ลักษณะการไอ ของคุณเป็นแบบไหน ลองเช็คอาการไอ 5 รูปแบบต่อไปนี้

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

แน่นอนว่าทุกคนต้องเคยเกิดอาการไอ แต่เคยสังเกตหรือไม่ว่าการไอแต่ละครั้งของคุณมีความแตกต่างกัน มาทำความรู้จักกับ ลักษณะการไอ แต่ละชนิดที่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน

ชนิดการไอแบ่งตามระยะเวลา

หากแบ่งการไอตามระยะเวลา ลักษณะการไอ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ

  1. ไอฉับพลัน

    คือ มีระยะเวลาของอาการไอน้อยกว่า 3 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด โพรงไซนัสอักเสบฉับพลัน คอหรือกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ อาการกำเริบของโรคถุงลมโป่งพอง ปอดอักเสบ การมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในหลอดลม หรือการสัมผัสกับสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่  ควันไฟ กลิ่นสเปรย์  แก๊ส  และมลพิษทางอากาศ

  2. ไอเรื้อรัง

    คือ มีระยะเวลาของอาการไอมากกว่า 3 สัปดาห์ ถึง 8 สัปดาห์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การรับประทานยารักษาความดันโลหิตสูงกลุ่ม Angiotensin-Converting Enzyme Inhibitor (ACE-I) เป็นระยะเวลานาน โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังแล้วมีน้ำมูกไหลลงคอ โรคหอบหืด โรคกรดไหลย้อน การใช้เสียงมากทำให้เกิดสายเสียงอักเสบเรื้อรัง เนื้องอกบริเวณคอ กล่องเสียงหรือหลอดลม โรคของสมองส่วนที่ควบคุมการไอ โรควัณโรคปอด ผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง บางรายอาจมีสาเหตุมากกว่าหนึ่งชนิด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุ

อาการไอแบ่งตาม ลักษณะการไอ มีอะไรบ้าง

มีงานวิจัยระบุว่า เสียงที่เกิดขึ้นขณะไอสามารถบ่งบอกภาวะของระบบทางเดินหายใจในขณะนั้นได้ และในบางกรณีก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะสุขภาพของผู้ป่วยได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าแพทย์จะสามารถวินิจฉัยโรคจากเสียงของการไอได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยการตรวจและทดสอบอื่นๆ ร่วมด้วย

ลักษณะการไอประเภทต่างๆ มีดังนี้

  • ไอแห้งหรือคันคอ (dry cough)

    การไอแบบนี้มักไม่มีเสมหะ สามารถเกิดได้กับทุกคน และมักเกิดเสียงคอกแคก ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสิ่งที่ก่อการระคายเคือง เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ควัน หรือ อาจเป็นเชื้อหวัด แต่หากมีอาการจามร่วมด้วยก็อาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ หรือในบางกรณี ก็เป็นผลจากโรคหอบหืด ซึ่งมักมีอาการรุนแรงขึ้นในตอนกลางคืน โดยมักมีอาการแน่นหน้าอก หายใจถี่ และมีเสียงฟืดฟาดร่วมด้วย

  • ไอมีเสมหะ (wet cough)

    สาเหตุเกิดจากการอักเสบในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เมื่อเกิดการอักเสบขึ้น สมองจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเมือกในลำคอหรือที่เรียกว่า เสมหะ มากขึ้น เมื่อเกิดการสะสมของเสมหะในระบบทางเดินหายใจมากขึ้น จึงทำให้เกิดอาการไอเพื่อขับเอาเสมหะออกมา

  • ไอมีเสียงวู้ป (whooping cough)

    หรือที่เรียกว่า โรคไอกรน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ โดยผู้ป่วยมักมีเสียงหวีดแหลมคล้ายเสียง “วู้” หรือ “วู้ป” ขณะไอ โดยมักไอติดต่อกันเป็นพักๆ และมักมีอาการอาเจียนหลังไอร่วมด้วย โดยทั่วไป หากมีอาการไอลักษณะนี้ติดต่อกันมากกว่า  2 สัปดาห์ขึ้นไป ถือว่าเป็นสัญญาณบ่งชัดของโรคไอกรน

  • ไอก้อง หรือ ไอคล้ายเสียงหมาเห่า (croup)

    การไอลักษณะนี้มักเกิดในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งในกล่องเสียงจนเกิดการอักเสบ นอกจากนี้ ยังมักมีไข้สูงและอาการหายใจลำบากร่วมด้วย

  • ไอแบบมีเสียงวี้ด (wheezing cough)

    การไปลักษณะนี้มักได้ยินเสียงวี้ดของลมหายใจขณะไอ ซึ่งบ่งบอกถึงอาการอักเสบบริเวณปอด

สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาคือการหมั่นสังเกตอาการไอที่เกิดขึ้นให้ดี หากเรารู้ว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณอะไร ก็จะทำให้เราเข้าใจและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน