โปแลนด์ซินโดรม (Poland Syndrome)

ทบทวนบทความโดย | โดย

Published on 04/06/2020 . 3 mins read
Share now

โปแลนด์ซินโดรม (Poland Syndrome) เป็นสภาวะที่เด็กเกิดมาพร้อมกับกล้ามเนื้อหน้าอกที่ขาดหายไป หรือด้อยพัฒนา ไหล่ แขน และมือ ก็สามารถพบได้เช่นกัน โดยปกติจะได้รับผลกระทบเพียงด้านเดียวของร่างกาย

คำจำกัดความ

โปแลนด์ซินโดรม คืออะไร

โปแลนด์ซินโดรม (Poland Syndrome) โรคนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 ตามชื่อของนักกายวิภาคศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ชื่อว่า เซอร์อัลเฟรด โปแลนด์ (Sir Alfred Poland) โปแลนด์ซินโดรมจะทำให้เกิดการขาดพัฒนาการกล้ามเนื้อของร่างกาย ซึ่งมักจะมีรูปแบบที่ไม่ซ้ำกัน

ลักษณะส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักจะเป็นบริเวณกล้ามเนื้อหน้าอก คือช่วงหน้าอกจะไม่มีกล้ามเนื้อ ส่งผลให้หน้าอกผิดรูปตั้งแต่กำเนิด ทั้งยังเกิดบริเวณนิ้วมือ ไหล่ และแขนได้ด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดความผิดปกติเพียงด้านเดียวของร่างกาย

โปแลนด์ซินโดรม พบบ่อยเพียงใด

โปแลนด์ซินโดรมนั้นค่อนข้างหากยาก ตามที่สถาบันวิจัยรหัสพันธุกรรมมนุษย์แห่งชาติ (National Human Genome Research Institute: NGHRI) ของสหรัฐฯ ระบุไว้ว่าคนที่มีกลุ่มอาการของโปแลนด์ซินโดรมมีเพียง 1 ใน 10,000 ถึง 1 ใน 100,000 ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาการของโรคนี้อาจจะชัดเจนขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยแรกรุ่น

ส่วนทางหอสมุดแห่งชาติการแพทย์ของสหรัฐฯ ประมาณการว่า ทารกที่เกิดมาพร้อมโปแลนด์ซินโดรม มีประมาณ 1 ใน 20,000 คน โดยส่วนใหญ่เด็กผู้ชายจะมีแนวโน้มเป็นโปแลนด์ซินโดรมได้มากกว่าเด็กผู้หญิง

อาการ

อาการของโปแลนด์ซินโดรม

ผู้ที่มีอาการโปแลนด์ซินโดรม ร่างกายจะไม่สมดุล กล้ามเนื้อหน้าอกของพวกเขาจะขาดการพัฒนาการด้านหนึ่งของรางกาย ทำให้ดูเหมือนไหล่เอียงไปข้างหนึ่ง นอกจากนั้นยังอาจมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย

  • ขาดกล้ามเนื้อหน้าอกที่มองเห็นได้ในบริเวณพื้นที่หน้าอก
  • หน้าอกเว้า
  • หน้าอกด้อยพัฒนาในผู้หญิง
  • หัวนมที่ด้อยพัฒนาการ หรือขาดหายไปทางด้านที่ได้รับผลกระทบ
  • ขนรักแร้หาย
  • ไหล่ดูเหมือนหายไป
  • ไหล่ที่ดูเหมือนยกขึ้น และดูเหมือนไม่เท่ากันกับอีกข้าง
  • โครงกระดูกด้อยพัฒนา
  • นิ้วมือฝั่งที่ได้รับผลกระทบจะสั้นกว่าข้างที่ปกติ
  • นิ้วมีพังผืดเกิดขึ้น หรือนิ้วติดกัน

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของ โปแลนด์ซินโดรม

สาเหตุของการเกิดอาการโปแลนด์ซินโดรมนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามนักวิจัยคิดว่า โปแลนด์ซินโดรมจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 6 ของการพัฒนาของทารกในครรภ์ เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดผ่านหลอดเลือดแดงไปยังเนื้อเยื่อรอบๆ หน้าอกและซี่โครงลดลงหรือถูกขัดจังหวะ

นอกจากนั้นอีกหนึ่งการสันนิษฐานก็คือ หลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปยังกล้ามเนื้อหน้าอก แขน และมือ ของตัวอ่อนเกิดความผิดปกติ โดยมีการจำกัดการไหลเวียนไปยังโครงสร้างเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นนั่นเอง อาการของโปแลนด์ซินโดรมยังไม่ได้มีการชี้สาเหตุของการเกิดที่ชัดเจนจากพันธุกรรม แต่ถึงอย่างนั้นอาการที่เกิดขึ้นก็จะรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโปแลนด์ซินโดรม

