มะเร็งเต้านม (Breast Cancer)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date มิถุนายน 4, 2020 . 11 mins read
Share now

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) คือโรคมะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อในเต้านม แต่ในกรณีหายาก มะเร็งเต้านมก็อาจมีจุดกำเนิดจากส่วนอื่นของเต้านมได้เช่นกัน

คำจำกัดความ

มะเร็งเต้านม คืออะไร

มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) คือโรคมะเร็งที่มีจุดกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อในเต้านม มีอยู่สองประเภทหลักดังนี้

  • มะเร็งในท่อน้ำนม (Ductal carcinoma) เริ่มขึ้นในท่อที่ลำเลียงน้ำนมจากเต้านมไปสู่หัวนม มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่จะเป็นประเภทนี้
  • มะเร็งในต่อมน้ำนม (Lobular carcinoma) เริ่มขึ้นที่ส่วนต่อมน้ำนมของเต้านมที่ทำหน้าที่ในการผลิตน้ำนม

ในกรณีหายาก มะเร็งเต้านมก็อาจมีจุดกำเนิดจากส่วนอื่นของเต้านมได้

มะเร็งเต้านม พบบ่อยแค่ไหน

ตลอดช่วงชีวิต จะพบว่า 1 ใน 8 ของผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านม สัดส่วนของโรคมะเร็งนั้น เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก ด้วยเพราะมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 14 ล้านราย และมีการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเมื่อปี 2012 ประมาณ 8.2 ล้านราย ซึ่งมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่ทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตที่พบได้มากที่สุด

อาการ

อาการของโรคมะเร็งเต้านม

ในช่วงต้นของโรคมะเร็งเต้านมนั้นจะไม่เกิดอาการใด ๆ ดังนั้น จึงควรตรวจเต้านมเป็นประจำ เมื่อโรคมะเร็งเริ่มเติบโตขึ้นก็อาจจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีก้อนที่เต้านมหรือก้อนที่รักแร้ มีลักษณะแข็ง ขอบไม่เท่ากัน และมักจะไม่เจ็บ
  • การเปลี่ยนแปลงในด้านของขนาด รูปร่าง หรือความรู้สึกที่บริเวณเต้านมหรือหัวนม เช่น อาจมีรอยแดง รอยบุ๋ม หรือรอยย่นที่ดูคล้ายเปลือกส้ม
  • มีของเหลวไหลจากหัวนม ซึ่งอาจจะเป็นเลือด หรือของเหลวสีใสไปจนถึงสีเหลือง สีเขียว หรือดูคล้ายกับหนอง

สำหรับผู้ชาย อาการของมะเร็งเต้านมมีทั้งมีก้อนในเต้านม และมีอาการปวด หรือกดเจ็บที่เต้านม

อาการของโรคมะเร็งเต้านมขั้นรุนแรง มีดังนี้

  • ปวดกระดูก
  • ปวดหรือรู้สึกไม่สบายที่เต้านม
  • มีแผลที่ผิวหนัง
  • มีอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองในรักแร้ (ถัดจากเต้านมที่มีมะเร็ง)
  • น้ำหนักลด

อาการแทรกซ้อนของโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งและการรักษาโรคมะเร็งอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนี้

  • อาการปวด

โรคมะเร็งบางชนิดอาจไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดใด ๆ แต่หากเกิดอาการก็สามารถใช้ยาและวิธีการรักษาอื่น ๆ รักษาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาการเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งนั้นเกิดได้จากสาเหตุหลายประการแต่ส่วนใหญ่สามารถจัดการได้ อาการเหนื่อยล้าที่เกี่ยวข้องกับการทำเคมีบำบัดหรือการฉายรังสีบำบัดนั้นเป็นเรื่องปกติและมักจะเกิดขึ้นแค่ชั่วคราว

  • หายใจติดขัด

โรคมะเร็งหรือการรักษาโรคมะเร็งอาจทำให้เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม การรักษาอาจช่วยบรรเทาอาการนี้ได้

  • คลื่นไส้

โรคมะเร็งหรือการรักษาโรคมะเร็งบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ในบางครั้งแพทย์อาจคาดเดาได้ว่าการรักษานั้นอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ยาและการรักษาอื่น ๆ อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้

  • ท้องร่วงหรือท้องผูก

โรคมะเร็งหรือการรักษาโรคมะเร็งสามารถส่งผลกระทบกับลำไส้และทำให้เกิดอาการท้องร่วงหรือท้องผูกได้

  • น้ำหนักลด

โรคมะเร็งหรือการรักษาโรคมะเร็งอาจทำให้เกิดอาการน้ำหนักลดได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งนั้นจะขโมยเอาสารอาหารจากเซลล์ปกติไปและทำให้เซลล์เหล่านั้นขาดสารอาหาร โดยอาการน้ำหนักลดส่วนใหญ่มักไม่เกี่ยวกับปริมาณของแคลอรี่และชนิดของอาหารที่คุณรับประทาน

อาการนี้รักษาได้ยาก ส่วนใหญ่แล้วจะรักษาโดยการให้สารอาหารผ่านทางท่อเข้าสู่ช่องท้องหรือหลอดเลือดดำนั้นไม่สามารถช่วยเรื่องอาการน้ำหนักลดได้

  • สารเคมีในร่างกายเปลี่ยนแปลง

มะเร็งสามารถทำให้ความสมดุลตามปกติของเคมีในร่างกายคุณแย่ลงได้และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง สัญญาณและอาการของความไม่สมดุลของเคมีนั้นมีทั้งกระหายน้ำอย่างรุนแรง ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก และสับสน

  • ปัญหาเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท

มะเร็งสามารถกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ ๆ และทำให้ส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายเกิดอาการปวดและสูญเสียการทำงาน มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับสมองนั้นสามารถทำให้เกิดอาการปวดหัวและมีสัญญาณและอาการคล้ายกับโรคหลอดเลือดสมอง เช่นอาการอ่อนแรงที่ด้านหนึ่งของร่างกาย

  • ปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อมะเร็งผิดปกติ

ในบางกรณีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจมีปฏิกิริยาต่อการมีอยู่ของเซลล์มะเร็งด้วยการโจมตีเซลล์ที่แข็งแรง เรียกว่ากลุ่มอาการพารานีโอพลาสติก (paraneoplastic syndrome) ซึ่งเป็นอาการที่หายากและสามารถทำให้เกิดสัญญาณและอาการต่าง ๆ ได้ เช่น การเดินลำบากหรืออาการชัก

  • โรคมะเร็งที่แพร่กระจาย

เมื่อโรคมะเร็งรุนแรงขึ้นก็อาจเกิดการแพร่กระจาย (metastasize) ไปสู่ส่วนอื่นในร่างกาย ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็ง

  • โรคมะเร็งที่กลับมาเป็นอีกครั้ง

ผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็งนั้นมีความเสี่ยงในการกลับไปเป็นโรคมะเร็งอีกครั้ง โรคมะเร็งบางชนิดอาจมีความเสี่ยงในการกำเริบมากกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่น โปรดสอบถามแพทย์ถึงวิธีในการลดความเสี่ยงของการกำเริบของโรคมะเร็ง แพทย์อาจจะแนะนำแผนการดูแลสุขภาพหลังจากการรักษา รวมทั้งการสแกนและตรวจร่างกายเป็นระยะหลายเดือนและหลายปีหลังจากการรักษาเพื่อมองหาโรคมะเร็งที่อาจกำเริบอีกครั้ง

ควรไปพบคุณหมอเมื่อใด

หากคุณตรวจพบก้อนเนื้อ หรือความเปลี่ยนแปลงของเต้านม ควรติดต่อแพทย์เพื่อทำการประเมินผลในทันที ถึงแม้ผลการตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) จะเป็นปกติก็ตาม

สาเหตุ

สาเหตุของมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งนั้นเริ่มต้นขึ้นที่เซลล์ หน่วยโครงสร้างที่ผลิตเนื้อเยื่อและอวัยวะทั้งหมดในร่างกาย รวมถึงเต้านม

เซลล์ปกติในเต้านมและส่วนอื่น ๆ ของร่างกายจะเติบโตและแบ่งตัวเพื่อสร้างเซลล์ใหม่ตามความจำเป็น เมื่อเซลล์ปกติแก่ตัวลงหรือเสียหาย เซลล์เหล่านั้นก็จะตายไป และมีเซลล์ใหม่มาแทนที่

ในบางครั้งกระบวนการนี้อาจจะเกิดความผิดพลาด เซลล์ใหม่ก่อตัวขึ้นในตอนที่ร่างกายไม่ต้องการ และเซลล์ที่แก่หรือเสียหายไม่ได้ตายไปแบบที่ควรจะเป็น การสะสมของเซลล์ส่วนเกินมักจะกลายเป็นเนื้อเยื่อขนาดใหญ่ เรียกว่าก้อนเนื้อหรือเนื้องอก

เนื้องอกในเต้านมนั้นอาจเป็นชนิดไม่ร้าย (benign) หรือไม่เป็นมะเร็ง หรือเป็นเนื้อร้าย (malignant) คือเป็นมะเร็งก็เป็นได้

ลักษณะของเนื้องอกไม่ร้าย

  • โดยปกติมักจะไม่เป็นอันตราย
  • ไม่ค่อยบุกรุกเนื้อเยื่อโดยรอบ
  • ไม่แพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นในร่างกาย
  • สามารถกำจัดได้และมักจะไม่เติบโตใหม่อีกครั้ง

ลักษณะของเนื้อร้าย

  • อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
  • สามารถบุกรุกอวัยวะและเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียงได้ (เช่น ผนังหน้าอก)
  • สามารถแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย
  • มักจะสามารถกำจัดได้ แต่ในบางครั้งอาจจะเติบโตกลับมาอีกครั้ง

เซลล์มะเร็งเต้านมนั้นสามารถแพร่กระจายได้ ด้วยการแตกตัวออกจากเนื้องอกในเต้านม จากนั้นจึงเดินทางผ่านหลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลืองไปสู่ส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย หลังจากแพร่กระจาย 3 ครั้ง เซลล์มะเร็งอาจจะเกาะกับเนื้อเยื่ออื่น ๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นเนื้องอกใหม่ ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับเนื้อเยื่อเหล่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น เซลล์มะเร็งนั้นสามารถแพร่กระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองใกล้ ๆ เช่น กลุ่มของต่อมน้ำเหลืองใกล้เต้านมที่อยู่ใต้แขน (รักแร้) กลุ่มต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า กลุ่มต่อมน้ำเหลืองในหน้าอกหลังกระดูกหน้าอก

เมื่อมะเร็งเต้านมแพร่กระจายจากจุดเดิมที่มันอยู่ ไปสู่ส่วนอื่นในร่างกาย เนื้องอกใหม่ก็จะมีเซลล์ที่ผิดปกติแบบเดียวกันและชื่อเดียวกันกับเนื้องอกดั้งเดิม เช่น หากมะเร็งเต้านมนั้นแพร่กระจายไปสู่ปอด ก็จะถือว่าเซลล์มะเร็งที่อยู่ในปอดนี้แท้จริงแล้วคือเซลล์มะเร็งเต้านม และเรียกว่า โรคมะเร็งเต้านมที่แพร่กระจาย ไม่ใช่มะเร็งปอด

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้มีดังนี้

  • อายุและเพศ

ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณมีอายุเพิ่มมากขึ้น กรณีของมะเร็งเต้านมที่รุนแรงส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงที่อายุมากกว่า 50 ปี ผู้ชายก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แต่โอกาสจะน้อยกว่าผู้หญิงมาก

  • ประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมของคนในครอบครัว

คุณจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น หากญาติใกล้ชิดเคยเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • กรรมพันธุ์

ความบกพร่องยีนที่พบได้มากที่สุดอยู่ในยีน บีอาร์ซเอ1 (BRCA1) และบีอาร์ซีเอ2 (BRCA2) โดยปกติแล้วยีนเหล่านี้จะสร้างโปรตีนที่ช่วยปกป้องคุณจากโรคมะเร็ง หากพ่อแม่ส่งต่อยีนที่บกพร่องมาให้คุณ คุณก็จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ผู้หญิงที่มีหนึ่งในยีนที่บกพร่องนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มถึง 80% ในการเกิดมะเร็งเต้านมในช่วงหนึ่งของชีวิต

  • รอบประจำเดือน

ผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว (ก่อนอายุ 12 ปี) หรือผ่านวัยหมดประจำเดือนช้า (หลังจากอายุ 55 ปี) จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ มีดังนี้

  • การดื่มสุรา

การดื่มสุรามากกว่า 1 ถึง 2 แก้วต่อวันอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

  • การคลอดบุตร

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งครรภ์หรือหรือมีลูกคนแรกหลังจากที่อายุ 30 ปี มีความเสี่ยงมากกว่าที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม การตั้งครรภ์มากกว่า 1 ครั้ง หรือการตั้งครรภ์ตั้งแต่ยังสาวจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านม

