คุณมีข้อกังวลอะไร

close
ไม่ถูกต้อง
เข้าใจยาก
อื่น ๆ

หรือ คัดลอกลิงก์

ใหม่

หูดที่นิ้ว อาการ สาเหตุ การรักษา

คำจำกัดความ|อาการ|สาเหตุ|เมื่อไรควรไปพบคุณหมอ|การวินิจฉัยหูดที่นิ้ว|การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง
หูดที่นิ้ว อาการ สาเหตุ การรักษา

หูดที่นิ้ว คืออาการหนึ่งของโรคหูด โดยเป็นโรคผิวหนังซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus หรือ HPV) ทำให้มีตุ่มเนื้อที่นิ้วมือ อาจเป็นตุ่มก้อนเดี่ยวหรือกลุ่มก้อน ซึ่งสามารถรักษาได้หลายวิธี อาทิ การผ่าตัด การบำบัดเย็น การจี้ออกด้วยความร้อน

คำจำกัดความ

หูดที่นิ้ว คืออะไร

หูดที่นิ้ว เป็นหูดที่ขึ้นบริเวณนิ้วมือ เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสระหว่างบุคคล รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว กรรไกรตัดเล็บ เสื้อผ้า เชื้อโรคจะทำให้ผิวหนังแบ่งเซลล์รวดเร็วผิดปกติกลายเป็นตุ่มหรือติ่งเนื้อ โดยจะแสดงอาการหลังจากติดเชื้อแล้วประมาณ 2-6 เดือน เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ในทันที แต่ร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อโรคจนหูดหายไปเองซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน 2-3 ปี และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

โดยส่วนใหญ่แล้วหูดที่นิ้วไม่ใช่โรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดอันตราย หรือเป็นก้อนเนื้อที่จะกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ยกเว้นอาการติดเชื้อหรือแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้หากแกะ เกา หรือพยายามรักษาด้วยตัวเองโดยไม่ถูกวิธี

อาการ

อาการของหูดที่นิ้ว

โดยทั่วไป หูดที่นิ้วมีลักษณะดังนี้

  • เป็นตุ่มหรือก้อนเนื้อบริเวณนิ้วมือ
  • ตุ่มมีสีเดียวกับผิวหนังของผู้ป่วย หรือสีอื่น ๆ เช่น เทา ชมพู น้ำตาล
  • มีผิวขรุขระและหยาบ
  • มีอาการคัน และอาจมีเลือดออกบริเวณก้อนหูดได้
  • หูดที่นิ้วอาจทำให้ผิวหนังบริเวณรอบ ๆ เกิดอาการระคายเคือง

ทั้งนี้ หูดแบบอื่นที่อาจพบได้บริเวณนิ้วมือ ได้แก่

  • หูดคนขายเนื้อ (Butcher’s Warts) มีลักษณะเหมือนหูดทั่วไป แต่มีขนาดใหญ่กว่า และผิวหนังบริเวณที่เป็นหูดจะขรุขระกว่า มักพบในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเนื้อหรือปลาที่ไม่สวมถุงมือขณะชำแหละหรือหยิบจับชิ้นเนื้อ
  • หูดจมูกเล็บ (Periungual and Subungual Warts) เป็นหูดที่พบบริเวณซอกเล็บมือ มักเกิดเป็นตุ่มเล็ก ๆ จำนวนน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนในภายหลัง ผู้ที่ชอบกัดเล็บหรือเป็นเล็บขบมีแนวโน้มเป็นหูดจมูกเล็บ ทั้งนี้ หากไม่รักษา เชื้อของหูดจมูกเล็บจะแพร่กระจายเข้าไปใต้เล็บมือ และทำให้ผิวหนังติดเชื้อและเกิดความเสียหายอย่างถาวรได้ เช่น เล็บหลุด

สาเหตุ

สาเหตุของหูดที่นิ้ว

หูดที่นิ้วเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยขีดข่วน หรือผิวหนังบริเวณที่บอบบาง และกระตุ้นให้โปรตีนเคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นเส้นใยผิวหนังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นหูดที่นิ้วมือ หรือบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองและมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชพีวีไม่เท่ากัน ในบางรายแม้จะติดเชื้อเอชพีวีแต่ก็อาจไม่ก่อให้เกิดโรคหูด เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้

โดยทั่วไปโรคหูดมักพบในเด็ก ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus หรือ HIV) และผู้ที่ผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะ

เมื่อไรควรไปพบคุณหมอ

โรคหูดมักหายได้เองภายใน 2-3 ปี แต่หากมีตุ่มเนื้อที่นิ้วซึ่งเป็นอาการของหูดที่นิ้ว รู้สึกคัน มีเลือดออก ผิวหนังเกิดอาการระคายเคือง รวมทั้งหากมีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ควรรีบไปพบคุณหมอ