ระยะเวลาของการวินิจฉัยกลุ่มอาการของโปแลนด์ซินโดรมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ แม้ว่าจะมีอาการเกิดขึ้นแต่คุณก็ไม่สามารถสังเกตเห็นอาการใดๆ ได้จนกระทั่งเป็นวัยรุ่น กรณีที่อาการมีความรุนแรงก็จะมีแนวโน้มในการเกิดความผิดปกติได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ในส่วนของนิ้วที่ด้อยพัฒนาอาจจะสังเกตเห็นได้ก่อน

การวินิจฉัยมักจะใช้วิธีการตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะถามถึงอาการต่างๆ ที่คุณสังเกตเห็น นอกจากการตรวจร่างกายแล้วการสแกนด้วย CT Scan, MRIs และ X-Rays โดย CT Scan และ MRIs จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการบอกแพทย์ว่ากลุ่มกล้ามเนื้อเฉพาะกลุ่มนั้นได้รับผลกระทบอย่างไร และสามารถำหนดขอบเขตที่กล้ามเนื้ออาจได้รับผลกระทบได้ ส่วนการ X-Ray นั้นจะช่วยให้แพทย์มองเห็นภายในกระดูกที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งสามารถช่วยระบุความผิดปกติที่เฉพาะเจาะจงในมือ แขน ซี่โครง และไหล่

การรักษาโปแลนด์ซินโดรม

การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักสำหรับผู้ที่มีอาการโปแลนด์ซินโดรม โดยอาจใช้กล้ามเนื้อหน้าอกที่มีอยู่ หรือกล้ามเนื้อจากส่วนอื่นของร่างกายมาเติมเต็มส่วนที่ได้รับผลกระทบ หรือไม่เช่นนั้นก็นำพลาสติกที่สร้างขึ้นมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป หากกระดูกซี่โครงผนังหน้าอกด้อยพัฒนาหรือขาดหายไป ก็สามารถนำกระดูกอ่อนที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมชีวภาพมาปลูกผ่าย เพื่อช่วยให้หน้าอกดูปกติมากขึ้นได้ด้วย

การผ่าตัดปรับโครงสร้างนี้อาจพิจารณาให้ทำได้ในเพศชายที่อายุน้อยกว่า 13 ปี ส่วนในเพศหญิงนั้นต้องแน่ใจก่อนว่าเต้านมนั้นมีขนาดและลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยการผ่าตัดนั้นจะเริ่มทำเมื่อเต้านมไม่มีการพัฒนาใดๆ แล้ว จากนั้นจะใช้การสักเข้ามาช่วยในการรักษา เพื่อสร้างลักษณะฐานหัวนม (Areola) และหัวนมที่ขาดหายไป

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อัปเดตข่าวสารสุขภาพติดตามไลน์ Hello คุณหมอ
บทความนี้มีประโยชน์ต่อคุณหรือไม่
happy unhappy
แหล่งที่มา

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน

วิธีห้ามเลือด ควรทำอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกวิธี

การประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง อาจทำให้เลือดไหลออกมากเกินไป จนทำให้เกิดอาการช็อคและถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น วิธีห้ามเลือด จึงถือเป็นเรื่องที่ควรรู้เอาไว้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

การปฐมพยาบาลจมูกหัก ดั้งแตก ควรจัดการอย่างไร

จมูกหัก ดั้งแตก มักเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่ใบหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นทาง Hello คุณหมอ จึงมีแนวทาง การปฐมพยาบาลจมูกหัก มาฝากกันในบทความนี้

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย

ปลูกถ่ายเหงือก (Gum Tissue Graft)

ปลูกถ่ายเหงือก จะนำเนื้อเยื่อเหงือกที่มีสุขภาพดี จากบริเวณส่วนฐานของเหงือก แล้วนำมาติดเข้ากับเหงือกส่วนที่เกิดความเสียหาย เพื่อทำให้เหงือกกลับมาดูสุขภาพดี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by พลอย วงษ์วิไล

กำจัดอาการคลื่นไส้ ง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ

หลายคนหาวิธีธรรมชาติที่จะสามารถ กำจัดอาการคลื่นไส้ หรือบรรเทาอาการให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีธรรมชาติที่จะช่วยกำจัดอาการคลื่นไส้ได้นั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี

ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ
Written by สิฏฐิณิศา รัชตวโรทัย