ความผิดปกติในการมองเห็นสี (Poor Vision Color)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date เมษายน 27, 2020
Share now

ความผิดปกติในการมองเห็นสี (Poor Vision Color) คือการที่ความสามารถในการแยกแยะความแตกต่างของสีนั้นลดลง หรือที่คนเรียกกันว่าตาบอดสีนั่นเอง

คำจำกัดความ

ความผิดปกติในการมองเห็นสี คืออะไร

ความผิดปกติในการมองเห็นสี (Poor Vision Color) คือการที่ความสามารถในการแยกแยะความแตกต่างของสีนั้นลดลง แม้คนส่วนใหญ่อาจจะเรียกภาวะนี้ว่า “โรคตาบอดสี” (colorblind) แต่โรคตาบอดสีที่แท้จริงนั้นคือการมองไม่เห็นสีอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นกรณีที่หายาก

ความผิดปกติในการมองเห็นสี พบได้บ่อยแค่ไหน

ความผิดปกติในการมองเห็นสีมักจะเป็นโรคแต่กำเนิด ผู้ชายมักมีโอกาสเกิดมาเป็นโรคนี้มากกว่า คนส่วนใหญ่ที่มีความผิดปกติในการมองเห็นสี จะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสีแดงและสีเขียวบางเฉดได้ หรือในกรณีที่พบได้น้อยลงมาคือ ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสีน้ำเงินและสีเหลืองได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของความผิดปกติในการมองเห็นสี

คุณอาจมีความผิดปกติในการมองเห็นสีโดยที่คุณไม่รู้ตัว บางคนอาจทราบว่า ตนหรือบุตรของตนมีภาวะนี้ก็ต่อเมื่อเกิดความผิดปกติหรือความสับสนในการมองเห็น เช่น เมื่อมีปัญหาในการแยกแยะความแตกต่างของสีไฟจราจร หรือบอกสีของอุปกรณ์การเรียนรู้ไม่ถูกต้อง

ผู้ที่มีความผิดปกติในการมองเห็นสีอาจไม่สามารถบอกความแตกต่างของสิ่งต่อไปนี้ได้

  • ความแตกต่างระหว่างเฉดสีแดงและเขียว
  • ความแตกต่างระหว่างเฉดสีน้ำเงินและเหลือง
  • สีใดๆ ก็ตาม

ความผิดปกติในการมองเห็นสีที่พบได้มากคือ ภาวะที่ไม่สามารถมองเห็นสีแดงและสีเขียวได้ บ่อยครั้งที่ผู้ที่บกพร่องในการมองเห็นสีแดง-เขียว หรือเหลือง-น้ำเงิน ไม่ได้ขาดการมองเห็นทั้งสองสีไปอย่างสมบูรณ์ ระดับของการมองเห็นสีที่บกพร่องนั้น มีทั้งระดับเบา ปานกลาง หรือรุนแรง

สำหรับผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากคุณสงสัยว่าคุณมีปัญหาในการแยกแยะสีบางสี หรือการมองเห็นสีของคุณเปลี่ยนแปลงไป ควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เด็กๆ ควรได้รับการตรวจดวงตาที่ครอบคลุม รวมไปถึงการตรวจการมองเห็นสี ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน

ยังไม่มีวิธีการรักษาความผิดปกติในการมองเห็นสีแต่กำเนิด แต่หากสาเหตุมาจากอาการป่วยหรือโรคตา การรักษาอาจจะสามารถพัฒนาการมองเห็นสีได้

สาเหตุ

สาเหตุของความผิดปกติในการมองเห็นสี

การมองเห็นสีผ่านสเปกตรัมแสงนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยกระบวนการนี้จะที่เริ่มต้นที่ดวงตาของคุณ ในการแยกแยะสีขั้นต้น อย่างสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว

แสงเข้าสู่ดวงตาของคุณผ่านทางกระจกตา (Cornea) ผ่านน้ำวุ้นตา (vitreous body) ซึ่งมีลักษณะเหลวใสโปรงแสงคล้ายเยลลี่หรือไข่ขาว ก่อนจะเข้าสู่เลนส์แก้วตา และผ่านไปยังเซลล์ที่ไวต่อสีซึ่งคือเซลล์รูปกรวย (cones) ที่อยู่ด้านหลังของดวงตาด้านในจอรับภาพ (retina) จากนั้นสารเคมีในเซลล์รูปกรวยจะแยกแยะสี แล้วส่งข้อมูลไปยังเส้นประสาทตาสู่สมอง

หากตาของคุณปกติ คุณจะสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีได้ แต่หากเซลล์รูปกรวยของคุณขาดสารเคมีที่ไวต่อแสงหนึ่งชนิดหรือมากกว่านั้น คุณก็อาจจะสามารถมองเห็นได้แค่สีขั้นต้นเพียงสองสีเท่านั้น

สาเหตุของความผิดปกติในการมองเห็นสีมีมากมาย ดังนี้

  • ความบกพร่องแต่กำเนิด (Inherited disorder) โดยความผิดปกติในการมองเห็นสีแต่กำเนิดนั้น มักพบได้มากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คุณสามารถมีความบกพร่องในการมองเห็นสีได้ทั้งระดับเบา ระดับกลาง หรือระดับรุนแรง ความผิดปกติในการมองเห็นสีแต่กำเนิด มักจะส่งผลกับดวงตาทั้งสองข้าง และระดับความรุนแรงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต
  • โรคบางโรค เช่น โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell anemia) โรคเบาหวาน โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular degeneration) โรคอัลไซเมอร์ โรคต้อหิน โรคพาร์กินสัน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยโรคดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อดวงตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ และความผิดปกติในการมองเห็นสีจากโรคนี้อาจดีขึ้นได้ เมื่อคุณรักษาโรคที่เป็นสาเหตุได้
  • ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหัวใจ ยาความดันโลหิตสูง ยารักษาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ยารักษาการติดเชื้อ ยารักษาความผิดปกติของระบบประสาท ยารักษาปัญหาทางจิตใจ
  • อายุที่มากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น ก็อาจทำให้คุณมีปัญหาสุขภาพตา อย่างความผิดปกติในการมองเห็นสีได้
  • สารเคมีบางชนิด หากคุณสัมผัสกับสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น คาร์บอนไดซัลไฟด์ (carbon disulfide) ก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นสีได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติในการมองเห็นสี

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยความผิดปกติในการมองเห็นสี

หากคุณมีปัญหาในการมองเห็นสี จักษุแพทย์อาจให้คุณเข้ารับการตรวจดวงตา และมองภาพที่ออกแบบมาพิเศษ คือเป็นจุดสีหลายสีที่มีตัวเลขหรือรูปร่างซ่อนอยู่ในนั้น สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติในการมองเห็นสีจะมองรูปร่างหรือตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในจุดสีได้ยาก หรือมองไม่เห็นเลย

นอกจากการตรวจความผิดปกติในการมองเห็นสีที่ดำเนินการโดยจักษุแพทย์แล้ว ก็อาจมีการตรวจการมองเห็นสีอย่างรวดเร็วโดยอาศัยคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ถูกต้องเท่ากับการตรวจที่มีมาตรฐานซึ่งดำเนินการโดยจักษุแพทย์

การรักษาความผิดปกติในการมองเห็นสี

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาความผิดปกติในการมองเห็นสีที่เกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นตามวัย เป็นต้น แต่หากเป็นความผิดปกติในการมองเห็นสีที่เกิดจากโรคหรือยาบางชนิด ก็อาจรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยการควบคุมหรือรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ หรือหยุดใช้ยาที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็นสี

อีกหนึ่งวิธีรักษาความผิดปกติในการมองเห็นสีที่นิยมใช้ก็คือ การสวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์ที่มีฟิลเตอร์สี ซึ่งอาจช่วยให้คุณรับรู้ถึงความแตกต่างของสีแต่ละสีได้ดีขึ้น แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็ไม่สามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการมองเห็นสีให้กับดวงตาของคุณได้ หากคุณไม่ได้สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว ก็จะมองเห็นสีผิดเพี้ยนไปดังเดิม

