สุขภาพตา

คุณรู้หรือเปล่าว่า ดวงตา คือหนึ่งในอวัยวะรับสัมผัส ที่พัฒนามากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ เราจำเป็นต้องพึ่งการมองเห็นในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติ ดังนั้น การดูแลรักษา สุขภาพดวงตา ให้ดี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เรียนรู้เกี่ยวกับ สุขภาพตา และการดูแลรักษาสุขภาพดวงตาของคุณ ได้ที่นี่

เรื่องเด่นประจำหมวด

สุขภาพตา

‘ดวงตา’ เป็นอวัยวะสำคัญที่ละเอียดอ่อนและต้องทะนุถนอมเป็นพิเศษ เพราะนอกจากช่วยเปิดโลกกว้างให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพและสะท้อนถึงการมีสุขภาพดีอีกด้วย แต่บางครั้งดวงตาคู่สวยก็อาจถูกทำร้ายจากสาเหตุต่างๆ ในชีวิตประจำวันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด มลภาวะ หรือแม้กระทั่งการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาวได้ หากสุขภาพดวงตาและการมองเห็นมีปัญหา ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น สายตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน ปวดกระบอกตา ตาแห้ง กล้ามเนื้อรอบดวงตาเกร็ง เคืองตา น้ำตาไหล ฯลฯ ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาก็จะนำไปสู่โรคทางสายตาอีกมากมาย ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมในด้านต่างๆ ได้ นอกจากนี้ ยังมีผลการศึกษาวิจัยที่พบว่าปัญหาด้านการมองเห็นอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด ‘ภาวะสมองเสื่อม’ อีกทั้งเป็นตัวเร่งทำให้การรับรู้และจดจำลดลง โดยผลการวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า ปัญหาการมองเห็นที่ลดลง มีความเชื่อมโยงกับการรับรู้และจดจำที่ลดลงถึงร้อยละ 55 เนื่องจากผู้ประสบปัญหาเหล่านี้ มักมีกิจกรรมทางกายภาพและสังคมที่ลดลงนั่นเอง รู้หรือไม่! สุขภาพตาที่เสื่อมลง สาเหตุเสี่ยงโรคสมองเสื่อมก่อนวัย อาการผิดปกติธรรมดาๆ ของดวงตาที่เราอาจมองข้าม หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพตาขึ้นได้ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังกระทบการทำงานในส่วนต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย ทั้งด้านกายภาพ จิตใจ คุณภาพชีวิต และสภาพความเป็นอยู่โดยรวม จากการศึกษาหลายฉบับระบุในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาการมองเห็นที่ลดลง นับว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองเสื่อม จากการสำรวจผู้หญิงจำนวน 1,000 คนในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจากความรุนแรงของปัญหาการมองเห็นที่เสื่อมลง และยังส่งผลให้คะแนนจากการตรวจสุขภาพจิตลดลงตามไปด้วย ส่วนในประเทศสิงคโปร์พบว่า ปัญหาการมองเห็นมีความเชื่อมโยงกับความสามารถในการรับรู้และจดจำ […]

