เลือดออกตามไรฟัน (Bleeding Gums)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Update Date พฤษภาคม 11, 2020 . เวลาในการอ่าน
Share now

คำจำกัดความ

เลือดออกตามไรฟัน คืออะไร

เลือดออกตามไรฟัน (Bleeding gums) เป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อเลือดไหลออกจากบริเวณเหงือกและตามไรฟัน ส่วนใหญ่มักเกิดจากขาดการกำจัดคราบหินปูน (plague) ออกจากฟันในส่วนที่ติดกับร่องเหงือก ซึ่งโรคเลือดออกตามไรฟันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมได้

เลือดออกตามไรฟัน พบบ่อยเพียงใด

โรคเลือดออกตามไรฟันนั้นพบได้ทั่วไป และเกิดขึ้นในผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย แต่สามารถจัดการได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์หากคุณต้องการข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคเลือดออกตามไรฟัน

สัญญาณเตือนและอาการของโรคเลือดออกตามไรฟันที่มักจะพบได้มีดังต่อไปนี้

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
  • เหงือกมีอาการบวม แดง และเจ็บ
  • เหงือกบวมตั้งแต่บริเวณรากฟัน
  • ฟันโยก
  • ลมหายใจมีกลิ่น
  • มีการรับรสชาดิที่ผิดเพี้ยนไป
  • การสบฟันผิดปกติ

ควรไปพบหมอเมื่อใด

ควรไปพบหมอทันทีหากคุณและคนที่คุณรักมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาการเลือดออกนั้นรุนแรงและเรื้องรัง
  • เหงือกยังคงมีเลือดออกต่อเนื่อง แม้ได้รับการรักษาแล้ว
  • มีอาการอื่นๆ ตามมาหลังอาการเลือดออก

เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้นหรือมีข้อสงสัยโปรดปรึกษาแพทย์

ทั้งนี้ร่างกายของคนเรามีปฏิกิรยาแตกต่างกัน โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะกับอาการของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคเลือดออกตามไรฟัน

คุณอาจจะมีอาการเลือดออกตามไรฟัน หากคุณมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้

  • แปรงฟันแรงเกินไปหรือขนแปรงสีฟันไม่นุ่มพอ
  • เพิ่งเริ่มใช้ไหมขัดฟัน เหงือกจึงยังไม่คุ้นเคย
  • รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • เหงือกอักเสบเนื่องจากตั้งครรภ์
  • ฟันปลอมไม่พอดีกับเหงือก

นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้แก่

  • เหงือกอักเสบ (Gingivitis)

เลือดออกตามไรฟันเป็นสัญญาณเตือนของโรคเหงือกอักเสบ หรือเกิดการอักเสบบริเวณเหงือก พบได้ทั่วไปและเป็นอาการเหงือกอักเสบที่ไม่รุนแรง สาเหตุเกิดจากการก่อตัวของคราบหินปูนบริเวณไรฟัน

หากคุณมีอาการเหงือกอักเสบ สังเกตได้จากเหงือกเกิดการระคายเคือง แดง และบวม หรืออาจมีเลือดออกขณะแปรงฟัน

คุณสามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยฟันของคุณให้ดี โดยการแปรงฟันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน และใช้ไหมขัดฟันทุกวัน รวมทั้งบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมที่ต้านแบคทีเรีย และพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

  • โรคปริทนต์ (Periodontitis)

หากคุณปล่อยปละละเลยอาการเหงือกอักเสบ นั่นอาจเป็นสาเหตุของภาวะลุกลามที่นำไปสู่โรคที่เรียกว่า ปริทนต์ (periodontitis) คือ อาการเรื้อรังที่เหงือกถูกทำลายลงไปถึงระดับเนื้อเยื่อและกระดูกที่คอยพยุงฟัน

หากคุณมีอาการของโรคปริทนต์ เหงือกของคุณจะอักเสบและติดเชื้อ ลุกลามไปจนถึงระดับรากฟัน

หากเหงือกของคุณเลือดออกได้ง่าย อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคปริทนต์ คุณอาจต้องสูญเสียฟันหรือฟันผิดรูป อาจมีกลิ่นปาก การรับรสที่ผิดเพี้ยน การสบฟันที่ผิดปกติ เหงือกบวมแดงและอักเสบ

หากไม่ทำการรักษาโรคปริทนต์ คุณอาจต้องสูญเสียฟันบางส่วน

  • เบาหวาน (Diabetes)

เลือดออกตามไรฟัน หรือเหงือกบวมนั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 หรือ 2 เมื่อคุณป่วยเป็นเบาหวาน ช่องปากของคุณจะไม่สามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคไได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุณอาจติดเชื้อได้ง่าย เช่น มีอาการของโรคเหงือก

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่มากับโรคเบาหวานนั้นทำให้ร่างกายของคุณเยียวยาตัวเองได้ยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคเหงือกนั้นแย่ลง

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)

เลือดออกตามไรฟันอาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยตามปกติแล้ว เกล็ดเลือดจะทำหน้าที่ห้ามเลือดในร่างกาย แต่หากคุณเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดของคุณจะอยู่ในระดับต่ำ และอาจทำให้เลือดหยุดได้ยากในส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเหงือกด้วย

  • เกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)

หากเหงือกของคุณเลือดออกหลังจากแปรงฟัน และเลือดไม่สามารถหยุดเองได้ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia)

หากคุณมีอาการดังกล่าว ร่างกายของคุณอาจมีเกล็ดเลือดไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการจับตัวกันของเลือด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการเลือดออกไม่หยุดในส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเหงือกของคุณด้วย

  • โรคเลือดไหลไม่หยุด หรือ โรควอนวิลลิแบรนด์ (Hemophilia or von Willebrand Disease)

หากคุณมีอาการเหงือกเลือดออก หรือ เลือดออกมากเมื่อได้มีบาดแผลเล็กน้อยจากถูกบาด หรือทำฟัน นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเลือดไหลไม่หยุด

ในภาวะนี้ เลือดของคุณจะไม่สามารถจับตัวกันได้ดีนัก ทำให้คุณอาจมีอาการเลือดออกที่บริเวณเหงือก

  • ขาดวิตามินซี (Vitamin C Deficiency )

วิตามินซี  นั้นช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและซ่อมแซมตัวเอง มันช่วยรักษาบาดแผลและทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง หากร่างกายของคุณได้รับวิตามินซี ไม่เพียงพอ คุณอาจรู้สึกอ่อนแอและเจ็บปวดได้ง่ายกว่าปกติ รวมไปถึงมีอาการอักเสบบวมแดงที่บริเวณเหงือกอีกด้วย

  • โรคลักปิดลักเปิด (Scurvy)

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ยาก เกิดจากการขาดวิตามินซี อย่างรุนแรงของร่างกาย ซึ่งนำไปสู่อาการของโรคลักปิดลักเปิด รวมทั้งโรคที่เกิดจากภาวะการขาดโภชนาการ ทำให้อ่อนแอ โลหิตจาง และเกิดภาวะเลือดออกใต้ผิวหนัง การพบว่ามีเลือดออกบริเวณเหงือกจึงอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคลักปิดลักเปิดได้

  • ขาดวิตามินเค (Vitamin K Deficiency )

คุณอาจสังเกตเห็นเลือดออกบริเวณเหงือกปริมาณมาก อาจเป็นเพราะคุณได้รับวิตามินเค ไม่เพียงพอ วิตามินเค  นั้นมีส่วนช่วยให้เลือดจับตัวกันอย่างพอเหมาะ และมีส่วนเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก หากคุณได้รับวิตามินเค จากอาหารไม่เพียงพอ หรือร่างกายของคุณไม่สามารถดูดซึมวิตามินเค ได้ดี อาจเป็นสาเหตุของปัญหาเลือดออกตามมา

อาการดังกล่าวข้างตนนั้นเป็นสาเหตุของอาการเลือดออกบริเวณเหงือก โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ชัดเจนต่อไป

