เป็น ลมพิษ ขาดวิตามิน อะไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร

    เป็น ลมพิษ ขาดวิตามิน อะไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร

    ลมพิษ เป็นภาวะผื่นผิวหนังอักเสบที่ทำให้เกิดรอยปื้นแดง บวม หรือคันเป็นหย่อม ๆ บนผิวหนัง ลมพิษเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ยารักษาโรค ความร้อน ความเครียด หรือสาเหตุที่หลายคนอาจยังไม่รู้ นั่นคือ การขาดวิตามินบางชนิด หลายคนอาจมีคำถามว่า เป็น ลมพิษ ขาดวิตามิน อะไร คำตอบ คือ การขาดวิตามินดีอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษได้ จึงควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ไข่แดง นม เห็ด ปลาแซลมอน เนื้อแดง และควรสัมผัสแสงแดดในช่วงเช้าอย่างน้อยวันละ 15 นาทีเพื่อให้ได้รับวิตามินดีจากแสงแดด

    ลมพิษ คืออะไร

    ลมพิษ (Urticaria หรือ Hives) เป็นภาวะอักเสบทางผิวหนังที่เกิดจากร่างกายหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) และสารเคมีอื่น ๆ ออกมาที่บริเวณผิวหนังเพื่อตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น อากาศร้อน ความเย็น อาหารทะเล ยาบางชนิด ขนสัตว์ ทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นเปิดออกจนเกิดเป็นรอยปื้นแดงเป็นหย่อม ๆ และอาจของเหลวรั่วไหลออกมาทำให้เกิดอาการบวมและคันตามผิวหนังบริเวณใบหน้า คอ ลำตัว แขน มือ เท้า ขา อวัยวะเพศ

    โดยทั่วไป ลมพิษมี 2 ประเภท ได้แก่ ลมพิษแบบเฉียบพลันที่สามารถหายไปได้เองเมื่อหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และ ลมพิษแบบเรื้อรังที่ทำให้มีอาการทางผิวหนังอย่างน้อย 2-3 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ขึ้นไป และอาการอาจกำเริบได้บ่อย ๆ

    อาการของลมพิษ

    อาการของลมพิษ มีดังนี้

    • มีผื่นคันหรือรอยปื้นนูนแดง สีม่วง หรือสีเดียวกับผิวหนัง ไม่มีขุย
    • รอยผื่นมีหลายขนาด หลายรูปร่าง และอาจเกิดขึ้นแล้วจางหายไปซ้ำ ๆ
    • คันบริเวณที่เป็นผื่น บางครั้งอาการอาจรุนแรง
    • ดวงตา แก้ม หรือริมฝีปากบวม
    • อาการอาจกำเริบเมื่ออากาศร้อน หลังออกกำลังกาย หรือเครียดจัด

    เป็น ลมพิษ ขาดวิตามิน อะไร

    ลมพิษเกิดได้จากหลายสาเหตุดังที่กล่าวไปข้างต้น โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดลมพิษ คือ การขาดวิตามินดี (Vitamin D deficiency) เนื่องจากวิตามินดีทำหน้าที่ยับยั้งไม่ให้แมสต์เซลล์ (Mastocyte) ปล่อยสารฮีสตามีนซึ่งเป็นสารที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดปฏิกิริยาอักเสบกับเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้มาสัมผัสกับผิวหนัง และจะกระตุ้นให้เกิดลมพิษบนผิวหนัง หากร่างกายมีปริมาณวิตามินดีน้อยเกินไป อาจทำให้เกิดลมพิษชนิดเรื้อรัง (Chronic hives) ที่มักเป็น ๆ หาย ๆ นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

    งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Iranian Journal of Allergy, Asthma and Immunology เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 ศึกษาเกี่ยวกับการขาดวิตามินดีในผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรังชนิดไม่ทราบสาเหตุ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคลมพิษเรื้อรังจำนวน 114 คน และผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง 187 คนที่มีอายุเท่ากันและเพศเดียวกัน พบว่า ผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังชนิดไม่ทราบสาเหตุมีระดับวิตามินดีต่ำกว่ากลุ่มที่มีสุขภาพดีอย่างมีนัยสำคัญ และการขาดวิตามินดีอาจเพิ่มความไวต่อการเกิดโรคลมพิษรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

    เป็นลมพิษควรดูแลตัวเองอย่างไร

    วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นลมพิษจากการขาดวิตามินดีและจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ อาจมีดังนี้

    • ใช้ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปเพื่อบรรเทาอาการแพ้ คัน บวมบนผิวหนัง แต่หากไม่ได้ผล คุณหมออาจสั่งยาต้านฮีสตามีนอื่น ๆ เช่น เซทิริซีน (Cetirizine) เดสลอราทาดีน (Desloratadine) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine)
    • ให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดในช่วง 7.00-9.00 น.ซึ่งเป็นเวลาที่แดดไม่แรงจนเกินไป ทั้งนี้ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงทุกครั้งที่ออกแดด
    • รับประทานอาหารที่มีวิตามินดี เช่น ไข่แดง นม เห็ด ปลาแซลมอน เนื้อแดง ซีเรียล
    • รับประทานอาหารที่มีฮีสตามีนต่ำ เพื่อลดการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น เนื้อสัตว์สดใหม่ ผลไม้สด ธัญพืชเต็มเมล็ด ไข่ น้ำผึ้ง ปลาและหอยสด
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีฮีสตามีนสูง เช่น เนื้อสัตว์แปรรูปอย่างไส้กรอก แฮม อาหารหมักดองอย่างกะหล่ำปลีดอง แตงกวาดอง โยเกิร์ต กิมจิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเบียร์ ไวน์แดง ไวน์ขาว ซอสหมักอย่างซอสมะเขือเทศ มายองเนส น้ำพริกตาแดง เต้าเจี้ยว
    • รับประทานอาหารเสริมวิตามินดีหรือวิตามินรวม อาจช่วยเพิ่มระดับวิตามินดีในร่างกายได้
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ อาจช่วยบรรเทาอาการลมพิษและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก
    • สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย ไม่รัดแน่นเกินไป และระบายอากาศได้ดี
    • อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์
    • หลีกเลี่ยงการแกะเกาผิวหนัง เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงและลุกลามไปบริเวณอื่นได้
    • ประคบเย็นด้วยผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดหรือใช้ผ้าห่อน้ำแข็งถูบริเวณผื่นคันประมาณ 2-3 นาที เพื่อบรรเทาอาการบวม คันผิวหนัง

    Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

    แหล่งที่มา

    Vitamin D deficiency in chronic idiopathic urticaria. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/25780889/. Accessed September 19, 2022

    Urticaria (hives). https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/skin-hair-and-nails/urticaria-hives. Accessed September 19, 2022

    Chronic Spontaneous Urticaria: Low-Histamine Diet. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/csu-low-histamine-diet. Accessed September 19, 2022

    Chronic hives. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/chronic-hives/symptoms-causes/syc-20352719. Accessed September 19, 2022

    10 ways to get relief from chronic hives. https://www.aad.org/public/diseases/a-z/hives-chronic-relief. Accessed September 19, 2022

    รูปของผู้เขียนbadge
    เขียนโดย ศุภานิช สุริโย แก้ไขล่าสุด 05/10/2022
    ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย เนตรนภา ปะวะคัง