โรคของจอตา (retinal disorders) ที่หายากบางชนิดซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการมองเห็นสีอาจแก้ไขได้ด้วยเทคนิคการทดแทนยีน (gene replacement) แต่วิธีการรักษาความผิดปกติในการมองเห็นสีนี้ก็ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกับความผิดปกติในการมองเห็นสี

ไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือความผิดปกติในการมองเห็นสีของคุณได้

  • จดจำสีของวัตถุ คุณควรเรียนรู้สีที่ต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่น สีของสัญญาณไฟจราจร และควรจดจำลำดับของสีแต่ละสีให้ได้
  • ทำเครื่องหมายสีและจัดประเภทของสิ่งของเครื่องใช้ สำหรับสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่คุณต้องการจับคู่สีให้เข้ากัน เช่น เสื้อผ้า คุณอาจให้คนที่มองเห็นสีได้ปกติมาช่วยแบ่งประเภท จับคู่สี หรือทำเครื่องหมายบนสิ่งของเหล่านั้นให้ และจัดเตรียมสิ่งของแต่ละอย่างที่อยากให้เข้าคู่กันไว้ด้วยกัน จะได้หยิบใช้ได้สะดวก

หากมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

วิธีหยอดตา ที่ถูกต้อง ปลอดภัย พร้อมเทคนิคแก้ปัญหาหยอดตาแล้วขมคอ

หากคุณต้องใช้ยาหยอดตา หรือมีปัญหาหยอดตาแล้วขมคอ วันนี้เรามี วิธีหยอดตา ที่ถูกต้อง ปลอดภัย มาฝาก พร้อมเคล็ดลับหยอดตาแล้วไม่ขมคอด้วย

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

ตาแห้งหลังทำเลสิก เป็นเพราะอะไร รักษาและป้องกันได้อย่างไรบ้าง

การทำเลสิก เป็นวิธีแก้ปัญหาสายตา เช่น สายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาว ที่แม่นยำและได้ผลดีที่สุด แต่ก็อาจนำมาซึ่งผลข้างเคียง เช่น อาการ ตาแห้งหลังทำเลสิก ได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

5 อันตรายต่อสุขภาพดวงตา เมื่อคุณ ทำความสะอาดเครื่องสำอางรอบดวงตา ออกไม่หมด

การแต่งหน้าเป็นการปกปิดจุดด้อยบนใบหน้า และเสริมความมั่นใจ แต่หลังการแต่งหน้าทุกครั้ง หาก ล้างเครื่องสำอางออกไม่หมด อาจะมีผลเสียกว่าที่คิด

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai

ตาเหลือง หม่นหมองแบบนี้ เกิดจากอะไรกันนะ?

การมีแววตาที่สดใส เป็นการสร้างเสน่ห์ให้แก่ผู้ที่พบเห็น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีอาการ ตาเหลือง นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังมีอาการของโรคร้ายอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai

บทความแนะนำ

เรื่องน่ารู้-การใช้คอนแทคเลนส์-สุขภาพตา

เรื่องน่ารู้ ก่อนการเลือก ใช้คอนแทคเลนส์ เพื่อสุขภาพของดวงตาที่ดีกว่า

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 26, 2020
สายตาเอียง-ตาเบลอ-มองไม่ชัด-วิธีรักษา

ตาเบลอ มองใกล้มองไกลก็ไม่ชัด คุณอาจมีปัญหา สายตาเอียง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง
เผยแพร่วันที่ เมษายน 10, 2020
ตาบอดฉับพลัน-สาเหตุ-อาการ-วิธีรักษา

ตาบอดฉับพลัน สาเหตุที่ อยู่ๆ ก็ทำให้ มองไม่เห็น

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ มีนาคม 24, 2020
อาหารสำหรับบำรุงดวงตา

บำรุงด่วน ก่อนสายตาจะเสื่อมกับ อาหารสำหรับบำรุงดวงตา

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย ชลธิชา จันทร์วิบูลย์
เผยแพร่วันที่ มีนาคม 10, 2020