ลิ้นแตก เป็นร่องยาว เพราะร่างกายเราผิดปกติจริงหรือ?

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ขณะที่คุณกำลังนำอาหารเข้าปากนั้น เมื่อเมล็ดข้าวเผลอไปสัมผัสกับลิ้น เคยรู้สึกถึงอาการแสบ หรือเจ็บจี๊ดขึ้นมาแบบฉับพลันกันบ้างหรือเปล่า นั่นอาจเป็นเพราะสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าสุขภาพช่องปากของคุณกำลังมีปัญหาอยู่ก็เป็นได้ จากการทานอาหารที่แสนง่าย ก็กลายเป็นการทานที่ยากลำบากขึ้นทันที วันนี้  Hello คุณหมอ มีวิธีรักษาตนเองเบื้องต้นจากอาการ ลิ้นแตก มาฝากทุกคนกัน เพื่อให้คุณกลับมาเพลิดเพลินกับการทานอาหารได้อย่างสบายใจอีกครั้ง

อาการของ ลิ้นแตก (Fissured tongue) คืออะไร

รอยแยกบนพื้นผิวของลิ้น สำหรับบุคลที่มีร่องรอยติดตัวมาตั้งแต่ยังเด็กจนถึงปัจจุบัน นั่นอาจมาจากพันธุกรรมภายในครอบครัวคุณที่เป็นต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรอยแยก สีแดง หรือสีอมชมพู เป็นร่อง บางรายอาจมีร่องลึกถึง 6 มิลลิตร เลยทีเดียว แต่ในบางกรณีก็อาจมีสาเหตุจากสารบางอย่างที่ทำให้เราแพ้จนมีอาการลิ้นแตก เช่น การรับประทานอาหารรสเผ็ดจัดๆ ที่สารในพริกไปทำลายสุขภาพลิ้นจนเกิดรอยแตกขึ้น หรือเป็นอาการร่วมของโรคบางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราอยู่ก็เป็นได้

โรคที่อาจก่อให้เกิดอาการลิ้นแตก

นอกจากที่อาการนี้จะได้รับมาจากพันธุกรรมแล้ว ยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ อีกด้วย ดังนี้

  • ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ผู้ป่วยที่มีอาการดาวน์ซินโดรม อาการลิ้นแตกมักเกิดขึ้นในเด็กมากที่สุดถึง 80% ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นทำความสะอาดช่องปาก และลิ้นมิให้มีเศษอาหารเข้าไปติด เพราะอาจเกิดการสะสมจากแบคทีเรียจนทำให้ลูกของคุณมีอาการเจ็บลิ้นได้
  • กลุ่มอาการเมลเคอร์สสัน-โรเซ็นทาล (Melkersson-Rosenthal syndrome ; MRS) เป็นภาวะทางระบบประสาทที่ผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อในส่วนของใบหน้าเปลี่ยนแปลง นำไปสู่อาการลิ้นแตก และมีริมฝีปากที่บวม
  • ภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) เป็นภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหาร และพลังงานในปริมาณไม่เหมาะสม หรือน้อยจนเกินไป ทำให้บางครั้งลิ้นของเราเกิดร่องรอยแตกร้าวนี้

วิธีรักษา ลิ้นแตก เริ่มต้นได้ด้วยตัวเรา

โดยทั่วไปแล้วอาการลิ้นแตก ลิ้นร้าว ไม่จำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาที่มีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนกับอาการอื่นๆ เพียงแค่คุณดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก ทำความสะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตามซอกฟัน กระพุ้งแก้ม และลิ้น ไม่ให้มีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ในร่องเพิ่มเติม  เพราะอาจเกิดการสะสมของคราบจุลินทรีย์ จนเกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือเรียกง่ายๆ ว่า กลิ่นปากนั่นเอง รวมทั้งอาจทำให้ฟันของคุณผุอีกด้วย ซึ่งคงจะเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก

แต่หากเกิดในกรณีที่รุนแรง จนมีอาการเจ็บจี๊ดทานอาหารลำบาก โปรดปรึกษาแพทย์ และรับการวินิจฉัยสาเหตุในเบื้องต้น เพื่อรับยารักษา หรือยาต้านเชื้อรา ป้องกันไม่ให้อาการนี้เกิดขึ้นได้อีก

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: มีนาคม 25, 2020 | Last Modified: มีนาคม 26, 2020

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน