด non Q wave

  • 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง ใช้ร่วมกับการรับประทานยาแอสไพริน (100 ถึง 325 มก. วันละครั้ง)
  • ระยะเวลาการรักษา อย่างน้อย 2 วัน และจนกว่าจะมีอาการคงตัว ระยะเวลาปกติคือ 2 ถึง 8 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 12.5 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนขาดเลือดของอาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดไม่มีคลื่น Q เมื่อใช้ร่วมกับยาแอสไพริน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน

  • 30 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำทันทีหนึ่งครั้ง ร่วมกับ 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังหนึ่งครั้ง ตามด้วย 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง (สูงสุด 100 มก. สำหรับสองครั้งแรกเท่านั้น ตามด้วย 1 มก./กก. สำหรับครั้งที่เหลือ)
  • ระยะเวลาการรักษา ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ดีที่สุด แต่อาจจะนานกว่า 8 วัน
  • คำแนะนำ เมื่อใช้ร่วมกับยาสลายลิ่มเลือด ควรให้ยาอีนอกซาพาริน 15 นาทีก่อนและ 30 นาทีหลังจากเริ่มให้ยาสลายลิ่มเลือด
  • ผู้ป่วยทุกรายควรรับประทานยาแอสไพริน (75 ถึง 325 มก. วันละครั้ง เว้นเสียแต่จะห้ามใช้)
  • สำหรับผู้ป่วยที่ใช้การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หากการให้ยาอีนอกซาพารินใต้ผิวหนังครั้งสุดท้ายนั้นห่างจากเวลาในการขยายบอลลูนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาเพิ่ม หากนานเกิน 8 ชั่วโมง ควรฉีดยาขนาด 0.3 มก./กก. เข้าหลอดเลือดดำทันที
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันการกำเริบของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลันที่ใช้ยาสลายลิ่มเลือดและจัดการด้วยยาหรือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน เมื่อกำลังใช้ร่วมกับยาแอสไพริน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากลุ่มอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome)

อาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิด non Q wave

  • 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง ใช้ร่วมกับการรับประทานยาแอสไพริน (100 ถึง 325 มก. วันละครั้ง)
  • ระยะเวลาการรักษา อย่างน้อย 2 วัน และจนกว่าจะมีอาการคงตัว ระยะเวลาปกติคือ 2 ถึง 8 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 12.5 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนขาดเลือดของอาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดไม่มีคลื่น Q เมื่อใช้ร่วมกับยาแอสไพริน

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน

  • 30 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำทันทีหนึ่งครั้ง ร่วมกับ 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังหนึ่งครั้ง ตามด้วย 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง (สูงสุด 100 มก. สำหรับสองครั้งแรกเท่านั้น ตามด้วย 1 มก./กก. สำหรับครั้งที่เหลือ)
  • ระยะเวลาการรักษา ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ดีที่สุด แต่อาจจะนานกว่า 8 วัน
  • คำแนะนำ เมื่อใช้ร่วมกับยาสลายลิ่มเลือด ควรให้ยาอีนอกซาพาริน 15 นาทีก่อนและ 30 นาทีหลังจากเริ่มให้ยาสลายลิ่มเลือด
  • ผู้ป่วยทุกรายควรรับประทานยาแอสไพริน (75 ถึง 325 มก. วันละครั้ง เว้นเสียแต่จะห้ามใช้)
  • สำหรับผู้ป่วยที่ใช้การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน หากการให้ยาอีนอกซาพารินใต้ผิวหนังครั้งสุดท้ายนั้นห่างจากเวลาในการขยายบอลลูนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาเพิ่ม หากนานเกิน 8 ชั่วโมง ควรฉีดยาขนาด 0.3 มก./กก. เข้าหลอดเลือดดำทันที
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันการกำเริบของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลันที่ใช้ยาสลายลิ่มเลือดและจัดการด้วยยาหรือการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน เมื่อกำลังใช้ร่วมกับยาแอสไพริน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันหลังจากผ่าตัดสะโพกเทียม

  • 30 มก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง ถ้าหากมีกลไกการห้ามเลือด (hemostasis) เกิดขึ้น ควรเริ่มให้ยา 12 ถึง 14 ชั่วโมงหลังจากการผ่าตัด สำหรับการผ่าตัดสะโพกเทียม อาจพิจารณาให้ยาขนาด 40 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง ให้ยา 12 ชั่วโมงก่อนเริ่มการผ่าตัด หลังจากช่วงเริ่มต้นป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันหลังจากการผ่าตัดสะโพกเทียมแล้ว ควรป้องกันต่อโดยให้ยาในขนาด 40 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์
  • ระยะเวลาการรักษา โดยปกติคือ 7 ถึง 10 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 14 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันสำหรับผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดสะโพกเทียม ระหว่างและหลังจากการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  • เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันในผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดเข่าเทียม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตันหลังจากผ่าตัดเข่าเทียม

  • 30 มก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง ถ้าหากมีกลไกการห้ามเลือดเกิดขึ้น ควรเริ่มให้ยา 12 ถึง 14 ชั่วโมงหลังจากการผ่าตัด สำหรับการผ่าตัดสะโพกเทียม อาจพิจารณาให้ยาขนาด 40 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง ให้ยา 12 ชั่วโมงก่อนเริ่มการผ่าตัด หลังจากช่วงเริ่มต้นป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันหลังจากการผ่าตัดสะโพกเทียมแล้ว ควรป้องกันต่อโดยให้ยาในขนาด 40 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์
  • ระยะเวลาการรักษา โดยปกติคือ 7 ถึง 10 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 14 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันสำหรับผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดสะโพกเทียม ระหว่างและหลังจากการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  • เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันในผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดเข่าเทียม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันหลังจากผ่าตัดช่องท้อง

  • 40 มก. ฉีดใต้ผิวหนังหนึ่งครั้งโดยเริ่มให้ยา 2 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด
  • ระยะเวลาการรักษา โดยปกติคือ 7 ถึง 10 วัน เคยมีการใช้ยานานถึง 12 วันในการทดลองทางการแพทย์
  • การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตันสำหรับผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดช่องท้องที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนหลอดเลือดดำอุดตัน

ขนาดยาสำหรับผู้สูงอายุเพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย

  • อายุ 75 ปีขึ้นไป
  • ขนาดยาเริ่มต้น 0.75 มก./กก. ฉีดยาใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง (สูงสุด 75 มก. สำหรับสองครั้งแรก ตามด้วย 0.75 มก./กก. สำหรับครั้งที่เหลือ)
  • คำแนะนำ อย่าให้ยาโดยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำในทันที
  • ไม่มีการปรับขนาดยาสำหรับข้อบ่งใช้อื่นๆ เว้นเสียแต่ว่าการทำงานของไตจะบกพร่อง
  • การใช้งาน เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลัน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ไตบกพร่องระดับเบาถึงปานกลาง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] 30 ถึง 80 มล./นาที) ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง
  • ไตบกพร่องระดับรุนแรง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 30 มล./นาที)
  • เพื่อการป้องกันสำหรับการผ่าตัดในช่องท้อง 30 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อการป้องกันสำหรับการผ่าตัดสะโพกเทียมหรือเข่าเทียม 30 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อการป้องกันสำหรับผู้ป่วยเฉียบพลัน 30 มก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตันเฉียบพลันที่ไม่ได้เป็นโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดสำหรับผู้ป่วยนอก (ใช้ร่วมกับยาวาฟาริน) 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตันเฉียบพลันที่เป็นหรือไม่ได้เป็นโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดสำหรับผู้ป่วยใน (ใช้ร่วมกับยาวาฟาริน) 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนขาดเลือดของอาการปวดเค้นหัวใจชนิดไม่คงที่และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดไม่มีคลื่น Q (ใช้ร่วมกับยาแอสไพริน) 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลันในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 75 ปี (ใช้ร่วมกับยาแอสไพริน) 30 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำทันทีหนึ่งครั้ง ร่วมกับ 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังหนึ่งครั้ง ตามด้วย 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง
  • เพื่อรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดคลื่นไฟฟ้าส่วน ST เพิ่มขึ้นเฉียบพลันในผู้ป่วยที่อายุ 75 ปีขึ้นไป (ใช้ร่วมกับยาแอสไพริน) 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง (ไม่ต้องฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำทันทีในตอนเริ่มต้น)