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน ได้แก่

  • ฟันปลอมไม่พอดีกับเหงือก
  • ไม่ดูแลสุขอนามัยช่องปาก
  • ขาดวิตามิน
  • ตั้งครรภ์
  • มีภาวะเลือดไหลไม่หยุด

โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการเลือดออกตามไรฟัน

หากคุณพบว่ามีอาการเลือดออกตามไรฟันขณะแปรงฟันหรือบ้วนปาก โปรดไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคเพิ่มเติม แพทย์จะทำการตรวจสอบเหงือกของคุณเพื่อดูว่ามีอาการอักเสบหรือแผลอะไรหรือไม่ ตรวจสอบความแข็งแรงของเหงือก และทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง

การรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน

สิ่งสำคัญในการรักษาอาการเลือดออกตามไรฟันคือ การรักษาความสะอาดของช่องปากให้ดี คุณควรไปหาทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งเพื่อทำการตรวจสุขภาพฟันและทำความสะอาดคราบพลัคและขูดหินปูน ทันตแพทย์อาจจะสอนวิธีการแปรงฟันอย่างถูกต้องให้คุณทราบ การแปรงฟันอย่างถูกต้องและการขูดหินปูนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกตามไรฟันได้

นอกจากนี้ทันตแพทย์ยังอาจให้คุณใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อลดการเกิดคราบพลัค การบ้วนปากด้วยน้ำเกลือก็สามารถช่วยลดอาการเหงือกบวมที่ทำให้มีเลือดออกได้อีก

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองเพื่อรับมือกับโรคเลือดออกตามไรฟัน

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลตนเองด้วยวิธีการดังต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณรับมือกับอาการเลือดออกตามไรฟัน

  • พบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือนเพื่อขูดหินปูน ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการดูแลสุขอนามัยช่องปาก
  • แปรงฟันเบาๆ ด้วยแปรงสีฟันที่มีขนแปรงอ่อนนุ่มอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน หากเป็นไปได้ควรแปรงฟันหลังจากการรับประทานอาหารทุกมื้อ และขัดฟันด้วยไหมขัดฟันวันละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการก่อตัวของคราบหินปูน
  • ทันตแพทย์อาจแนะนำให้คุณบ้วนปากด้วยเกลือ หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และน้ำ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่อาจส่งผลให้อาการแย่ลง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดของขบเคี้ยวระหว่างมื้อและงดอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต
  •  เข้ารับการตรวจโรคปริทันต์
  •  งดสูบบุหรี่ เพราะอาจทำให้อาการเลือดออกตามไรฟันแย่ลง บุหรี่และยาสูบสามารถนำมาซึ่งปัญหาเลือดออกตามไรฟันได้
  • หยุดเลือดออกตาไรฟันด้วยการกดลงบริเวณเหงือกด้วยผ้าก๊อซที่แช่น้ำเย็นจัด
  • หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าขาดวิตามิน ก็ควรรับวิตามินเสริม
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • หากเป็นผลข้างเคียงมาจากยาที่ส่งผลให้เกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยาชนิดอื่น ห้ามเปลี่ยนยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์โดยเด็ดขาด
  • ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดช่องปากกับบริเวณฐานฟันเพื่อนวดเหงือก
  •  ปรึกษาทันตแพทย์ในกรณีที่ฟันปลอมหรือวัสดุทันตกรรมนั้นไม่พอดีกับฟัน หรือเป็นสาเหตุที่ทำให้เหงือกอักเสบ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์เรื่องการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดบริเวณเหงือก

หากมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจอาการและหาแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความแนะนำ

อาการเลือดออกตามไรฟัน

อาการเลือดออกตามไรฟัน รับมือกับอาการอย่างไรดี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Sopista Kongchon
เผยแพร่วันที่ มกราคม 23, 2019 . เวลาในการอ่าน
แคนาดา-พิช-canada-pitch

แคนาดา พิช (Canada Pitch)

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
เขียนบทความโดย Ploylada Prommate
เผยแพร่วันที่ ธันวาคม 4, 2017 . เวลาในการอ่าน