หัวข้อ สุขภาพตา เพิ่มเติม

สุขภาพตา

ดวงตาเป็นอีกอวัยวะสำคัญที่เราจำเป็นต้องใช้มองสิ่งของหรือวัตถุต่างรอบ ๆ ตัว และอาจรวมไปถึงการสื่อสารผ่านทางสายตา ดังนั้นการดูแลดวงตาทั้งสองข้างของเราจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลไม่แพ้กับอวัยวะส่วนอื่น ๆ เลยเช่นกัน วันนี้ Hello คุณหมอ จึงขอพาทุกคนมารู้ถึงวิธีการรักษาถึงปัญหา เปลือกตาตก หรือ ตาตก หย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับขึ้นดังเดิมกันค่ะ สาเหตุที่ทำให้เกิด ตาตก หรือ เปลือกตาตก การที่คุณนั้นกำลังประสบกับหนังตาที่ตกหย่อนคล้อยอยู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุหลักมาจากพันธุกรรมของบุคคลในครอบครัว แต่ในบางครั้ง ก็อาจมาจากสาเหตุอื่น ๆ ดังต่อไปนี้ ที่เกิดจากการฉีกขาดของเส้นเอ็นบริเวณเปลือกตาที่ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหว การที่คุณมักมีพฤติกรรมการขยี้ตามากเกินไป ใส่คอนแทคเลนส์แบบแข็ง ซึ่งมีผิวสัมผัสไม่อ่อนโยน เคยผ่าตัดบริเวณรอบดวงตา หรือเปลือกตามาก่อน เนื้องอกที่เปลือกตา เส้นประสาทในกล้ามเนื้อตาเกิดความเสียหาย การฉีดโบท็อกซ์เสริมความงาม กลุ่มอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อีกทั้งหนังตาที่ตก หรือหย่อนคล้อยเหล่านี้ สามารถทำได้คุณนั้นอาจมีการใช้ชีวิตที่ยากลำบากขึ้น จากที่ชั้นของหนังตาเกิดตกลงมาบดบังจนทำให้เกิดการมองเห็นได้ไม่ชัดเจน เบลอ และมัว จึงส่งผลให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่เรามักไม่คาดคิดได้ ลักษณะของอาการ ตาตก เป็นอย่างไร เนื่องจากกรณีของอาการตาตกอาจไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ ให้เราได้ทราบล่วงหน้า แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนและแน่ชัด นั่นก็คือ เปลือกตาที่หย่อนคล้อยลงมา ๆ จนทำให้เกิดการบังดวงตานำไปสู่การลดความสามารถในด้านการมองเห็น และยังทำให้คุณรู้สึกถึงความอ่อนล้าของดวงตา หรือดวงตาดูอ่อนแรงขึ้น เมื่อพบกับลักษณะอาการดังกล่าวนี้ คุณควรรีบเร่งเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดในทันทีจากจักษุแพทย์ ซึ่งเป็นแพทย์เชี่ยวชาญในด้านของปัญหาดวงตา เพื่อป้องกันมิให้ เปลือกตาตก มากขึ้น จนกระทบด้านการมองเห็นที่เกินกว่าเหตุได้ ใครที่อาจประสบกับภาวะเปลือกตาตกได้บ้าง โดยส่วนใหญ่ผู้ที่จะประสบกับภาวะ เปลือกตาตก ได้นั้น มักเป็นบุคคลทั่วไป […]

สุขภาพตา

เวลาตื่นนอนในตอนเช้า เราอาจจะสังเกตพบคราบ ‘ขี้ตา’ เกาะติดอยู่ในบริเวณดวงตาและขนตา ถือเป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าใครต่างก็สามารถมีได้กันทั้งนั้น แต่หากขี้ตานั้นมีมากผิดปกติ ก็อาจจะเป็นสัญญาณ บ่งบอกถึงโรคต่าง ๆ ที่เรากำลังเป็นอยู่ก็ได้เช่นกัน โรคแฝงที่มาพร้อมกับอาการ ขี้ตาเยอะ นั้นมีอะไรบ้าง มาหาคำตอบกับ Hello คุณหมอ ได้จากในบทความนี้เลยค่ะ ขี้ตา เกิดจากอะไร ขี้ตา นั้นเกิดขึ้นเมื่อสารคัดหลั่งที่เคลือบดวงตาแห้งลง และกลายเป็นคราบเกาะติดที่บริเวณเปลือกตา ขนตา และมุมขอบตา ขี้ตานั้นมีอยู่หลายรูปแบบ อาจมีทั้งแบบแห้งเป็นก้อน เปียกแฉะ เหนียว ข้น ใส หรือออกเหลืองอ่อน ๆ ล้วนแล้วแต่ก็เป็นลักษณะของขี้ตาตามปกติทั้งสิ้น โดยปกติแล้ว ร่างกายของเราจะผลิตเมือกและน้ำมันออกมาเคลือบดวงตา เพื่อช่วยหล่อลื่นและรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา และเมื่อเรากระพริบตา ก็จะช่วยกำจัดสารเมือกและน้ำมันส่วนเกินที่เคลือบอยู่ที่ตาออกไป แต่ในช่วงเวลาที่เรานอนหลับนั้น เราจะไม่ได้กระพริบตา ทำให้สารคัดหลั่งส่วนเกินที่ดวงตานี้เอ่อล้นอยู่รอบดวงตา และแห้งลงกลายเป็นขี้ตานั่นเอง ลักษณะ ขี้ตา แบบไหนที่ไม่ปกติ การมีขี้ตาในปริมาณเล็กน้อยนั้นถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ และไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างไร แต่ลักษณะของขี้ตาบางอย่าง ก็อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกายได้ เช่น หากขี้ตามีลักษณะข้น เหนียว และมีสีออกเขียว หรือสีเหลืองเข้ม หากคุณมีขี้ตาอยู่มากเกินไป จนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น หากคุณมีขี้ตาพร้อมกับอาการน้ำตาไหลออกมามาก ๆ หากคุณมีอาการมองเห็นไม่ชัด เนื่องจากมีขี้ตามาก หากขี้ตานั้นมาพร้อมกับอาการตาบวม หรือตาแดง หากคุณรู้สึกว่าตาไม่สู้แสง ไม่สามารถมองในที่ที่มีแสงจ้าได้ อาการเหล่านี้ ล้วนแต่ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของดวงตา ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของอาการขี้ตาเยอะและผิดปกติ […]

ปัญหาตาแบบอื่น

หนังตา (Eyelid) นั้นมีความสำคัญกับดวงตาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเกราะป้องกันดวงตาจากสิ่งสกปรก ตาล้า และป้องกันไม่ให้ดวงตาแห้ง แต่สภาวะหนังตาตกที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อาจจะกลายเป็นตัวการสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นของเราได้ วันนี้ Hello คุณหมอ เลยจะมาแนะนำวิธีการ บริหารเปลือกตา เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เปลือกตาของเราแข็งแรง ป้องกันหนังตาตกกันค่ะ ทำไมหนังตาถึงตก ปัญหาหนังตาตก เปลือกตาหย่อนคล้อย และถุงใต้ตาบวมนั้นเป็นเป็นสภาวะที่สามารถพบได้บ่อย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ทางการแพทย์จะเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะหนังตาตก (Ptosis) ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาหนังตาตกค่อนข้างมาก เนื่องจากประสิทธิภาพการควบคุมกล้ามเนื้อเปลือกตา และความยืดหยุ่นของผิวหนัง จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้หนังตาบนหย่อนคล้อยลง และเปลือกตาล่างเกิดการเหี่ยวย่น กลายเป็นถุงใต้ตา ยา การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาหยอดตาที่ใช้เพื่อรักษาโรคต้อหิน อาจทำให้เกิดการสูญเสียไขมันบริเวณดวงตา และส่งผลให้หนังตาตกได้ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง สภาวะนี้จะส่งผลกระทบต่อการควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณหนังตาได้ สภาวะเกี่ยวกับระบบประสาทต่าง ๆ การบาดเจ็บที่ดวงตา การฉีดโบท็อกซ์อย่างไม่ถูกต้อง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง เทคนิคการ บริหารเปลือกตา แบบง่าย ๆ หากคุณสังเกตพบว่า เปลือกตาของคุณมีเริ่มมีลักษณะหย่อนคล้อย ไม่เท่ากับดวงตาอีกข้าง หรือหากคุณเป็นกังวลว่าอาจจะปัญหาหนังตาตก คุณสามารถป้องกันและบรรเทาอาการหนังตาตกได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ เตรียมเปลือกตา ก่อนจะเริ่มการบริหารเปลือกตา คุณควรจะเตรียมเปลือกตาของคุณให้พร้อมเสียก่อน เริ่มต้นจากการทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาให้สะอาดหมดจด โดยใช้สำลีหรือผ้าสะอาด ชุบน้ำอุ่นค่อนไปทางร้อน ปิดบริเวณดวงตา […]

ปัญหาตาแบบอื่น

ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง และชวนอึ้งอย่างมากในมนุษย์เรา เพราะเนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ค่อนข้างค้นพบได้ยากเกี่ยวกับ ภาวะตาสองสี แต่นอกจากจะเป็นดวงตาที่สวยงามชวนมองแล้ว บางกรณีนั้นก็อาจมีอันตรายแอบแฝงร่วมอยู่ด้วยได้อีกด้วยที่ วันนี้ Hello คุณหมอ จะขอพาทุกคนไปรู้จักกับภาวะของดวงตาดังกล่าวให้มากขึ้นกันค่ะ ภาวะตาสองสี คืออะไร ภาวะตาสองสี (Heterochromia) เป็นภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในมนุษย์ และพบได้ทั่วไปในสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีจุดสังเกตอย่างง่ายดายจากสีของดวงตาข้างใดข้างหนึ่งที่มีสีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยอาจได้รับมาจากพันธุกรรมส่งต่อมาทางครอบครัว และเป็นพันธุกรรมซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับยีนในร่างกายของเรา ก่อให้เกิดการกำหนดความเข้มข้นของเม็ดสีเมลานินในม่านตา ที่นำพาไปสู่การเกิดสีต่างๆ บนม่านตาได้ เช่น สีฟ้า สีน้ำตาล สีดำ สีเขียว สีเทา เป็นต้น แต่ในบางกรณีนอกเหนือจากการได้รับมาจากพันธุกรรมแล้ว การที่ดวงตาของคุณมีสีที่เปลี่ยนไปอาจมาจากสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น โรคต้อหิน โรคเบาหวาน กลุ่มอาการกระจายตัวของเม็ดสี เนื้องอกในม่านตา อุบัติเหตุบริเวณม่านตา หรือแม้แต่ใช้ยารักษาดวงตาบางชนิด เป็นต้น ซึ่งถ้าหากคุณมีปัญหาทางสุขภาพเหล่านี้ร่วมอยู่ และพบว่าดวงตาของคุณนั้นมีสีที่เปลี่ยนแปลงไปกระทันหันไม่ได้เป็นมาตั้งแต่กำเนิด คุณควรรีบเร่งเข้าขอรับการรักษา หรือการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์อีกครั้ง ก่อนนำพามาสู่ความสูญเสียด้านการมองเห็น ประเภท ของภาวะตาสองสี มีอะไรบ้าง สีของม่านตาที่เปลี่ยนไปนั้น อาจมีลักษณะเบื้องต้นที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละการพัฒนาทางพันธุกรรม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วภาวะตาสองสีที่พบเจอ อาจสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้ สีของม่านตาแบบสมบูรณ์ (Complete heterochromia) […]

ปัญหาตาแบบอื่น

หากคุณลองสังเกตตนเองแล้วพบว่าสีตาของคุณเริ่มมีสีภายในที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเปลี่ยนสี หรือครึ่งซีกของม่านตาเปลี่ยนสีไป โปรดเข้ารับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะ ตาสองสี (Heterochromia) ได้ คำจำกัดความตาสองสี (Heterochromia) คืออะไร ภาวะตาสองสี (Heterochromia) เป็นภาวะของม่านตาที่มาจากการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม หรือถูกถ่ายทอดส่งต่อกันมาจากพันธุกรรมในครอบครัว ซึ่งเป็นภาวะที่สีของดวงตาข้างใดข้างหนึ่งของคุณนั้นมีสีแตกต่างไปจากเดิม เช่น สีเทา สีฟ้า สีน้ำตาล เป็นต้น ตามความเข้มข้นของระดับเม็ดสีเมลานินในแต่ละบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ Complete heterochromia เป็นประเภทที่มีสีของดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเปลี่ยนไปแบบสมบูรณื หรือเต็มดวง เช่น ตาข้างหนึ่งสีน้ำตาล อีกข้างหนึ่งสีฟ้า เป็นต้น Segmental heterochromia คือ สีของดวงตาเปลี่ยนไปแบบแบ่งส่วน โดยดวงตาข้างนั้นจะมีการแบ่งสีของม่านตาเป็น 2 ส่วน และจะมีสีที่แตกต่างกัน เช่น ตาข้างซ้ายสีน้ำตาล ตาข้างขวาสีฟ้า และแบ่งครึ่งอีกซีกด้านในเป็นสีเขียวอีกครึ่งหนึ่ง เป็นต้น Central heterochromia เป็นอีกประเภทของภาวะดวงตาเปลี่ยนสี ที่จะมีการเปลี่ยนสีเพียงแค่รอบนอกของม่านตา เช่น ตรงกลางภายในดวงตาเป็นสีดำสนิทแต่รอบนอกนั้นเป็นสีเทา หรือสีอื่น ๆ เป็นต้น ภาวะ ตาสองสี สามารถพบบ่อยได้เพียงใด จริง ๆ แล้วภาวะดังกล่าวนี้ […]

