ตรวจกรดยูริกในเลือด (Uric Acid Blood Test)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ข้อมูลพื้นฐาน

การตรวจกรดยูริกในเลือด คืออะไร

การตรวจกรดยูริกในเลือด (Uric Acid Bolld Test) เป็นการระบุปริมาณของกรดยูริกที่มีอยู่ในตัวอย่างเลือด อาหารที่คุณรับประทาน และกระบวนการย่อยสลายตามธรรมชาติ เป็นวิธีทั่วไปในการสังเคราะห์กรดยูริก

ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการกรองกรดยูริก ตามปกติแล้ว กรดยูริกจะขับออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ หรืออาจผ่านทางอุจจาระในบางกรณี บางครั้ง ระดับของกรดยูริกในเลือดจะเพิ่มขึ้นเมื่อไตไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือผลิตกรดยูริกออกมากเกินไป

ผู้ที่มีกรดยูริกในร่างกายมากเกินไป มักจะต้องทรมานกับอาการที่มีผลึกแข็งเกิดขึ้นภายในข้อต่อ อาการปวดแบบนี้มักเรียกว่าโรคเกาต์ (gout) หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ผลึกกรดยูริกเหล่านี้อาจจะสมในข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้เกิดเป็นก้อนแข็งเรียกว่าโทฟี (tophi) ระดับกรดยูริกสูงยังอาจทำให้เกิดนิ่วในไต หรือไตวายได้

ความจำเป็นในการ ตรวจกรดยูริกในเลือด

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีระดับของกรดยูริกสูง หรือสงสัยว่าอาจมีอาการของโรคเกาต์ มักได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการตรวจกรดยูริกในเลือด

นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังทำเคมีบำบัด หรือการฉายรังสีบำบัด ก็มักจะต้องเข้ารับการตรวจนี้เช่นกัน เพื่อรักษาระดับของกรดยูริกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ในบางกรณี สำหรับผู้ที่มีอาการนิ่วในไตกำเริบ หรือเป็นโรคเกาต์ แพทย์อาจให้เข้ารับการตรวจกรดยูริกในเลือด เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดนิ่ว

ข้อควรรู้ก่อนตรวจ

ข้อควรรู้ก่อนการ ตรวจกรดยูริกในเลือด

การตรวจกรดยูริกในเลือด เป็นขั้นตอนเพื่อทำให้แน่ใจว่า บุคคลนั้นเป็นโรคเกาต์หรือไม่ เพราะถึงแม้จะมีระดับของกรดยูริกสูง และมีอาการปวดข้อ ก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับโรคเกาต์เสมอไป

นอกจากนี้ ยังอาจมีการวัดระดับของกรดยูริกในปัสสาวะ แพทย์มักจะเก็บตัวอย่างปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง มาตรวจเพื่อหาสาเหตุของระดับกรดยูริกสูง ว่ามีสาเหตุมาจากการผลิตกรดยูริกในร่างกายที่เร็วเกินไป หรือการทำงานของไตผิดปกติ

ระดับของกรดยูริกในเลือดนั้นแตกต่างในแต่ละวัน ปกติแล้วระดับของกรดยูริกมักจะสูงในตอนเช้า และลดต่ำในตอนเย็น

ระดับของกรดยูริกในเลือดที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ แม้ว่าจะอยู่ในระดับปกติ อาจช่วยในการวินิจฉัยภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ได้

ขั้นตอนการตรวจ

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจกรดยูริกในเลือด

เนื่องจากผลของการตรวจอาจถูกแทรกแซงได้จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาบางชนิด ระดับของวิตามินซีที่สูง หรือสีย้อมที่ใช้ในการตรวจเอ็กซ์เรย์ ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับสิ่งที่อาจส่งผลกระทบกับผลการตรวจทั้งหมด

แพทย์อาจให้คุณหยุดรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ เป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนทำการตรวจ

ขั้นตอนการตรวจกรดยูริกในเลือด

เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ทำการเจาะเลือดจะดำเนินการต่อไปนี้

  • รัดยางรอบต้นแขนเพื่อหยุดการไหลเวียนของเลือด หลอดเลือดด้านล่างยางรัดจะขยายตัว ทำให้เจาะหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
  • ทำความสำอาดบริเวณที่เจาะเลือดด้วยแอลกอฮอล์
  • เจาะเข็มเข้าไปในหลอดเลือด อาจจำเป็นต้องเจาะมากกว่าหนึ่งครั้ง
  • ติดหลอดบรรจุเลือดเข้ากับเข็มเจาะเลือด
  • นำยางรัดออกจากแขนเมื่อเก็บเลือดเพียงพอแล้ว
  • วางผ้าก๊อซหรือก้อนสำลีไว้บนบริเวณที่เจาะเลือดในขณะที่ดึงเข็มออก
  • กดบริเวณที่เจาะเลือดแล้วปิดด้วยผ้าพันแผล

หลังการตรวจกรดยูริกในเลือด

การรัดยางที่ต้นแขนอาจแน่นมาก จนคุณอาจรู้สึกเจ็บแขนได้บ้าง แต่คุณอาจไม่รู้สึกใดๆ จากเข็มเจาะ หรือคุณอาจรู้สึกได้ถึงการเจาะหรือการบิดอย่างรวดเร็ว

หากคุณมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจกรดยูริกในเลือด โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจคำแนะนำสำหรับคุณได้ดีขึ้น

ผลการตรวจ

ผลการตรวจกรดยูริกในเลือด

ค่าปกติ

ค่าปกติที่ระบุไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งเรียกว่า ค่าอ้างอิง (reference range) เป็นเพียงแนวทางเท่านั้น ค่าเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามห้องปฏิบัติการ และห้องปฏิบัติการของคุณอาจมีค่าปกติที่แตกต่างออกไป รายงานจากห้องปฏิบัติการควรมีช่วงค่าที่ห้องปฏิบัติการของคุณใช้

นอกจากนี้ แพทย์จะประเมินผลการตรวจของคุณโดยยึดตามสุขภาพของคุณและปัจจัยอื่นๆ นั่นหมายความว่า ค่าที่อยู่นอกเหนือจากค่าปกติที่ระบุไว้ ณ ที่นี้ อาจยังคงเป็นค่าปกติสำหรับคุณและห้องปฏิบัติการของคุณ

โดยปกติแล้วจะได้รับผลการตรวจภายใน 1 ถึง 2 วัน

ค่าปกติของกรดยูริกในเลือด

  • ผู้ชาย : 3.4–7.0 มก.ต่อเดซิลิตร หรือ 202–416 ไมโครโมลต่อลิตร
  • ผู้หญิง : 2.4–6.0 มก.ต่อเดซิลิตร หรือ 143–357 ไมโครโมลต่อลิตร
  • เด็ก : 2.0–5.5 มก.ต่อเดซิลิตร หรือ 119–327 ไมโครโมลต่อลิตร

ในบางกรณี แม้ว่าระดับของกรดยูริกในเลือดจะอยู่ในช่วงปกติ แต่ก็อาจเกิดผลึกกรดยูริกที่ข้อต่อ และนำไปสู่อาการเกาต์กำเริบได้ โดยเฉพาะในผู้ชาย

สภาวะหลายๆ อย่างสามารถเปลี่ยนแรงระดับของกรดยูริกได้ แพทย์อาจต้องคุยกับคุณเกี่ยวกับผลที่ผิดปกติ ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับอาการและสุขภาพในอดีตของคุณ

ค่ากรดยูริกในเลือดสูง

ค่าของกรดยูริกที่สูงนั้นอาจเกิดได้จากความแตกต่างของแต่ละคนในการผลิตหรือการกำจัดกรดยูริก รวมถึงสภาวะโรคหรืออาการต่างๆ เช่น

  • โรคไตหรือความเสียหายของไต
  • การสลายตัวของเซลล์ในร่างกายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมะเร็งบางประเภท ทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) โรคมะเร็งมัลติเพิลมัยอีโลมา (multiple myeloma) หรือการรักษาโรคมะเร็ง ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell anemia) หรือหัวใจวาย
  • ความผิดปกติอื่นๆ เช่น โรคติดสุรา (alcohol dependence) ภาวะครรภ์เป็นพิษ โรคตับ เช่น ตับแข็ง (cirrhosis) โรคอ้วน โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ภาวะขาดไทรอยด์ (hypothyroidism) และระดับฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำ (parathyroid)
  • การอดอาหาร ขาดสารอาหาร หรือพิษตะกั่ว
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่หายากเรียกว่า เลส์ช-ไนแฮนซินโดรม (Lesch-Nyhan syndrome)
  • ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) แอสไพรินขนาดยาต่ำ (75 ถึง 100 มก.ต่อวัน) ไนอาซิน (niacin) ยาวาฟาริน (warfarin) เช่น คูมาดิน (Coumadin) ยาไซโคลสปอริน (cyclosporine) ยาเลโวโดปา (levodopa) ยาทาโครลิมัส (tacrolimus) ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือวัณโรค
  • รับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องใน (ตับ สมอง) เนื้อแดง (เนื้อวัว เนื้อแกะ) อาหารทะเลบางชนิด (ปลาซาร์ดีน ปลาแฮร์ริ่ง หอยเชลล์) เบียร์

ค่ากรดยูริกในเลือดต่ำ

ค่ากรดยูริกในเลือดต่ำเกิดได้จาก

  • โรคไตขั้นรุนแรง โรควิลสัน (Wilson’s disease) หรือโรคมะเร็งบางชนิด
  • กลุ่มอาการของการหลั่งฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะไม่เหมาะสม (The syndrome of inappropriate antidiuretic hormone) ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้เกิดการสะสมของน้ำปริมาณมากในร่างกาย
  • รับประทานโปรตีนไม่เพียงพอ
  • ยาซัลฟินไพราโซน (Sulfinpyrazone) รับประทานยาแอสไพรินในปริมาณมาก (1,500 มก. หรือมากกว่าต่อวัน) ยาโพรเบเนซิด (probenecid) เช่น โพรบาแลน (Probalan) ยาอัลโลพูรินอล (andallopurinol) เช่น ไซโลพริม (Zyloprim)

ค่าปกติสำหรับการตรวจกรดยูริกในเลือด อาจมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการและโรงพยาบาล หากมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับผลการตรวจ โปรดปรึกษาแพทย์

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Share now :

Review Date: ตุลาคม 3, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 6, 2019

แหล่งที่มา
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน