home

คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

7 วิธีลบ รอยจูบ รอยจ้ำ ให้หายไปอย่างรวดเร็ว

7 วิธีลบ รอยจูบ รอยจ้ำ ให้หายไปอย่างรวดเร็ว

รอยจูบ รอยจ้ำ หรือรอยช้ำ อาจเกิดขึ้นจากการจูบที่รุนแรงเกินไป จนส่งผลให้หลอดเลือดฝอยในบริเวณนั้นแตก และเกิดเป็นรอยช้ำบนผิวหนัง โดยปกติมักไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ และสามารถจางหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน แต่วิธีการดูแลผิวบางอย่าง เช่น การประคบผิว การทาครีม การใช้ว่านหางจระเข้ อาจสามารถช่วยเร่งให้รอยจูบจางหายไวขึ้นได้

รอยจูบ รอยจ้ำ รอยดูด เกิดขึ้นได้อย่างไร

การจูบหรือดูดที่ผิวหนังแรง ๆ อาจทำให้หลอดเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนังแตก จนเลือดในหลอดเลือดไหลเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง และเกิดเป็นรอยช้ำ รอยจ้ำ หรือที่มักเรียกกันว่า รอยจูบ รอยดูด ได้ โดยรอยจูบหรือรอยดูดส่วนใหญ่จะมีสีออกชมพู แดง หรือม่วง ๆ คล้ายกับห้อเลือด และอาจมีอาการกดเจ็บได้ในช่วงแรก แต่พอผ่านไปสักพักก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปเป็นสีเขียวและสีเหลือง หรือสีน้ำตาลจาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

รอยจูบ รอยจ้ำ ส่วนใหญ่มักจะหายไปได้เองภายในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาอาจแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่สภาพผิวและอายุด้วย ผู้ที่มีอายุมาก อาจทำให้สภาพผิวเสื่อมโทรม เหี่ยวย่น และและสูญเสียชั้นไขมันบางส่วนที่ทำหน้าที่เสมือนเกราะกันกระแทกของผิวหนังไป จึงทำให้มีโอกาสเกิดรอยจูบง่าย และอาจใช้เวลานานกว่าที่รอยจูบจะหายไปเมื่อเทียบกับผู้ที่อายุน้อยกว่า นอกจากนี้ ผู้หญิงก็อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดรอยฟกช้ำ เช่น รอยจูบ ง่ายกว่าผู้ชายอีกด้วย

7 วิธีลบ รอยจูบ รอยจ้ำ รอยดูด อย่างรวดเร็ว

1. ประคบเย็น

การประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมของรอยช้ำที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดที่ไหลรั่วออกจากหลอดเลือดไหลไปสู่ผิวหนังได้ช้าลง โดยสามารถประคบเย็นที่รอยจูบด้วยถุงน้ำแข็ง ผ้าชุบน้ำเย็น หรือช้อนโลหะแช่เย็นก็ได้

ในช่วง 2 วันแรก ควรประคบเย็นที่รอยจูบอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ก็อาจจะช่วยให้รอยจางลงเร็วขึ้น

2. ประคบร้อน

หลังจากประคบเย็นในช่วง 2 วันแรกแล้ว วันที่ 3 ควรเปลี่ยนมาประคบร้อนแทน โดยใช้ผ้าชุบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น (ระวังอย่าให้ร้อนจนลวกผิวหนัง) ประคบบริเวณที่เป็นรอยจูบ รอยจ้ำ วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้น

อย่าลืมหมั่นนวดเบา ๆ บริเวณรอยช้ำในระหว่างประคบ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และรอยจางเร็วขึ้นไปอีก แต่ควรนวดเบา ๆ ระวังอย่าออกแรงมากเกินไป และไม่ควรบีบหรือขยำจนเต็มแรง เพราะอาจจะทำให้มีรอยช้ำมากกว่าเก่าได้

3. ทาว่านหางจระเข้

เนื้อวุ้นของว่านหางจระเข้มีสารสำคัญ เช่น อะลอคตินเอ (Aloctin A) อะลอคตินบี (Aloctin B) ที่มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบและอาการบวมแดงของผิวหนังได้

วิธีใช้ก็คือ นำเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้มาทาบาง ๆ หรือฝานบาง ๆ แล้วแปะไว้บริเวณรอยจูบ วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก่อนใช้ควรปอกเปลือกและล้างยางสีเหลือง ๆ ออกให้หมดก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง นอกจากนี้ หากใช้ว่านหางจระเข้แล้วระคายเคือง ควรหยุดใช้ทันที

4. ทาน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์

น้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์มีส่วนผสมหลักคือ เมนทอล ที่อาจช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่ทา และทำให้รอยจูบ รอยจ้ำ หายเร็วขึ้น แต่ข้อเสียก็คือ อาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้ ดังนั้น จึงไม่ควรทาน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์ลงบนผิวหนังโดยตรง แต่ควรผสมกับน้ำมันชนิดอื่น ๆ เช่น น้ำมันอัลมอนด์ น้ำมันโจโจ้บา โดยผสมน้ำมันเปปเปอร์มินต์ 1-2 หยด กับน้ำมันชนิดอื่น ๆ 15 หยด คนให้เข้ากันดีจึงค่อยนำมานวดบริเวณรอยจูบ รอยจ้ำ อย่างเบามือ ก็อาจจะช่วยให้รอยหายเร็วขึ้น

หรือหากไม่มีน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้ ก็สามารถใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของเปปเปอร์มินต์หรือสะระแหน่ได้ แต่ควรทาบาง ๆ เพื่อป้องกันการระคายเคือง

5. ลบรอยจูบ รอยจ้ำ ด้วยสับปะรด

สับปะรดอุดมไปด้วยเอนไซม์ที่ชื่อว่า โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องลดอาการเจ็บปวด และเมื่อนำมาทาที่ผิวหนัง ยังอาจช่วยลดอาการอักเสบและอาการบวมได้ด้วย โดยวิธีทำก็ง่าย ๆ เพียงแค่ฝานสับปะรดเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วนำมาทาที่รอยช้ำ วันละ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 5 นาที ก็จะช่วยให้รอยจางลงได้

แต่อย่างไรก็ตาม สับปะรดนั้นมีความเป็นกรดสูง หากใช้กับผิวหนังบริเวณที่บอบบาง เช่น ลำคอ ก็อาจระคายเคืองได้ง่าย ฉะนั้น จึงควรระวังและคอยสังเกตอาการระคายเคืองหรืออาการแพ้บนผิวหนังด้วย

6. ทาเปลือกกล้วยช่วยลดรอยจูบ รอยจ้ำ

เปลือกกล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและสารประกอบฟีนอลที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยดูแลผิวที่ถูกทำลาย ลดอาการระคายเคืองและรอยช้ำ โดยนำเปลือกกล้วยสุกมาถูบริเวณ รอยจูบ รอยจ้ำ เป็นเวลา 30 นาที หรือจนกว่าเปลือกกล้วยจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และทำซ้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จนกว่ารอยจะจางลง

7. ทาครีมวิตามินซี

วิตามินซี เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรงและดูเรียบเนียน เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและอาจช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกายด้วย เมื่อทาครีมวิตามินซีในบริเวณรอยจูบ รอยจ้ำ ก็อาจช่วยทำให้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังในบริเวณนั้นแข็งแรงขึ้น จนรอยจางลงได้

นอกจากจะทาครีมวิตามินซีแล้ว ควรเลือกกินผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น บร็อคโคลี่ พริกหวาน ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง ลิ้นจี่ ก็จะช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวหนัง และลดรอยจูบ รอยจ้ำ หรือรอยดูดที่เกิดขึ้นได้อีกทาง

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Hickeys. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/hickey-what-you-need-to-know. Accessed December 3, 2021.

Bruises. https://medlineplus.gov/bruises.html. Accessed December 3, 2021.

Potential role of bromelain in clinical and therapeutic applications. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4998156/. Accessed December 3, 2021.

Properties and Therapeutic Application of Bromelain: A Review. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3529416/. Accessed December 3, 2021.

Extensive bruising secondary to vitamin C deficiency. https://casereports.bmj.com/content/2009/bcr.08.2008.0750. Accessed December 3, 2021.

Topical menthol increases cutaneous blood flow. https://www.sciencedirect.com/science/article/abs/pii/S0026286216300401?via%3Dihub. Accessed December 3, 2021.

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย เนตรนภา ปะวะคัง แก้ไขล่าสุด 23/12/2021
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย พลอย วงษ์วิไล