โรคตา

ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) มีลักษณะเป็นก้อนขนาดเล็ก บวมปรากฏอยู่บริเวณเปลือกตา (ไม่มีอาการเจ็บ) โดยเกิดจากต่อมไมโบเมียน (Meibomian) ที่เป็นต่อมสร้างน้ำมันหล่อลื่นดวงตาบริเวณขอบเปลือกตา เกิดการอุดตันหรืออักเสบ ทำให้น้ำมันหล่อลื่นไหลออกจากท่อตาได้ยาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง คำจัดความตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) คืออะไร ตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ (Chalazion) มีลักษณะเป็นก้อนขนาดเล็ก บวมปรากฏอยู่บริเวณเปลือกตา (ไม่มีอาการเจ็บ) โดยเกิดจากต่อมไมโบเมียน (Meibomian) ซึ่งเป็นต่อมสร้างน้ำตาหล่อลื่นดวงตาบริเวณขอบเปลือกตาเกิดการอุดตันหรืออักเสบ ทำให้น้ำมันหล่อลื่นออกจากท่อตาได้ยาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง พบได้บ่อยแค่ไหน อาการตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บพบได้บ่อยในผู้ที่มีอาการอักเสบดังนี้ ต่อมไขมันอักเสบ สิว โรคผิวหนังอักเสบโรซาเชีย เปลือกตาอักเสบ โรคตาแดง เป็นต้น อาการอาการของโรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ                      ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวด  แต่ขนาดของก้อนบริเวณเปลือกตาอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการมองเห็น  และทำให้เกิดการระคายเคืองกับดวงตา ควรไปพบหมอเมื่อใด หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใด ๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ สาเหตุ   สาเหตุของโรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ                     โดยปกติสาเหตุของโรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ เกิดจากเยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นการติดเชื้อที่ตาชนิดหนึ่ง โดยมีสาเหตุและปัจจัยอื่น ๆ  ดังนี้ ต่อมไขมันอักเสบ สิว โรคผิวหนังอักเสบ โรซาเชีย เปลือกตาอักเสบระยะยาว โรคตา การติดเชื้อไวรัสบริเวณเปลือกตา ปัจจัยเสี่ยงของโรคตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ การติดเชื้อไวรัส วัณโรค มะเร็งผิวหนัง โรคเบาหวาน การวินิจฉัยและการรักษาข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม การวินิจฉัยตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ ในกรณีส่วนใหญ่แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ด้วยการดูก้อนที่ปรากฏบริเวณเปลือกตา และสอบถามอาการของผู้ป่วยเพื่อตรวจสอบยืนยันให้แน่ชัดว่าก้อนที่ปรากฎเป็นตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บหรือไม่ การรักษาตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บ ตากุ้งยิงมักหายไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษา แต่การรักษาอาจทำให้อาการตากุ้งยิงชนิดไม่เจ็บหายไวขึ้น โดยมีวิธีการรักษา ดังนี้ การรักษาทางการแพทย์ แพทย์อาจฉีดยายาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)  หรือผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการให้หายไวยิ่งขึ้น การรักษาที่บ้าน ประคบอุ่นที่เปลือกตาวันละ 4 […]

