โรคเพมฟิกอยด์ รู้ไว้ก่อนสายเกินแก้

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

โรคเพมฟิกอยด์ คือ

โรคเพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) ส่วนใหญ่พบในวัยผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งมีการสร้างแอนติบอดี้มาทำลายการยึดของเซลล์ผิวหนังหลุดลอกของ(ชั้นหนังกำพร้า)ออกจาก(ผิวหนังชั้นหนังแท้) แอนตี้บอดี้เหล่านี้ ก่อให้เกิดการอักเสบทำให้เกิดอาการตุ่มน้ำพองที่ผิวหนัง พองที่ขา แขน หน้าท้อง และเยื่อบุต่างๆ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงโรคเพมฟิกอยด์ 

โรคเพมฟิกอยด์ สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา ร่วมกับมีปัจจัยทางพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมอื่น เช่น เชื้อโรคหรือสารเคมีเป็นปัจจัยกระตุ้น

เพมฟิกอยด์พบว่า มีความเสี่ยงสูงในวัยผู้สูงอายุมากกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ หรือบางกรณีอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ เช่น

  • ยา ยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ที่อาจทำให้เกิดการเสี่ยงเป็น โรคเพมฟิกอยด์ ได้แก่ ยารักษาโรคสะเก็ดเงิน, ยาในกลุ่มยาซัลฟาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ช่วยรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
  • แสงและรังสี การรักษาด้วยแสงและรังสีเพื่อรักษาสภาพผิวบางอย่างอาจกระตุ้นอาการทำให้เกิดเป็น โรคเพมพิกอยด์ เช่นเดียวกับการรักษาด้วยรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง

อาการโรคเพมฟิกอยด์

ผู้ป่วยจะเริ่มสังเกตเห็น ตุ่มน้ำใส บริเวณบนผิวหนัง ซึ่งขนาดตุ่มที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างกันไป ทั้งบนผิวหนังปกติหรือผิวหนังที่อักเสบแดง ลักษณะตุ่มน้ำนี้ จะเกิดบริเวณใต้ชั้นหนังกำพร้า หากสังเกตเมื่อมองดูจะพบว่า ตุ่มน้ำค่อนข้างเต่งตึง ไม่แตกง่าย (tense bullae)

ดังนั้นจากลักษณะดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการคันร่วมด้วย และเมื่อตุ่มน้ำแตกอาจทำให้เกิดแผลถลอก เช่น มีสะเก็ดปกคลุมได้ ผู้ป่วยจึงต้องระมัดระวังการเกา เพราะอาจจะทำให้ติดเชื้อโรคได้

ลักษณะอาการของโรคเพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) ที่พบบ่อยที่สุด คือ การพองบริเวณ แขน ขา หน้าท้อง และมีอาการอื่นๆดังนี้

  • อาการคัน ผื่นแดงบริเวณผิวหนัง ก่อนที่จะเกิดเป็นแผล
  • ผิวหนังรอบแผลอาจเป็นปกติหรือมีรอยดำคล้ำ รอยแดง
  • แผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำใสๆ บางรายผิวหนังถลอกหรือเป็นแผล อาจเกิดอาการติดเชื้อเป็นหนอง
  • แผลตุ่มพองจะหนา เต่งตึง แตกตัวได้ยาก
  • แผลตุ่มพองที่ก่อตัวบนเยื่อเมือกซึ่งรวมถึง ปาก ตา จมูก       

ดูแลตัวเองเบื้องต้น จากโรคเพมฟิกอยด์ 

  • ดูแลทำความสะอาดร่างกายตัวเองอยู่เสมอ โดยใช้น้ำเกลือทำความสะอาด บริเวณที่เป็นแผล
  • สวมใส่เสื้อผ้าโปร่ง ๆ ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดรูป เพื่อลดการเสียดสีกับผิวหนัง และการระคายเคือง
  • งดรับประทานอาหารแข็ง อาหารที่มีรสจัด ของขบเคี้ยว อาจกระตุ้นการหลุดลอกของเยื่อบุในช่องปาก
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการติดตามผลการรักษาและประเมินการรักษาอย่างต่อเนื่องกับแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือ อากาศร้อน ซึ่งเป็นปัจจัยในการกระตุ้นทำให้แผลพุพอง

 กรณีที่มีตุ่มน้ำแตกเป็นแผล

  1. ใช้น้ำเกลือ (Normal saline) อมกลั้ว บ้วนปากบ่อย ๆ ทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
  2. แปรงฟันเบา ๆ ระมัดระวังเพื่อไม่ให้แผลถลอก
  3. หลักเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด  

กรณีมีผื่นที่ผิวหนัง 

  1. ห้ามนำสมุนไพรมาประคบ หรือพอกนอกเหนือจากคำสั่งจากแพทย์
  2. ควรใช้น้ำเกลือ (Normal saline) ทำความสะอาดแผลทุกครั้ง

การรักษาโรคเพมฟิกอยด์ 

แพทย์จะเริ่มให้ยาด้วยขนาดสูงก่อน เมื่ออาการเบาลงแล้วจะปรับลดขนาดยาลง โดยใช้ ยาเพรดนิโซโลน (prednisolone) เป็นยาหลักในการรักษา โรคเพมฟิฟอยด์  หากผู้ป่วยเกิดผลข้างเคียงระหว่างรับประทานยา ต้องรีบปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนขนาดยา หรือ ปรับเปลี่ยนใช้ยากลุ่มอื่นที่ใช้ในการบรรเทาอาการ ได้แก่ได้แก่ dapsone ยากดภูมิคุ้มกัน (cytotoxic drugs)

ผู้ป่วยควรดูแลและระมัดระวังตนเอง โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการติดตามผลการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรค ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อขอช่วยเหลือ และเสนอแนะแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน