ม้ามโต (Enlarged Spleen)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 15, 2020
Share now

ม้ามโต หมายความว่าม้ามทำงานมากเกินไป ตัวอย่างเช่น ในบางครั้ง ม้ามทำงานมากเกินไปในการกำจัดและทำลายเซลล์เม็ดเลือด โดยภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ

คำจำกัดความ

ม้ามโต (Enlarged Spleen) คืออะไร

ม้ามเป็นอวัยวะภายในอยู่บริเวณใต้ซี่โครงในช่องท้องด้านซ้ายบน ค่อนไปด้านหลัง ม้ามเป็นส่วนหนึ่งของระบบน้ำเหลือง ทำหน้าที่กำจัดของเสียและป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อ  เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกสร้างจากม้ามจะช่วยกำจัดแบคทีเรีย เนื้อเยื่อที่ตายแล้ว และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ออกจากกระแสเลือดขณะไหลผ่านม้าม นอกจากนี้ ม้ามยังทำหน้าที่รักษาเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดด้วย

ม้ามมักมีขนาดประมาณเท่ากำปั้น แพทย์มักไม่สามารถสัมผัสม้ามได้ในระหว่างการตรวจร่างกายภายนอก การเกิดโรคต่างๆ สามารถทำให้ม้ามมีขนาดใหญ่กว่าปกติได้หลายเท่า หรือ ม้ามโต (Enlarged Spleen) เนื่องจากม้ามเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของร่างกายหลายระะบบ ดังนั้น ม้ามมักได้รับผลกระทบเสมอหากเกิดโรคใดๆ ขึ้นในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ม้ามโตไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้ของความผิดปกติเสมอไป ภาวะม้ามโต หมายความว่าม้ามทำงานมากเกินไป ตัวอย่างเช่น ในบางครั้ง ม้ามทำงานมากเกินไปในการกำจัดและทำลายเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งเรียกว่าภาวะม้ามทำงานมากเกินไป โดยภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ ซึ่งได้แก่ อาการผิดปกติเกี่ยวกับการมีเกล็ดเลือดมากเกินไป และความผิดปกติอื่นๆ เกี่ยวกับเลือด

ม้ามโตพบบ่อยเพียงใด

ภาวะม้ามโตพบได้ทั่วไปในคนทุกช่วงวัย โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการของม้ามโต

อาการทั่วไปของภาวะม้ามโต ได้แก่

  • ไม่มีอาการในผู้ป่วยบางราย
  • อาการปวดหรือแน่นในช่องท้องด้านซ้ายบนที่อาจลุกลามไปยังไหล่ด้านซ้าย
  • รู้สึกอิ่มแม้ไม่ได้รับประทานอาหาร หรือหลังจากรับประทานอาหารเพียงเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากม้ามกดทับลงบนกระเพาะอาหาร
  • เลือดจาง
  • อ่อนเพลีย
  • ติดเชื้อบ่อย
  • เลือดออกง่าย

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรปรึกษาแพทย์ หากมีอาการปวดในช่องท้องด้านซ้ายบน โดยเฉพาะหากมีอาการรุนแรง หรือมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อหายใจเข้าลึกๆ

สาเหตุ

สาเหตุของม้ามโต

การติดเชื้อ

  • การติดเชื้อไวรัส เช่น โรคติดเชื้อโมโนนิวคลีโอซิส (mononucleosis)
  • การติดเชื้อพยาธิ เช่น โรคท็อกโซพลาสโมซิส (toxoplasmosis)
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ลิ้นหัวใจติดเชื้อ

มะเร็ง

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าแทนที่เซลล์เม็ดเลือดปกติ
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเเกิดความปกติที่เนื้อเยื่อน้ำเหลือง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน (Hodgkin’s disease)

สาเหตุอื่นๆ ของภาวะม้ามโต ได้แก่

  • โรคติดเชื้อต่างๆ เช่น ซาร์คอยโดซิส (sarcoidosis) ลูปัส (lupus) และข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • บาดแผล เช่น การได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา
  • มะเร็งที่แพร่กระจายไปยังม้าม
  • ถุงน้ำ หรือถุงของเหลวที่ไม่ใช่มะเร็ง
  • ฝีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโพรงหนองที่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • โรคแทรกซ้อน เช่น โรคเกาเชอร์ (Gaucher’s disease) โรคแอมีลอยโดซิส (amyloidosis) หรือกลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติในการสลายไกลโคเจน

คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีภาวะม้ามโต เนื่องจากพบอาการได้น้อย และมักตรวจพบม้ามโตโดยบังเอิญ ระหว่างการตรวจร่างกาย ต่อไปนี้เป็นอาการของม้ามโตที่พบได้มากที่สุด

  • ไม่สามารถรับประทานอาหารมื้อใหญ่ได้
  • รู้สึกอึดอัด แน่น หรือปวดในบริเวณช่องท้องด้านซ้ายบน อาการปวดนี้อาจลุกลามไปยังไหล่ด้านซ้ายได้

หากมีภาวะม้ามโต อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการอื่นๆ ร่วมด้วย โดยอาจเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว ได้แก่

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดม้ามโต

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ทำให้เกิดภาวะม้ามโต เช่น

  • เด็กและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นที่มีการติดเชื้อต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อโมโนนิวคลีโอซิส
  • ผู้ที่เป็นโรคเกาเชอร์ โรคนีมาน-พิค (Niemann-Pick disease) และอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเผาผลาญที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อตับและม้าม
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในหรือเดินทางไปยังพื้นที่ระบาดของโรคมาลาเรีย

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการม้ามโต

ภาวะม้ามโตมักพบได้บ่อยที่สุดจากการตรวจร่างกาย โดยจะมีการตรวจหาภาวะม้ามโตเนื่องจากมีการวินิจฉัยมาแล้ว หรือมีการตรวจพบม้ามโตโดยบังเอิญจากการตรวจผู้ป่วยเบื้องต้น

ด้วยตำแหน่งของม้ามที่อยู่ภายใต้ซี่โครงส่วนล่างซ้าย ม้ามในภาวะปกติจึงไม่สามารถสัมผัสได้จากการตรวจร่างกายภายนอก ยกเว้นในผู้ป่วยบางรายที่มีรูปร่างผอมมาก แต่ถ้าเกิดภาวะม้ามโต ม้ามจะขยายตัวขึ้นจากส่วนบนซ้ายของช่องท้องไปยังบริเวณสะดือ ในบางครั้ง แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนตะแคงขวาเพื่อให้สามารถสัมผัสม้ามได้มากขึ้น แต่ในผู้ป่วยโรคอ้วน การสัมผัสม้ามจากภายนอกเป็นไปได้ยาก  ในบางครั้ง อาจมีการวินิจฉัยม้ามโตด้วยการเอ็กซเรย์ อัลตราซาวนด์ ซีทีสแกน และเอ็มอาร์ไอ

การรักษา

ควรงดกิจกรรมที่อาจทำให้ม้ามได้รับบาดเจ็บ เช่น กีฬาที่มีการสัมผัสร่างกาย อาการม้ามแตกจะสูญเสียเลือดจำนวนมากและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ควรเข้ารับการรักษาสาเหตุของม้ามโตตั้งแต่เนินๆ เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ภาวะม้ามโตอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ การรักษาสาเหตุพื้นฐานของภาวะม้ามโตสามารถป้องกันการสูญเสียม้ามได้ ขณะที่ผู้ป่วยบางราย อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดออกม้ามออก

หากจำเป็นต้องมีการผ่าตัด แพทย์อาจใช้การผ่าตัดส่องกล้องแทนการผ่าตัดแบบเปิด การผ่าตัดส่องกล้องทำให้แพทย์มองเห็นและผ่าตัดนำม้ามออกไปได้

เมื่อม้ามถูกผ่าตัดนำออกไป ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียบางชนิดออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายมีความไวต่อการติดเชื้อบางชนิด ดังนั้น วัคซีนและยาอื่นๆ จึงจำเป็นในการป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัดเอาม้ามออกไป

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับม้ามโต

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลรักษาตัวเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยจัดการกับภาวะม้ามโตได้

  • หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการกระแทก เช่น ซ็อคเกอร์ ฟุตบอล และฮ็อคกี้ และจำกัดกิจกรรมอื่นๆ ตามที่แพทย์แนะนำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บที่ม้ามได้
  • นอกจากนี้ ควรคาดเข็มขัดนิรภัยระหว่างใช้ยานพาหนะ ขัดนิรภัยสามารถช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับม้ามได้
  • ผู้ที่มีภาวะม้ามโตมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น ดังนั้น ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนบาดทะยัก คอตีบ และไอกรน และควรปรึกษาแพทย์หากจำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพิ่มเติม

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy"

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ ทำหมันหญิง ที่ทุกคนควรรู้

เมื่อพูดถึงการคุมกำเนิด หลายคนมักจะนึกถึงการกินยาคุม หรือถุงยางอนามัย วิธีการคุมกำเนิดเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 100% ผิดกับการ ทำหมันหญิง

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

กระเพาะปัสสาวะ อีกหนึ่งอวัยวะสำคัญ ที่ควรดูแลให้แข็งแรงอยู่เสมอ

กระเพาะปัสสาวะ เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ว่าแต่จะสำคัญอย่างไร และเราะจะดูแลกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรงได้ด้วยวิธีใดบ้าง เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

โลหิตเป็นพิษ หรือภาวะพิษจากการติดเชื้อ อันตราย! เป็นแล้วโอกาสตายสูง

โลหิตเป็นพิษ (ติดเชื้อในกระแสเลือด) หรือภาวะพิษเหตุติดเชื้อ เป็นภาวะอันตรายที่อาจร้ายแรงถึงชีวิต เราเลยมีอาการที่ควรรู้ และวิธีป้องกันโลหิตเป็นพิษมาฝาก

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย เนตรนภา ปะวะคัง

คำแนะนำสำหรับการทำหัตถการ ที่ผู้ป่วยโรค นิ่วในถุงน้ำดี ควรรู้

โรคนิ่วในถุงน้ำดี อาจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่รับทำการรักษา บทความนี้จะมาให้คำแนะนำเรื่องการทำหัตถการสำหรับ ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล

บทความแนะนำ

การทำแท้งเอง-ความเสี่ยง-ไม่ปลอดภัย

การทำแท้งเอง ไม่ปลอดภัย อาจเสี่ยงเกิดอาการเหล่านี้ได้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 20, 2020
อาการเหงื่อเย็น-ความผิดปกติของร่างกาย

อาการเหงื่อเย็น เกิดขึ้นได้ เพราะร่างกายอาจต้องการบอกอะไรกับคุณ

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 19, 2020
คำถามที่พบบ่อย-การปลูกถ่ายอวัยวะในช่วงโควิด-19

รวมคำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 11, 2020
อาการของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อโควิด-19-แตกต่าง

แพทย์เตือน ผู้สูงอายุที่ติดเชื้อโควิด-19 อาจจะมีอาการที่แตกต่างออกไป

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย พลอย วงษ์วิไล
เผยแพร่วันที่ พฤษภาคม 7, 2020