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

การเก็บรักษา อย่าเก็บไว้ในขวดยาสำหรับใช้หลายครั้งนานเกินกว่า 28 วันหลังจากใช้ครั้งแรก

เทคนิคการคืนรูป/เตรียมยา ควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิต

ความเข้ากันของยาสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

  • สำหรับการฉีดยาใต้ผิวหนัง ไม่ควรผสมยานี้กับยาฉีดหรือยาสำหรับหยดอื่นๆ
  • สำหรับการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ สามารถผสมยานี้กับน้ำเกลือ (0.9%) หรือเด็กโทรส 5% ภายในน้ำ
  • โดยทั่วไป ยานี้มีลักษณะอัตราส่วนของผลการต้านลิ่มเลือด (แอนตี้แฟกเตอร์ เท็นเอ [anti-Factor Xa]) ต่อผลการต้านการแข็งตัวของเลือด แอนตีเแฟกเตอร์ทูเอ [anti-Factor IIa]) เทียบกับยาเฮพาริน

การเฝ้าระวัง

  • เลือด ตรวจการแข็งตัวของเลือดและตรวจนับค่าสัมบูรณ์ของเม็ดเลือด (ควรศึกษาข้อมูลผลิจภัณฑ์จากผู้ผลิตและกฏเกณฑ์เฉพาะสถาบัน)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • หากใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์หรือหากผู้ป่วยตั้งครรภ์ขณะใช้ยา ผู้ป่วยควรรับทราบถึงความเสี่ยงในการเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์และแม่เด็ก
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากมีสัญญาณหรืออาการของความบกพร่องทางระบบประสาท เช่นปวดกลางหลัง ความผิดปกติของการรับความรู้สึกและการควบคุมการเคลื่อนไหว (มีอาการชาหรืออ่อนแรงบริเวณขา) หรือการทำงานของลำไส้ และ/หรือกระเพาะอาหารผิดปกติ

ขนาดยาอีนอกซาพารินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

คำแนะนำจากสมาคมแพทย์โรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา (ACCP)

  • อายุน้อยกว่า 2 เดือน 1.5 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • อายุ 2 เดือนถึง 17 ปี 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

คำแนะนำจากสมาคมแพทย์โรคทรวงอกแห่งสหรัฐอเมริกา

  • อายุน้อยกว่า 2 เดือน 1.5 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • อายุ 2 เดือนถึง 17 ปี 1 มก./กก. ฉีดใต้ผิวหนังทุกๆ 12 ชั่วโมง

รูปแบบของยา

ขนาดและรูปแบบของยามีดังนี้

  • เข็มฉีดยาใต้ผิวหนัง
  • สายละลายสำหรับฉีดใต้ผิวหนัง

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ไดอะเซอรีน (Diacerein)

ไดอะเซอรีน (Diacerein) เป็นยาในกลุ่มแอนทราควิโนน (anthraquinone) และใช้เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคเสื่อมสภาพที่กระดูกและข้อต่อ

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอลทีเพลส (Alteplase)

แอลทีเพลส (Alteplase) มักใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด รักษาหลอดเลือดดำอุดตัน นอกจากนี้ยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น โปรดปรึกษากับแพทย์ 

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ
Written by พลอย วงษ์วิไล

แอมโลดิปีน (Amlodipine)

แอมโลดิปีน (Amlodipine) ใช้รักษาภาวะความดันโลหิตสูง อยู่ในกลุ่มยาแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ ช่วยคลายหลอดเลือด เพื่อให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล

ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

ยา ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย

ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์
Written by พลอย วงษ์วิไล