ปัญหาตาแบบอื่น

มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะพบคนตาสีม่วงตามธรรมชาติ แต่ลักษณะสีของดวงตาดังกล่าวนั้น มีอยู่จริง  ซึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะตาสีม่วงนั้นมีหลายประการด้วยกันส่วนใหญ่มักเป็นแต่กำเนิด หากใครเกิดภาวะตาสีม่วงฉับพลันหรือตาเพิ่งเปลี่ยนสีควรต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ ตำนานเรื่องของตาสีม่วงที่เคยปรากฎ เมื่อปีพ.ศ. 2548 ได้มีตำนานดังของบุคคลหนึ่งที่ชื่อว่า อเล็กซานเดรีย (Alexandria) ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ได้รับการค้นพบว่าดวงตานั้นเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงตั้งแต่ในช่วงวัยทารก อีกทั้งยังมีสีผิวซีด และร่างกายที่ไม่ได้สัดส่วน แต่กลับมีช่วงอายุในการใช้ชีวิตอย่างยาวนานกว่า 100 ปี มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพบว่าอาจเป็นการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม ซึ่งพบได้น้อยมาก เพราะบุคคลส่วนใหญ่มักเกิดมาพร้อมกับดวงตาสีดำ สีน้ำตาล สีเทา สีฟ้า อีกทั้งดวงตาสีทั่วไปเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเซลล์สร้างเม็ดเลือด และเม็ดสีเมลานินจากทางพันธุกรรมของครอบครัว ตาสีม่วง เกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง นอกจากสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมแล้ว ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้สีของดวงตาเปลี่ยนได้ด้วย  ได้แก่ · โรคเฮเทอโรโครเมีย (Heterochromia) สำหรับผู้ที่ประสบกับโรคเฮเทอโรโครเมียจะสังเกตได้ว่าสีตาข้างใดข้างหนึ่งนั้นแตกต่างออกไปจากสีตาเดิม เช่น ตาข้างซ้ายสีฟ้า และตาข้างขวาสีน้ำตาล ซึ่งโรคนี้มักเป็นตั้งแต่กำเนิด และอาจพบไม่มากนักเช่นเดียวกับบุคคลตาสีม่วง · โรคต้อหินชนิดเม็ดสี เป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตา ซึ่งเกิดจากความเสียหายของเส้นประสาทตาจนทำให้เม็ดสีในม่านตาหลุดออกมาเป็นบางส่วน จึงส่งผลให้สีตามีการเปลี่ยนสีไปบ้างเล็กน้อย หากยังปล่อยให้โรคต้อหินชนิดเม็ดสีดังกล่าวไว้เป็นเวลานานโดยไม่รับการรักษาก็อาจทำให้เกิดภาวะสูญเสียทางด้านการมองเห็นได้ · เนื้องอกในม่านตา อาการเนื้องอกในม่านตาส่วนใหญ่ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการใด ๆ แต่สำหรับบางคนอาจสังเกตได้จากสีของดวงตาที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง และจุดเม็ดสีที่มีชื่อเรียกว่า Nerve มีขนาดใหญ่ขึ้น หากสงสัยว่ามีอาการเนื้องอกในม่านตาควรรีบเข้ารับการรักษา โดยอาจเป็นการเลเซอร์ หรือการผ่าตัดร่วม ตามอาการของเนื้องอกของแต่ละบุคคล · ยารักษาบางประเภท ยาบางชนิดที่ใช้รักษาเกี่ยวกับปัญหาของดวงตา เช่น Prostaglandin analogs อาจมีผลทำให้ดวงตานั้นมีสีที่เปลี่ยนไป เนื่องจากเป็นยาที่ใช้รักษาต้อหิน และระบายของเหลว ลดความดันในดวงตา จึงอาจส่งผลข้างเคียงได้เล็กน้อยต่อสีของดวงตา เมื่อใดที่ควรไปปรึกษาแพทย์ หากสังเกตว่าสีของดวงตาปลี่ยนแปลงไปจากเดิมกะทันหัน […]

การดูแลสุขภาพตา

ในบางครั้ง ดวงตา ของคนเราอาจเกิดการระคายเคืองจากสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ของการระคายเคืองเช่น ดวงตาแห้ง ดังนั้นการ ทำความสะอาดดวงตา จึงเป็นสิ่งที่สามารถจะช่วยทำให้ตาของคุณสะอาดและอาจช่วยลดความระคายเคืองที่เกิดขึ้นได้ และเพราะดวงตาถือเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนและสำคัญ เราจะทำความสะอาดดวงตาอย่างไรให้สะอาดและปลอดภัยได้อย่างไร ลองมาติดตามได้ในบทความจาก Hello คุณหมอ ทำไมถึงต้อง ทำความสะอาดดวงตา โดยปกติแล้วขนคิ้ว ขนตา และน้ำตา เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยที่ร่างกายออกแบบมา เพื่อปกป้องดวงตาของคุณจากการบาดเจ็บ แต่บางครั้งวัตถุหรือของเหลวต่างๆ ก็ยังสามารถเข้าไปในดวงตาของคุณได้ ทำให้ดวงตาเกิดอาการระคายเคือง จนต้องทำความสะอาดดวงตา ด้วยการล้างออกเท่านั้น นอกจากนั้น ถ้าดวงตารู้สึกระคายเคืองหรือแห้ง การล้างตาก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดจากการแพ้มลภาวะหรือควันที่อยู่ในอากาศ แต่ว่าดวงตาจะระคายเคืองจากสาเหตุใดก็ตาม ถ้าคุณต้องการที่จะทำความสะอาดดวงตา ก็จำเป็นจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและปลอดภัยมากที่สุด วิธี ทำความสะอาดดวงตา สำหรับวิธีทำความสะอาดดวงตานั้นบางครั้งอาจจะต้องขึ้นอยู่กับสิ่งที่เข้าไปอยู่ในดวงตาด้วย หากของเหลวอย่างสารเคมี เช่น น้ำยาทำความสะอาดในครัวเรือนกระเด็นเข้าตา ขั้นตอนแรกที่ควรทำก็คือตรวจสอบฉลาก เพื่อดูคำแนะนำด้านความปลอดภัยและการใช้งาน โดยปกติคุณจะได้รับคำแนะนำให้ล้างตาด้วยน้ำอุ่น หากไม่มีน้ำอุ่น ควรล้างตาด้วยน้ำประมาณ 15 นาที แล้วรีบไปพบคุณหมอทันที แต่หากเป็นเศษทรายเข้าตา สิ่งสกปรก หรือสารขนาดเล็กอื่นๆ หรือขนตา คุณสามารถลองเอาออกได้โดยไม่ต้องล้างออก แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนเสียว่ามือของคุณสะอาด และถ้าหากสิ่งที่เข้าตาไม่เจอก็อย่าพยายามเอานิ้วความหาสิ่งที่เข้าไปในดวงตา เพราะมันอาจทำให้ดวงตาระคายเคืองมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับวิธีทำความสะอาดดวงตาที่ถูกต้อง คุณสามารถเลือกทำได้ตามวิธีที่สามารถทำได้ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาด ขั้นแรกคุณต้องแน่ใจเสียก่อนว่ามือของคุณสะอาด โดยล้างมือด้วยสบู่และน้ำอุ่น และอย่าลืมถอดคอนแทคเลนส์ก่อนที่จะเริ่มล้างตา ล้างตาด้วยน้ำอุ่นเป็นเวลา […]

โรคตา

อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก (Subconjunctival Hemorrhage) คืออาการที่บริเวณตาขาวมีจุดสีแดงๆ หรือมีสีแดง เกิดจากการที่เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก แล้วเยื่อบุลูกตาไม่สามารถซับเลือดออกไปได้ทันเวลา คำจำกัดความเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก คืออะไร อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก (Subconjunctival Hemorrhage) คือ อาการที่บริเวณตาขาวมีจุดสีแดงๆ หรือมีสีแดง เกิดจากการที่เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก แล้วเยื่อบุลูกตาไม่สามารถซับเลือดออกไปได้ทันเวลาจึงทำให้เลือดนั้นยังตกค้างจนมองเห็นเป็นจุดสีแดงที่บริเวณตาขาว  เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก พบได้บ่อยเพียงใด อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป และไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรงจนต้องมีการดูแลเป็นพิเศษแต่อย่างใด อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน แม้เพียงการไอหรือจามก็สามารถทำให้เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกได้เช่นเดียวกัน โปรดปรึกษาแพทย์หากคุณต้องการข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติม อาการอาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก มีอะไรบ้าง ปกติแล้วเรามักจะไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมี อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก เพราะอาการดังกล่าวไม่ได้มีผลในการสร้างความเจ็บปวดและไม่มีผลต่อการมองเห็นด้วย แต่เราจะสามารถสังเกตได้เมื่อส่องกระจก หรือผู้อื่นบอกให้รู้ ซึ่งอาการของเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก มีดังต่อไปนี้ มีจุดสีแดงสดเกิดขึ้นที่บริเวณตาขาว อาจรู้สึกได้ว่ามีรอยขีดข่วนที่ดวงตา อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับภายในเวลา 24-48 ชั่วโมง จุดสีแดงบริเวณตาขาวจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงสดเป็นสีเหลืองจนกระทั่งจุดสีแดงหายไป อย่างไรก็ตาม อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของคุณ โปรดปรึกษาแพทย์ เมื่อไหร่ควรไปพบหมอ หากภายใน 2-3 สัปดาห์ อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกยังคงอยู่ หรือยังคงมีจุดสีแดงที่ดวงตา หรือมีอาการเจ็บปวดที่ดวงตา หากคุณมีอาการหรือพบสัญญาณของอาการข้างต้น หรือมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์ เพราะร่างกายของแต่ละคนแสดงอาการต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่เหมาะสมกับคุณต่อไป สาเหตุสาเหตุของอาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้ การไอและการจามอย่างรุนแรง อาการเมื่อยล้า การอาเจียน การถูดวงตาอย่างรุนแรง ฝุ่นละอองต่างๆ เข้าตา คอนแทคเลนส์ การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การทำศัลยกรรม อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก อาจเกิดจากอาการทางสุขภาพต่างๆ ได้เหมือนกันแต่มักจะไม่ใช่สาเหตุหลัก หรือเกิดขึ้นได้แต่น้อย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การรับประทานยารักษาโรคที่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดการตกเลือด ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก เพศ เพศชายมีแนวโน้มที่จะเกิด อาการเส้นเลือดฝอยในดวงตาแตก […]

ปัญหาตาแบบอื่น

ปัญหาหนึ่งของผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานหรือตลอดทั้งวัน นั่นก็คืออาจส่งผลให้เกิด  อาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล แต่อาการตาล้าประเภทนี้เป็นอย่างไร และจะมี วิธีป้องกันอาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล ได้อย่างไรบ้าง มาติดตามเคล็ดลับสุขภาพดีๆ กันได้ กับบทความนี้จาก Hello คุณหมอ อาการตาล้าโดยทั่วไปกับอาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล แตกต่างกันอย่างไร อาการตาล้า และ อาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล นั้น มีความเหมือนกันในเรื่องของลักษณะอาการ ทั้งความรู้สึกเมื่อยล้าที่ดวงตา มองเห็นภาพเบลอหรือภาพซ้อน มีอาการตาแห้ง ไปจนถึงอาการปวดศีรษะ เป็นต้น แต่จะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยตรงที่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตาล้านั้นเกิดจากปัจจัยที่แตกต่างกัน อาการตาล้าโดยทั่วไป สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์และสื่อดิจิทัลเป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการตาล้า และ อาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล การอ่านหนังสือโดยที่ไม่มีการหยุดพักสายตา การเพ่งใช้สายตากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป การขับรถในระยะทางที่ไกลและมีระยะเวลาที่ยาวนาน เนื่องจากต้องเพ่งสายตาไปที่ข้างหน้าตลอดการขับรถ ดวงตาสัมผัสกับแสงสว่างที่มากจนเกินไป การอ่านหนังสือ หรือมองจอคอมพิวเตอร์และสื่อดิจิทัลในที่มืดหรือที่มีแสงสว่างน้อย มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพดวงตาอยู่แต่เดิมแล้ว เช่น ปัญหาตาแห้ง การที่ดวงตาสัมผัสกับลักษณะอากาศแห้ง ทั้งที่มาจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เกิดความเครียด เกิดความรู้สึกอ่อนเพลีย เมื่อยล้า แต่สำหรับ อาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล (Digital Eye Strain) นั้น มีสาเหตุหลักเพียงอย่างเดียวนั่นก็คือ การใช้สายตาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์และสื่อดิจิทัลเช่น สมาร์ทโฟน มากจนเกินไป หรือใช้สายตาอยู่ที่หน้าจอของอุปกรณ์ดิจิทัลเหล่านั้นเป็นระยะเวลานานๆ หรือทั้งวันโดยที่ไม่ได้หยุดพักการใช้สายตา วิธีป้องกันอาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล มีอะไรบ้าง สวมแว่นตาที่มีคุณสมบัติป้องกันแสง ไม่ว่าคุณจะสวมใส่แว่นตามานานเท่าไหร่แล้ว หรือไม่เคยต้องสวมแว่นตาเลยเนื่องจากไม่มีปัญหาด้านสุขภาพดวงตา อย่างไรก็ตาม หากต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือใช้สื่อดิจิทัลเป็นประจำหรือทั้งวัน ควรพิจารณาการสวมแว่นที่มีคุณสมบัติช่วยในการกรองแสง เพื่อลดการสะท้อนของแสงจากหน้าจอของอุปกรณ์ดิจิทัล ก็จะช่วยป้องกัน อาการตาล้าจากสื่อดิจิทัล ไม่ให้ดวงตารู้สึกเมื่อยล้า […]