  • หูดทำให้เกิดความเจ็บปวด แม้จะรับประทานยาแก้ปวด แต่อาการก็ไม่ทุเลาลง
  • หูดเปลี่ยนสี ผิวหนังตรงที่เป็นหูดกลายเป็นสีเข้มหรืออ่อนกว่าผิวหนังบริเวณรอบ ๆ
  • หูดรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้ไม่สามารถหยิบจับสิ่งของใช้ในชีวิตประจำวัน เขียนหนังสือไม่ถนัด ขับรถไม่สะดวก
  • หูดเกิดขึ้นจำนวนมาก หากปริมาณของหูดที่นิ้วแบ่งตัวอย่างรวดเร็วผิดปกติ อาจแสดงถึงอาการติดเชื้อ
  • หูดเกิดขึ้นบริเวณเล็บมือ เนื่องจากเชื้อโรคอาจแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้

นอกจากนี้ ในกรณีพบตุ่มเนื้อบริเวณนิ้วมือ แต่ไม่แน่ใจว่าใช่หูดหรือไม่ ควรไปพบคุณหมอเพื่อเข้ารับการวินิจฉัยหาสาเหตุและระบุอาการของโรคที่เป็นให้ชัดเจน

การวินิจฉัยหูดที่นิ้ว

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาคุณหมอสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยหูดที่นิ้ว

คุณหมอจะตรวจหูดที่นิ้วด้วยตาเปล่า หรือตัดชิ้นส่วนบริเวณที่เป็นหูดไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อระบุสาเหตุ อาการของโรค และการรักษาและดูแลตัวเองที่เหมาะสม หรือหากพบเชื้อโรคหรืออาการแทรกซ้อนอื่น จะได้หาวิธีรักษาที่ถูกต้อง

การรักษาหูดที่นิ้ว

หูดที่นิ้วรักษาได้หลายวิธี ดังนี้

  • ลอกผิวหูดออกทีละน้อย ด้วยกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ซึ่งอยู่ในรูปแบบของยาน้ำสำหรับใช้ภายนอก โดยผู้ป่วยต้องแช่นิ้วที่เป็นหูดในกรดซาลิไซลิก หรือทายา เจล หรือขี้ผึ้งบริเวณที่เป็นหูด จากนั้นค่อย ๆ ตะไบหรือขูดผิวบริเวณที่เป็นหูดออกทีละนิด ทำแบบนี้วันละ 1-2 ครั้งติดต่อกันจนกว่าหูดจะหายไป
  • บำบัดด้วยความเย็น (cryotherapy) หรือการสเปรย์หูดและบริเวณรอบ ๆ ด้วยไนโตรเจนเหลว เพื่อให้เกิดแผลพุพองเนื่องจากความเย็น แล้วปล่อยให้ผิวหนังสมานตัวเอง เมื่อผิวหนังส่วนที่เป็นแผลแห้งสนิท ผิวหนังบริเวณที่เป็นหูดจะถูกลอกออกไป ทั้งนี้ การบำบัดด้วยความเย็นจำเป็นต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อค่อย ๆ กำจัดหูดให้หายไป แต่ควรเว้นระยะห่าง เพื่อให้ผิวหนังได้พักจากบาดแผลผุพอง
  • จี้หูดด้วยแสงเลเซอร์ หรือการจี้เส้นเลือดรอบ ๆ หูดด้วยความร้อน เพื่อให้ติ่งเนื้อของหูดที่นิ้วหลุดออก
  • ผ่าตัด หูดที่นิ้วสามารถผ่าตัดออกได้ ทั้งนี้ คุณหมอจะเป็นผู้วินิจฉัยโดยดูจากจำนวนและขนาดของหูดที่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียง คือ เกิดแผลเป็นบริเวณที่รักษา

การปรับไลฟ์สไตล์และการดูแลตัวเอง

คำแนะนำต่อไปนี้ อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นหูดที่นิ้วได้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับหูด ทั้งของตัวเองและของผู้อื่น เนื่องจากเชื้อเอชพีวีสามารถแพร่กระจายไปตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และระหว่างบุคคลได้
  • หลีกเลี่ยงการกัดเล็บหรือผิวหนังรอบ ๆ หูดที่นิ้วมือ เนื่องจากเชื้อเอชพีวีสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่ถูกกัดหรือเป็นแผล
  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว กรรไกรตัดเล็บ เสื้อผ้า ร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากอาจเป็นพาหะของเชื้อเอชพีวี
  • ฉีดวัคซีน สำหรับป้องกันไวรัสเอชพีวี เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ
  • รักษาความสะอาด บริเวณนิ้วมือและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอยู่เสมอ และดูแลเสื้อผ้าเครื่องนุ่งหุ่มให้สะอาดก่อนสวมใส่

Verifying...

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

รูปของผู้เขียนbadge
เขียนโดย ธนชาติ จึงแย้มปิ่น แก้ไขล่าสุด 14/03/2022
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดย Duangkamon Junnet