  • ยาไดเอธิลสติลเบสตรอล (DES)

ผู้หญิงที่ใช้ยาไดเอธิลสติลเบสตรอลเพื่อป้องกันการแท้งบุตรอาจมีความเสี่ยงในการเป้นโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้นหลังจากอายุ 40 ปี มีการใช้ยานี้กับผู้หญิงเมื่อช่วงปีค.ศ. 1949 ถึงช่วงปีค.ศ. 1960

  • การทำฮอร์โมนบำบัด

คุณจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นหากคุณผ่านการทำฮอร์โมนบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) เป็นเวลาหลายปี

  • โรคอ้วน

โรคอ้วนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งเต้านม แม้ว่าความเกี่ยวข้องนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วนจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่า ซึ่งอาจทำให้โรคมะเร็งเต้านมขึ้น

  • การฉายรังสี

หากคุณรับการฉายรังสีบำบัด (radiation therapy) เพื่อรักษาโรคมะเร็งที่บริเวณหน้าอกในสมัยเด็กหรือช่วงหนุ่มสาว คุณก็จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ยิ่งเริ่มการฉายรังสีเมื่ออายุน้อยเท่าไหร่ และใช้ขนาดยาสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรับการฉายรังสีขณะที่เต้ามนมเริ่มมีพัฒนาการ

การปลูกถ่ายเต้านม การใช้สารระงับเหงื่อ (antiperspirants) และการใช้บราเสริมโครง (Underwired Bra) ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านม ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างโรคมะเร็งเต้านมกับยาฆ่าแมลง

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

แพทย์อาจวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมในช่วงแรก ด้วยการซักประวัติทางการแพทย์และตรวจร่างกายเพื่อตรวจสอบสัญญาณของสุขภาพทั่วไป รวมทั้งตรวจสอบสัญญาณของการเป็นโรค เช่น ก้อนเนื้อหรือสิ่งอื่น ๆ ที่ผิดปกติ

การตรวจสอบเพื่อวินิจฉัยและเฝ้าสังเกตผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม มีดังนี้

  • การตรวจเต้านมโดยแพทย์

การตรวจสอบเต้านมโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แพทย์จะสัมผัสที่บริเวณเต้านมและใต้วงแขนอย่างละเอียดเพื่อหาก้อนเนื้อหรือสิ่งที่ผิดปกติ

  • การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม

การตรวจเอกซเรย์เต้านมที่ใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป

  • การตรวจอัลตราซาวด์

กระบวนการที่ใช้คลื่นเสียงพลังงานสูง หรืออัลตราซาวด์ (ultrasound) เพื่อสะท้อนภาพของเนื่อเยื่อและอวัยวะภายใน เสียงสะท้อนนั้นจะสร้างภาพของเนื้อเยื่อในร่างกายเรียกว่าโซโนแกรม (sonogram) สามารถพิมพ์รูปภาพนั้นเพื่อดูภายหลังได้

  • การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็กหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI)

กระบวนการที่ใช้แม่หล็ก คลื่นวิทยุ และคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างชุดของภาพรายละเอียดของเต้านมทั้งสองข้าง กระบวนการนี้เรียกว่าการสร้างภาพจากการเรโซแนนซ์ของนิวเคลียสด้วยแม่เหล็ก (NMRI)

  • การศึกษาเคมีในเลือด

กระบวนการในการตรวจตัวอย่างของเลือดเพื่อตรวจสอบปริมาณของสารบางชนิดที่อวัยวะและเนื้อเยื่อปล่อยเข้าสู่เลือด ปริมาณของสารที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะน้อยกว่าหรือมากกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคได้

  • การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

นักพยาธิวิทยาจะตัดเอาเซลล์หรือเนื้อเยื่อไปตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อตรวจสอบหาสัญญาณของโรคมะเร็ง หากพบก้อนเนื้อในเต้านมก็อาจมีการทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจต่อไป

การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อตรวจหาโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีอยู่ 4 ประเภท ได้แก่

  1. การตัดชิ้นเนื้อทั้งหมดเพื่อการวินิจฉัย การตัดก้อนเนื้อเยื่อทั้งหมดออกไป
  2. การตัดชิ้นเนื้อบางส่วนเพื่อการวินิจฉัย การตัดก้อนเนื้อเยื่อบางส่วนออกไป
  3. การตัดชิ้นเนื้อโดยใช้เข็มเจาะการตัดเนื้อเยื่อออกไปโดยใช้เข็มแบบกว้าง
  4. การตัดชิ้นเนื้อโดยใช้เข็มขนาดเล็กการตัดเนื้อเยื่อออกไปโดยใช้เข็มขนาดเล็ก

หากแพทย์ทราบว่าคุณเป็นโรคมะเร็งเต้านม จะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มขึ้นเป็นระยะ เพื่อดูว่าโรคมะเร็งนั้นแพร่กระจายหรือไม่ การตรวจเป็นระยะนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการกำหนดแนวทางในการรักษามะเร็งเต้านมของคุณ และยังทำให้ทราบว่าควรคาดหวังอะไรในอนาคต

ระยะของโรคมะเร็งเต้านมนั้นมีทั้งแต่ 0-4 ยิ่งมีระยะสูงเท่าไหร่ยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

การรักษามะเร็งเต้านม

การรักษานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ดังนี้

  • ชนิดและระยะของโรคมะเร็ง
  • โรคมะเร็งนั้นมีปฏิกิริยาไวต่อฮอร์โมนบางชนิดหรือไม่
  • โรคมะเร็งนั้นสร้างยีนเอชอีอาร์2 หรือเอ็นอียู (HER2/neu gene) มามากเกินไปหรือไม่

วิธีรักษาโรคมะเร็งเต้านม เช่น

  • การทำเคมีบำบัด โดยการใช้ยาเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง
  • การฉายรังสีบำบัด เพื่อทำลายเนื่อเยื่อที่เป็นมะเร็ง
  • การผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้อเยื่อที่เป็นมะเร็ง การผ่าตัดก้อนเนื้อมะเร็งออกจากเต้านม การผ่าตัดเต้านมทั้งหมดและโครงสร้างโดยรอบออกไป
  • การใช้ยารักษามะเร็งเฉพาะจุด (Targeted therapy) เพื่อโจมตียีนที่เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ตัวอย่างหนึ่งของการการใช้ยารักษามะเร็งอย่างตรงจุด คือการทำฮอร์โมนบำบัด โดยการยับยั้งฮอร์โมนบางอย่างที่ทำให้มะเร็งเติบโต

การรักษาโรคมะเร็งนั้นอาจเป็นการรักษาเฉพาะที่หรือทั่วทั้งร่างกายก็ได้

  • การรักษาเฉพาะที่ (Local treatments) เกี่ยวข้องแค่เฉพาะส่วนที่เป็นโรค รูปแบบของการรักษาเฉพาะที่คือ การฉายรังสีบำบัด และการผ่าตัด ซึ่งมักจะมีประสิทธิภาพสำหรับโรคมะเร็งที่ไม่ได้แพร่กระจายออกไปจากเต้านม
  • การรักษาทั่วทั้งร่างกาย (Systemic treatments) ส่งผลกระทบทั่วทั้งร่างกาย รูปแบบของการรักษาทั่วทั้งร่างกายคือการทำเคมีบำบัดและการทำฮอร์โมนบำบัด

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะรับการรักษาหลายชนิดร่วมกัน สำหรับโรคมะเร็งในระยะที่หนึ่ง สอง หรือสาม เป้าหมายหลักจะเป็นการรักษา และป้องกันไม่ให้โรคมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง สำหรับโรคมะเร็งระยะที่สี่ เป้าหมายจะเป็นการทำให้อาการดีขึ้น และช่วยให้มีชีวิตอยู่นานขึ้น ในกรณีส่วนใหญ่โรคมะเร็งระยะที่สี่นั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

  • ระยะ 0 และโรคมะเร็งในท่อน้ำนม – การรักษาโดยพื้นฐานคือการผ่าตัดก้อนมะเร็งร่วมกับการฉายรังสี
  • ระยะ 1 และ 2การรักษาโดยพื้นฐานคือการผ่าตัดก้อนมะเร็งร่วมกับการฉายรังสี หรือการผ่าตัดเต้านมและต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด อาจมีการทำเคมีบำบัด ออร์โมนบำบัด หรือการรักษาเฉพาะที่อื่น ๆ หลังจากการผ่าตัด
  • ระยะ 3 – การรักษานั้นมีทั้งการผ่าตัด และอาจตามด้วยการทำเคมีบำบัด และการรักษาเฉพาะที่อื่น ๆ
  • ระยะ 4 – การรักษาอาจมีทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัด หรือการรักษาเฉพาะที่ หรือใช้การรักษาเหล่านี้ร่วมกัน

หลังจากการรักษาอาจต้องรับประทานยาในช่วงเวลาหนึ่ง และอาจต้องมีการตรวจเลือด การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม และการตรวจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

ผู้หญิงที่ผ่านการผ่าตัดเต้านมทั้งหมด อาจต้องมีการผ่าตัดแก้ไขเต้านม (reconstructive breast surgery) สามารถทำได้ตั้งแต่ขณะการผ่าตัดเต้านมทั้งหมดหรือทำหลังจากนั้น

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกับมะเร็งเต้านม

การเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการเยียวยาตนเอง ที่อาจช่วยรับมือโรคมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง มีดังนี้

โภชนาการ

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์นั้นมีความสำคัญตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังจากการรักษาโรคมะเร็ง คุณควรได้รับปริมาณของแคลอรี่ที่ถูกต้อง เพื่อรักษาน้ำหนักตัวที่ดี และควรรับประทานโปรตีนเพื่อให้มีแรง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์นั้น อาจช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นและมีพลังมากขึ้น

ในบางครั้ง โดยเฉพาะขณะการรักษาหรือไม่นานหลังการรักษา คุณอาจรู้สึกไม่อยากอาหาร รู้สึกไม่สบายหรือเหนื่อยล้า หรือรู้สึกว่ารสชาติของอาหารนั้นไม่อร่อยเหมือนเคย นอกจากนี้ อาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน แผลพุพองในปาก และผลข้างเคียงอื่น ๆ จากการรักษาอาจยิ่งทำให้การกินเป็นเรื่องที่ยาก แต่ในทางกลับกัน ผู้หญิงบางคนที่รักษาโรคมะเร็งเต้านมอาจมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น

การดูแลติดตามผล

คุณจำเป็นต้องตรวจร่างกายเป็นประจำ (เช่น ทุก ๆ 3 ถึง 6 เดือน) หลังจากการรักษาโรคมะเร็งเต้านม การตรวจร่างกายจะช่วยให้คุณแน่ใจว่า ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพทุกอย่าง และรับการรักษาหากจำเป็น หากคุณมีปัญหาสุขภาพระหว่างรอบการตรวจร่างกายควรติดต่อหาแพทย์ในทันที การตรวจร่างกายนั้นจะช่วยบ่งชี้ดังต่อไปนี้

  • โรคมะเร็งเต้านมที่กลับมาหลังจากการรักษา : โรคมะเร็งเต้านมนั้นอาจจะย้อนกลับมาที่เต้านมหรือผนังหน้าอก หรืออาจกลับมาที่ส่วนอื่นของร่างกาย เช่นกระดูก ตับ ปอด หรือสมอง
  • ปัญหาสุขภาพที่อาจผลเป็นมาจากการรักษาโรคมะเร็ง
  • โรคมะเร็งเต้านมครั้งใหม่

ควรตรวจร่างกายเป็นประจำ รวมทั้งตรวจคอ ใต้แขน หน้าอก และบริเวณเต้านม
เนื่องจากอาจเกิดมะเร็งเต้านมครั้งใหม่ขึ้นได้ และควรเข้ารับการตรวจด้วยแมมโมแกรมเป็นประจำด้วยคุณอาจไม่จำเป็นต้องตรวจด้วยแมมโมแกรม หากคุณทำการผ่าตัดแก้ไขเต้านม หรือหากคุณผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดโดยไม่ได้ผ่าตัดแก้ไข แพทย์อาจสั่งให้คุณทำการตรวจด้วยภาพแบบอื่น หรือทำการตรวจในห้องแล็บ

เรียนรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และแหล่งสนับสนุน

เรียนรู้ว่าโรคมะเร็งเต้านมนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณและคนรอบตัวคุณได้ และการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจรับมือได้ยาก

ความกังวลเกี่ยวกับการรักษาและการจัดการผลข้างเคียง การอยู่ในโรงพยาบาล และค่ารักษาพยาบาลนั้นเป็นเรื่องปกติ คุณอาจจะรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการดูแลครอบครัว รักษาตำแหน่งงาน หรือการดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องปกติที่คุณ ครอบครัวของคุณ และเพื่อนของคุณจะช่วยกันจัดการกับปัญหาเหล่านี้

มีหลายองค์กรที่มีข้อเสนอพิเศษให้แก่ผู้หญิงที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ผู้ที่เคยผ่านการเป็นโรคมะเร็งนั้นจะทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว พวกเขาอาจจะมาคุยหรือมาเยี่ยมผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม ให้ข้อมูล และให้การสนับสนุนทางอารมณ์ พวกเขามักจะแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งเต้านม การผ่าตัดแก้ไขเต้านม และการฟื้นฟู

สิ่งที่จะสนับสนุนมีดังนี้

  • แพทย์ พยาบาล และสมาชิกอื่น ๆ ในทีมดูแลสามารถให้คำตอบเกี่ยวกับการรักษา การทำงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ
  • นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ให้คำปรึกษา หรือสมาชิกกลุ่มศาสนา อาจเป็นประโยชน์ หากคุณต้องการปรึกษาเกี่ยวกับความรู้สึกหรือข้อกังวลใจ บ่อยครั้งที่นักสังคมสงเคราะห์อาจช่วยแนะนำแหล่งที่ให้การสนับสนุนทางด้านเงิน การเดินทาง การดูแลบ้าน หรือการสนับสนุนทางอารมณ์
  • กลุ่มช่วยเหลือก็สามารถช่วยเหลือคุณได้เช่นกัน ในกลุ่มเหล่านี้จะมีผู้หญิงที่เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านม หรือสมาชิกในครอบครัวมาพบกับผู้ป่วย หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว เพื่อแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้ในการจัดการกับโรคและผลจากการรักษา กลุ่มนี้สามารถให้การช่วยเหลือด้วยตัวบุคคล ผ่านทางโทรศัพท์ หรือผ่านทางอินเทอร์เน็ต คุณอาจสามารถพูดคุยกับสมาชิกในทีมดูแลสุขภาพ เกี่ยวกับวิธีการหากลุ่มสนับสนุนเหล่านี้

ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมมักจะรวมกันเป็นกลุ่มในกลุ่มสนับสนุน แต่ควรจำไว้ว่าแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน วิธีการที่คน ๆ หนึ่งใช้ในการจัดการกับโรคมะเร็งอาจไม่เหมาะสมกับอีกคน คุณควรสอบถามผู้ดูแลสุขภาพเกี่ยวกับคำแนะนำที่คุณได้รับมา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ใบมะละกอ และ สรรพคุณทางยา ที่คุณอาจไม่เคยรู้

มะละกอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายๆ ด้านอีกด้วย แต่ไม่ใช้เพียงแต่ผลของมันเท่านั้นที่มีประโยชน์ ใบมะละกอ ก็มีประโยชน์ด้านสุขภาพเช่นกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

สารก่อมะเร็ง ที่คุณควรรู้จักไว้ เพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต

เมื่อพูดถึง สารก่อมะเร็ง หลายคนอาจรู้แค่ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างที่ควรระวัง ซึ่ง Hello คุณหมอ มีเรื่องนี้มาฝากกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

โรคNCDs โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

โรคNCDs คือโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ไม่ติดต่อไปสู่ผู้อื่นหรือติดเชื้อจากผู้อื่น แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เมื่อเป็นแล้วสามารถเกิดการเรื้อรังของโรคได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Khongrit Somchai

โรคฝันร้าย ไม่ใช่เรื่องเล่น เพราะมันอาจส่งผลต่อสุขภาพ

ฝันร้าย สามารถเกิดได้กับทุกคน แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ตื่นในตอนกลางคืน และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพการฝันร้ายบ่อยอาจมีการพัฒนาเป็น โรคฝันร้าย ได้เช่นกัน

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

บทความแนะนำ

วิตามินดีป้องกันมะเร็ง-ได้จริงเหรอ

วิตามินดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ได้จริงเหรอ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ กรกฎาคม 8, 2020 . 2 mins read
หัวนม-ผู้ชาย

ไขข้อสงสัย ผู้ชาย มี หัวนม เอาไว้ทำอะไรกัน ?

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย panyapat Aiemsin
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 16, 2020 . 2 mins read
ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย-gynecomastia

ภาวะเต้านมโตในผู้ชาย (Gynecomastia)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ มิถุนายน 15, 2020 . 4 mins read
มะเร็งเต้านมกับการออกกำลังกาย-การเตรียมตัว

มะเร็งเต้านมกับการออกกำลังกาย คุณผู้หญิงทั้งหลายควรเตรียมตัวอย่างไร

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 15, 2020 . 2 mins read